SCBXNextTech

SCBXNextTech

แชร์

SIAM PARAGON SCBX NEXT TECH
เทคคอมมูนิตี้เพื่อการเรียนรู้แห่งโลกอนาคต
Smarter Better Richer
ชั้น 4 สยามพารากอน

“SCBX NEXT TECH” Your Future Scape เทคคอมมูนิตี้แห่งโลกอนาคต บนพื้นที่ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยการร่วม Co-create ของ สยามพารากอน, SCBX และ พันธมิตรชั้นนำ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล ด้วยการนำเสนอประสบการณ์รูปแบบใหม่ผสานกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ภายใต้แนวคิด Smarter Better Richer เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าร่วมพัฒนาตนเองจากกิจกรรมของพันธมิตรระดับผู้นำธุรกิจมากมายทั้งภายในประเทศไทยและนานาประเทศทั่วโลก เป็นเทคคอมมูนิตี้ที่ครบครันทุกมิติ แห่งแรกและแห่งเดียวในโลก

Siam Paragon unveils “SCBX NEXT TECH” in collaboration with SCBX and various leading world-class partners that have co-created the world’s first technology community. SCBX NEXT TECH is a collaborative tech ecosystem for digital natives and entrepreneurs to thrive with knowledge and expertise by participating in our knowledge sharing events, talks, seminars, and workshops throughout the year. Shape your future for a ‘Smarter, Better, and Richer’ at “SCBX NEXT TECH,” your futurescape.
4F, Siam Paragon.

23/09/2026

ประเทศที่ไม่จัดอันดับให้เด็กแข่งกีฬาจริงจังจนถึงอายุ 13 ปี กลับผลิตนักบอลที่มีวินัยอย่าง Haaland ได้ยังไง?

เวลาพูดถึงการฝึกเด็กเล่นกีฬาให้เก่ง เกือบทุกบ้านคิดเหมือนกันว่ายิ่งเริ่มแข่งเร็ว ยิ่งเก่งเร็ว พ่อแม่หลายบ้านเริ่มส่งลูกลงสนามแข่งจริงจังตั้งแต่ 6-7 ปี แต่นอร์เวย์ทำตรงกันข้ามแบบสุดขั้ว ผ่านกฎ "Children's Rights in Sports" ของ NIF (คณะกรรมการโอลิมปิกและพาราลิมปิกและสมาพันธ์กีฬาแห่งนอร์เวย์) ที่ผูกมัดสโมสรและโค้ชทุกแห่งในสังกัด เด็กอายุ 9-10 ปีแข่งได้ แต่จะไม่มีการจดคะแนนหรือจัดอันดับ และห้ามส่งเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีเข้าแข่งชิงแชมป์ระดับประเทศ ทำไม NIF ถึงวางกฎแบบนี้?

การที่ประเทศนอร์เวย์ทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะไม่อยากให้เด็กเก่ง แต่เพราะเชื่อว่าวินัยที่ยั่งยืนต้องมาจากความรักในสิ่งที่ทำก่อน ถ้าเด็กถูกจัดอันดับหรือเปรียบเทียบตั้งแต่อายุยังน้อย สิ่งที่เกิดขึ้นคือความกลัวที่จะแพ้ ไม่ใช่ความรักที่จะเล่น และความกลัวก็ไม่อาจสร้างวินัยให้อยู่ได้นาน กลับกันอาจสร้างแรงกดดันที่ทำให้วินัยพังเร็วกว่าเดิม

ถ้าอย่างนั้นวินัยที่แท้จริงอาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องปลูกฝังตั้งแต่วันแรก แต่เป็นผลลัพธ์ที่ตามมาเองทีหลัง เมื่อมีความรักในสิ่งที่ทำเป็นฐานที่มั่นคงพอ นอร์เวย์ไม่ได้สอนให้เด็กมีวินัย เขาแค่สร้างพื้นที่ให้เด็กได้รักกีฬาก่อน แล้ววินัยค่อยเกิดขึ้นมาเอง

เออร์ลิง ฮาลันด์ คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดของระบบนี้ กองหน้าทีมชาตินอร์เวย์และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เจ้าของสถิติทำประตูถล่มทลายในพรีเมียร์ลีก ที่วันนี้กลายเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีวินัยส่วนตัวเข้มงวดที่สุดคนหนึ่งของโลก

ทั้งที่ไม่มีใครกดดันให้เขาแข่งตั้งแต่เด็ก วันนี้ฮาลันด์กลับควบคุมชีวิตตัวเองแบบไม่มีใครเทียบได้ ด้วยการนอน 10-11 ชั่วโมงต่อคืน ปิดหน้าจอก่อน 4 ทุ่ม

กินอาหารจากธรรมชาติไม่แปรรูป 6,000 แคลอรีต่อวัน ไม่แตะแอลกอฮอล์ และนั่งสมาธิทุกวัน ย้อนกลับไปตอนอายุ 19 ปี สมัยที่อยู่สโมสรฟุตบอล Red Bull Salzburg เขาวิดพื้นวันละ 300 ครั้ง ซิตอัพวันละ 1,000 ครั้ง เพื่อปั้นร่างกายให้พร้อมเป็นนักกีฬาระดับท็อป นี่คือวินัยที่เขาสร้างขึ้นเองตั้งแต่ช่วงนั้น ท่าฉลองประตูนั่งสมาธิของเขาจึงไม่ใช่มุกตลก แต่สะท้อนความชอบในการทำสมาธิของฮาลันด์ ซึ่งมาจากวินัยที่ช่วยควบคุมทุกมิติของชีวิต

นอร์เวย์ไม่ได้สร้างวินัยให้เด็กด้วยแรงกดดัน แต่สร้างพื้นที่ให้รักในสิ่งที่ทำก่อน แล้วปล่อยให้วินัยเกิดขึ้นมาเอง บทเรียนนี้จึงใช้ได้กับการพัฒนาตัวเองหรือการสร้างทีมในองค์กรเหมือนกัน ถ้าอยากได้คนที่มีวินัยระยะยาว อาจต้องเริ่มจากการสร้างพื้นที่ให้เขารักในสิ่งที่ทำก่อน ไม่ใช่กดดันให้แข่งขันตั้งแต่วันแรก

สิ่งที่น่าคิดต่อคือ ไม่ว่าจะเป็นตัวเราหรือทีมที่เราดูแล เรากำลังพยายามสร้างวินัยด้วยแรงกดดัน หรือกำลังสร้างพื้นที่ให้คนได้ค้นพบสิ่งที่พวกเขารักจริง ๆ ก่อนกันแน่

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ https://lin.ee/KgNUlCB

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน


#สร้างวินัย #ฮาลันด์ #สแกนดิเนเวีย #นอร์เวย์ #พัฒนาตัวเอง #ผู้นำองค์กร #วินัยสร้างได้

22/09/2026

สำหรับคนเมืองที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการใช้ชีวิต การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีที่รวดเร็วในยุคปัจจุบัน จึงทำให้เกิดการตั้งคำถามกับคุณค่า ความเป็นมนุษย์ ตัวตน และทักษะต่างๆ ที่มี จนนำมาซึ่งการตามหาอัตลักษณ์ (Identity) การค้นหาความหมายในงานที่ทำ หรือแม้กระทั่งความหมายของการมีชีวิต

ยิ่งในวันที่คนเมืองพึ่งพา AI กันมากขึ้น ทั้งการค้นหาข้อมูล การทำงาน การสร้างสรรค์ ไปจนถึงการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน Identity จึงไม่ได้อยู่เพียงแค่สิ่งที่เราเลือกเป็น แต่ยังเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่เราเลือกเชื่อ และนำมาใช้ด้วย เพราะ AI เรียนรู้จากข้อมูลที่มนุษย์สร้างขึ้น หากเรารับข้อมูลจาก AI โดยไม่ตั้งคำถามหรือไม่ตรวจสอบที่มา ก็อาจทำให้กรอบความคิดบางอย่างถูกส่งต่อโดยไม่รู้ตัว การรักษา Identity ในยุค AI จึงอาจหมายถึงการรู้จักใช้เทคโนโลยี พร้อมกับตั้งคำถามกับข้อมูลที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อไม่ให้ AI เป็นผู้คิดหรือกำหนดตัวตนของเราแทนตัวเรานั่นเอง

แต่ในขณะที่คนเมืองกำลังตั้งคำถามว่า AI จะเข้ามามีอิทธิพลต่อตัวตนของเราอย่างไรนั้น ยังมีคนอีกกลุ่มที่กำลังเผชิญปัญหาในอีกด้าน นั่นก็คือการที่ตัวตนของพวกเขาถูกทำให้เลือนหายไปจากข้อมูลดิจิทัล ด้วยข้อมูลจำนวนมากที่สร้างขึ้นจากอคติและถูกส่งต่อผ่านอัลกอริทึม หรือแม้แต่ถูกสร้างขึ้นผ่าน AI นั่นก็คือ ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ จนคนเหล่านี้ต้องหันกลับมาตั้งคำถามกับ Identity และการมีอยู่ของตนในฐานะคนไทยคนหนึ่ง

ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดบนเวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 36 ในหัวข้อ “Identity of Indigenous People in the Age of AI - อัตลักษณ์ของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุค AI เรื่องเล่าและความเป็นจริงในสังคมไทย” ณ SCBX Next Stage NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา

ภาพจำของกลุ่มชาติพันธุ์ในสายตาของคนส่วนใหญ่ มักจะถูกมองว่าล้าหลัง ไม่ทันสมัย เป็นผู้รอรับการช่วยเหลือ และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ เป็นตัวการทำลายป่า ทำลายระบบนิเวศ จนก่อให้เกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไปทั่วเมือง ภาพจำดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์โดยคนกลุ่มหนึ่ง ที่สร้างข้อมูลขึ้นจากอคติ จนนำมาซึ่ง ‘วงจรการขยายอคติด้วยอัลกอริทึม’ ดังนี้

อคติในสังคม → ถูกบันทึกเป็นข้อมูล → AI เรียนรู้จากข้อมูล → AI ผลิตผลลัพธ์ที่มีอคติ → สังคมรับและเผยแพร่ → อคติถูกทำซ้ำและกลายเป็นเรื่องปกติ

ประเด็นดังกล่าวนี้ ไม่ใช่แค่ประเด็นทางเทคโนโลยี แต่ยังนับเป็นประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนอีกด้วย เพราะในแง่ของการเรียนรู้ของ AI ข้อมูลที่ AI ผลิตขึ้นจะเป็นตัวสะท้อนสังคม วัฒนธรรม และประสบการณ์ของมนุษย์ หากข้อมูลไม่สมดุล มีความหลากหลาย มีการตีตรา มีอคติ หรือมีการเหมารวม อาจทำให้ข้อมูลที่ถูกบิดเบือนเหล่านี้ ถูกถ่ายทอดเข้าไปในระบบและเกิดการผลิตซ้ำ ทำให้อคติขยายตัวรวดเร็วและรุนแรง จนกระทบไปถึงสิทธิในการมีส่วนร่วม และสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ได้นั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ในโลก AI ประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ยังไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจน จึงนำมาสู่คำถามสำคัญเกี่ยวกับข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าสู่ระบบดิจิทัลเพื่อให้ AI เรียนรู้ (Learning) ว่า ใครเป็นผู้สร้าง ใครมีสิทธิ และใครควรได้รับประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้

1. ผู้ผลิตและผู้กำหนด: ใครเป็นผู้ผลิต และใครเป็นผู้กำหนดว่าข้อมูลใดควรถูกบันทึก?
2. ผู้ให้ความหมาย: ใครมีอำนาจในการตีความ และให้ความหมายกับข้อมูล?
3. ผู้เข้าถึง: ใครสามารถเข้าถึง และนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ได้?
4. ผู้คัดค้าน: ใครมีสิทธิโต้แย้ง หรือคัดค้านข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง?
5. ผู้รับประโยชน์: เมื่อข้อมูลถูกนำไปใช้พัฒนาระบบ AI ใครควรได้รับประโยชน์ และเจ้าของข้อมูลหรือเจ้าของอัตลักษณ์มีส่วนร่วมในการกำกับดูแลมากน้อยเพียงใด?

เพราะท่ามกลางความค้างคาเหล่านี้ ทำให้เกิดข้อมูลจำนวนมากที่สร้างขึ้นจากอคติ จนทำให้คนกลุ่มหนึ่งถูกมองเห็น และคนอีกกลุ่มถูกมองไม่เห็น ขณะเดียวกัน หากข้อมูลมีความหลากหลาย มีการร่วมสร้างข้อมูลโดยกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชน มีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทั้งในด้านภาษา วัฒนธรรม ข้อเท็จจริง และมีการเปิดกว้างให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการใช้ข้อมูล AI ก็จะเปลี่ยนจากเครื่องมือขยายอคติ กลายเป็นเครื่องมือที่เพิ่มการมองเห็น และลดความเหลื่อมล้ำของข้อมูลข่าวสาร ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังเกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำเรื่องสิทธิ การเลือกปฏิบัติ/กีดกัน และการไม่ยอมรับในตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ แม้ว่าจะมี พ.ร.บ. คุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2568 เรียบร้อยแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ กลุ่มชาติพันธุ์ก็ยังคงไม่ได้รับความเท่าเทียม และการยอมรับอย่างแท้จริงในสังคมไทย เสียงของคนกลุ่มนี้ยังไม่ดังพอที่จะถูกทำให้มองเห็น และยอมรับจากสังคมและโลกดิจิทัล แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มคนที่มีภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีต้นทุนที่ดีในการส่งต่อบริบททางวัฒนธรรมผ่านข้อมูลดิจิทัล ทั้งยังสามารถใช้ทรัพยากรเหล่านี้เป็นต้นทุนในการสร้างเศรษฐกิจ ผ่านการท่องเที่ยว สิ่งทอ เครื่องประดับ และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัลแล้วก็ตาม แต่ข้อจำกัดในเรื่องสิทธิก็ยังทำให้การตั้งคำถามต่ออัตลักษณ์ (Identity) ของกลุ่มชาติพันธุ์ยังไม่หมดไปในสังคมไทย

การจะทำให้สังคมไทยเปิดใจโอบรับคนกลุ่มนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งได้อย่างแท้จริง จะต้องเริ่มจากการมองเห็น และการยอมรับอคติ (Bias) ของตน ไปจนถึงการไม่ส่งต่ออคติผ่านอัลกอริทึม การเปิดใจพูดคุยเพื่อเรียนรู้ตัวตนของคนชาติพันธุ์ ยอมรับพวกเขาเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีสิทธิมีเสียงทัดเทียมกับคนไทยทุกคน และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ ตลอดจนยอมรับพวกเขาเป็นหนึ่งในผู้สร้างสรรค์ชุดข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้ AI เรียนรู้ ถ่ายทอดเรื่องราวทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ต่อไป ขณะเดียวกัน ในส่วนของกลุ่มชาติพันธุ์เอง ก็ควรจะยอมรับในความเป็นมนุษย์ ภาคภูมิใจและรู้สึกเชื่อมโยงกับรากเหง้าและอัตลักษณ์ (Identity) ของตน รู้จักปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมได้กับทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน และวัฒนธรรมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกวัน

ติดตามเรื่องราวน่าสนใจที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้ที่เวที SCBX NEXT STAGE กด Follow ไว้ แล้วไปเจอกันที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน
ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ https://lin.ee/KgNUlCB
แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

#เวทีนักคิดดิจิทัลครั้งที่36 #โคแฟค #ชาติพันธุ์ #อัตลักษณ์

21/09/2026

WHAT’S NEXT?
It starts here.

เข้าสู่ปลายกันยายน SCBX NEXT TECH เดินหน้าต่อกับธีม BUILD WHAT’S NEXT ผ่านองค์ความรู้และไอเดียที่พร้อมนำไปใช้จริง ตั้งแต่ Cybersecurity, Sustainability, InsurTech, BIM และการลงทุน ไปจนถึง Soft Power

🔹 23 Sep - CYBERSEC ASIA 2027 MEETUP #1: (13.00 - 16.30)
อัปเดตภัยคุกคามไซเบอร์ภาครัฐ ผ่านกรณีศึกษาจริง แนวทางรับมือ และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ Cybersecurity

🔹 24 Sep - ARCHICAD BIM EXCLUSIVITY (13.30 - 16.30)
เจาะลึก 12 ฟีเจอร์ Archicad สำหรับสาย Architecture, Engineering และ BIM พร้อม Demo

🔹 25 Sep - MARKET TODAY ON STAGE: สูตรคัดหุ้นซื้อสไตล์ไหนก็กำไร VI x TRADER (14.00 เป็นต้นไป)
เจาะกลยุทธ์คัดหุ้นจากมุม VI และ Trader พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มตลาดและการบริหารความเสี่ยงในการลงทุน

🔹 26 Sep - CEMIS OPEN HOUSE 2026: SHAPING THE FUTURE OF SOFT POWER (13.00 เป็นต้นไป)
เปิดมุมมองอนาคต Soft Power ผ่าน Creative Economy พร้อมถอดบทเรียนจากงานวิจัยและประสบการณ์ระดับโลก

🔹 27 Sep - FROM CHAOS TO SUSTAINABILITY: SEEDS OF LIFE IN TIMES OF CRISIS (14.00 เป็นต้นไป)
สำรวจทางรอดและความยั่งยืนผ่านเศรษฐกิจ เกษตร ชุมชน วัฒนธรรม และนวัตกรรม ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

🔹 28 Sep - OIC INSURTECH AWARD 2026: FINAL PITCHING DAY (13.00 - 17.00)
รอบชิงชนะเลิศเวที InsurTech กับไอเดียและโซลูชันใหม่ เพื่อรับมือความเสี่ยงและยกระดับอุตสาหกรรมประกันภัยไทย

📍เปลี่ยนการเรียนรู้เป็นการลงมือทำไปด้วยกัน
ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมผ่านทางเพจ SCBX Next Tech

16/09/2026

เคยรู้สึกผิดไหม เวลานั่งเฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย?
ในโลกที่วุ่นวาย แต่ละวันเรามีเรื่องต้องทำมากมายตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไม่ว่าจะงานในบ้าน และงานนอกบ้าน มีเรื่องที่ต้องคิดตลอดเวลา ทำทุกอย่างเพื่อที่จะมีชีวิตที่ดี จนอาจจะไม่ได้หยุดพัก หรือหยุดทบทวนสิ่งที่กำลังทำอยู่ด้วยซ้ำไป และกลับกลายเป็นว่า การนั่งเฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลยกลับทำให้รู้สึกผิดและรู้สึกว่าเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ คิดว่าต้องทำงานหนักมาก่อนถึงจะมีสิทธิ์ได้พัก ราวกับความว่างเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่ต้องจ่ายถึงจะได้ครอบครอง

ความว่างแท้จริงคืออะไร ?
หลายคนเข้าใจว่าความว่างคือ การไม่มีอะไรเลย เป็นช่องโหว่ที่ต้องรีบเติมให้เต็ม แต่ทั้งปรัชญาตะวันออกและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กลับบอกตรงกันว่า ความว่างไม่ใช่การไม่มีอะไร แต่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้สิ่งอื่นดำรงอยู่ได้อย่างมีความหมาย

ปรัชญาญี่ปุ่นเรื่อง Ma (間) อธิบายไว้ว่า เพลงจะไพเราะไม่ได้ถ้าไม่มีช่วงเงียบระหว่างโน้ต ห้องจะใช้งานไม่ได้ถ้าไม่มีที่ว่างให้เดิน และสมองก็คิดอะไรใหม่ ๆ ไม่ได้ถ้าไม่เคยว่างจากการคิดเลยสักครั้ง ความว่างในความหมายของ Ma จึงไม่ใช่สิ่งที่ขาดหายไป แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างรอบข้างมีความหมายขึ้นมาได้

ฝั่งตะวันตกก็มีแนวคิดเดียวกันนี้ คาลิล ยิบราน นักปรัชญาชาวเลบานอน-อเมริกัน เขียนไว้ในหนังสือ The Prophet ว่า "จงยืนอยู่ด้วยกัน แต่อย่ายืนใกล้กันเกินไป เพราะแม้แต่เสาของวิหารก็ยังต้องยืนห่างกัน" ที่ว่างระหว่างเสาไม่ได้ทำให้วิหารอ่อนแอลง แต่กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เสาแต่ละต้นแบกรับน้ำหนักได้โดยไม่ถล่มลงมา ที่ว่างในชีวิตคนเราก็ทำงานแบบเดียวกัน

ส่วน Niksen แนวคิดดัตช์ที่แปลตรงตัวว่า "การไม่ทำอะไรเลย" อธิบายเรื่องเดียวกันนี้ด้วยภาษาวิทยาศาสตร์ นักประสาทวิทยาชี้ว่าตอนที่สมองดูเหมือนว่างเปล่าที่สุด จริง ๆ แล้วเครือข่าย Default Mode Network กำลังทำงานหนักที่สุด ซึ่งเครือข่ายในสมองนี้ทำงานโดดเด่นขึ้นตอนที่เราไม่ได้จดจ่อกับงานเฉพาะเจาะจง เช่น ตอนใจลอย ฝันกลางวัน คิดถึงอดีต หรือตอนที่สมองอยู่ในโหมดพัก สมองจะเชื่อมโยงความทรงจำเก่ากับข้อมูลใหม่จนเกิดเป็นไอเดียที่ไม่คาดคิด นี่คือเหตุผลที่ไอเดียดี ๆ มักโผล่มาตอนอาบน้ำหรือเดินเล่น หรือตอนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรเลยนั่นแหละ อาจเป็นช่วงที่สมองกำลังทำงานได้ดีโดยไม่รู้ตัว

ที่น่าสนใจคือ ตอนนี้เราคิดว่าการพักคือการได้เลื่อนฟีดโซเชียลมีเดีย แต่แท้จริงแล้วเราไม่ได้พักเลย เพราะสมองยังอยู่ในโหมดโฟกัส รับข้อมูลใหม่เข้ามาตลอดเวลา ตอนพักจริง ๆ พูดง่าย ๆ คือ ตอนที่เรานั่งเฉย ๆ อยู่บนโซฟา ไม่ได้คิดอะไร

ปัจจุบันที่ข้อมูลวิ่งผ่านตัวเราไปมากมาย การที่ต้องคิดอะไรไม่ได้หยุดแบบนี้ เราจะทำยังไงเพื่อที่จะได้ว่างจริง ๆ อาจจะเริ่มจากสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ในแต่ละวัน เช่น ยืนบน BTS โดยไม่ฟังพอดแคสต์ นั่งจิบกาแฟโดยไม่หยิบมือถือ หรือปล่อยให้ตัวเองนั่งเฉย ๆ สัก 10-15 นาที โดยไม่ต้องมีเป้าหมายว่าต้องทำอะไรให้เสร็จ แค่นั้นก็เพียงพอให้สมองได้เข้าสู่ภาวะที่ Default Mode Network ทำงานและเริ่มเชื่อมโยงความคิดใหม่ ๆ ได้อีกครั้ง

จากปรัชญาและแนวคิดที่ได้กล่าวมา แม้ว่าจะรู้สึกผิดตอนที่ว่าง ไม่ได้ทำอะไรเลย ก็จงฝึกที่จะอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย เพื่อให้สมองได้พักอย่างแท้จริง ไม่ต้องรีบเติมเต็มช่องว่างในช่วงเวลาเหล่านั้น ปล่อยให้ตัวเองได้พัก เพื่อให้การใช้ชีวิตที่มีอยู่มีความหมายและกลับมามีพลังทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราต้องกลับมาถามตัวเองอาจไม่ใช่ มีเวลาว่างไหม แต่คือ กล้าปล่อยให้ตัวเองว่างจริง ๆ หรือเปล่า?

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ https://lin.ee/KgNUlCB

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน


#การพัฒนาตัวเอง #ปรัชญาชีวิต #สุขภาพจิต #อัปเดตเทรนด์

14/09/2026

WHAT’S NEXT?
It starts here.

สัปดาห์นี้ SCBX NEXT TECH เดินหน้ากับธีม BUILD WHAT’S NEXT ผ่านหลากหลายมุมของการสร้างอนาคต ตั้งแต่วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ ธุรกิจและนวัตกรรม ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ให้ไอเดียและคนรุ่นใหม่ได้ก้าวไปสู่โอกาสถัดไป

🔹 16 Sep - งานแถลงข่าว Bangkok International Fashion Week 2026 (16.00 เป็นต้นไป)
งานแถลงข่าวเปิดตัวมหกรรมแฟชั่น BIFW 2026 ภายใต้แนวคิด “TH-nomenal Extraordinary - Lead the Culture, Wear the Future”

🔹 17 Sep - FENGSHUI ฮวงจุ้ยเร่งยอดร้านค้า (13.00 - 17.00)
เรียนรู้หลักฮวงจุ้ยสำหรับธุรกิจร้านค้า ตั้งแต่การเลือกทำเลและตกแต่งหน้าร้าน ไปจนถึงการเสริมพลังให้ธุรกิจและยอดขาย

🔹 18 Sep - CHULA DEMO DAY 2026 (12.30 - 18.00)
รวม Startup, SMEs, Founder และ Investor เชื่อมงานวิจัยและนวัตกรรมจากจุฬาฯ สู่ธุรกิจ เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ใน Ecosystem

🔹 19 - 20 Sep - MODCO THESIS CONTEST 2026 (11.00 - 18.00)
เวทีประกวดและโชว์ผลงาน Thesis ของคนรุ่นใหม่ พร้อม Workshop และการแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญในวงการสร้างสรรค์

🔹 21 Sep - งานแถลงข่าวโครงการพระราชกรณียกิจอันเป็น “นิรันดร์” (14.00 เป็นต้นไป)
เปิดตัวโครงการสื่อสร้างสรรค์ถ่ายทอดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ผ่านศิลปะ วัฒนธรรม และบทเพลงจากศิลปินหลากหลายวงการ

🔹 22 Sep - งานแถลงข่าว FUTURE TRENDS AWARDS 2027 (10.00 เป็นต้นไป)
งานแถลงข่าวเวทีรางวัลแห่งอนาคต พร้อมนำเสนอแนวคิด ทิศทาง และรายละเอียดของเวทีที่มองหาบุคคล องค์กร และผลงานที่มีศักยภาพสร้างการเปลี่ยนแปลง

📍เปลี่ยนการเรียนรู้เป็นการลงมือทำไปด้วยกัน
ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมผ่านทางเพจ SCBX Next Tech

07/09/2026

ขณะที่ประชาคมโลกส่วนใหญ่ตั้งเป้าไปถึง Carbon Neutrality ภายในปี 2030 และ Net Zero ภายในปี 2050 แต่ประเทศไทยกลับยังอยู่ในจุดที่ช้ากว่าสถานการณ์โลกอยู่ 15-20 ปี กับเป้าหมายสู่ Carbon Neutrality ในปี 2050 และ Net Zero ในปี 2065

คำถามที่ตามมาคือ ธุรกิจไทยพร้อมแค่ไหนกับการไล่ตามเทรนด์นี้ให้ทัน?

ในงาน SUSTAIN CITY: THE GREEN TRANSITION Celebrate 6th Year Anniversary โดยสำนักข่าวทูเดย์ ณ SCBX Next Stage NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจจาก 3 ธุรกิจยักษ์ใหญ่ ที่กล่าวถึงการมุ่งหน้าสู่ Green Transition และ Net Zero Business จาก 3 อุตสาหกรรมที่ดำเนินธุรกิจต่างกันสุดขั้ว แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือ "ลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่ตั้งเป้า”

SCG จาก จำเลยปล่อยคาร์บอน สู่ผู้นำ Green Transition

คุณวชิระชัย คูนำวัฒนา Chief Sustainability Officer ของ SCG มองว่าการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง ต้องทำให้ธุรกิจอยู่รอด ต้นทุนไม่พุ่ง และสังคมได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน เพราะสุดท้ายแล้ว SCG ไม่อยากเป็นจำเลยปล่อยคาร์บอนอีกต่อไป แต่อยากเป็น ผู้นำ Green Transition

จากที่เคยปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 34 ล้านตันต่อปี SCG เลือกลงมือแก้ที่ผลิตภัณฑ์หลักของตัวเอง ด้วยการพัฒนาปูนคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 3 รุ่น โดยแต่ละรุ่นลดคาร์บอนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อขยับสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050
รุ่นที่ 1 ลดคาร์บอนได้ 10%
รุ่นที่ 2 (วางขายอยู่ในปัจจุบัน) ลดคาร์บอนได้ 15-20%
รุ่นที่ 3 (กำลังพัฒนา) ตั้งเป้าลดคาร์บอนให้ได้ถึง 40-50%
ผลลัพธ์คือ เปลี่ยนไปใช้ปูนคาร์บอนต่ำแล้วถึง 83% ของสินค้าปูนซีเมนต์ SCG ทั้งหมด โดยไม่ทำให้ราคาสินค้าพุ่งขึ้นเลยแม้แต่น้อย

CP Axtra เปลี่ยนขยะเป็นมูลค่า เดินหน้าสู่ Green Business

คุณศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร CP Axtra (แมคโครและโลตัส) มองว่า Green Transition ของธุรกิจค้าปลีกไม่มีทางสำเร็จได้ถ้าทำคนเดียว เพราะค้าปลีกยืนอยู่ตรงกลางพอดี ระหว่างซัพพลายเออร์ต้นทางกับผู้บริโภคปลายทาง การจะเปลี่ยนให้ได้ผลจริง ต้องชวนทั้งสองฝั่งขยับไปพร้อมกันทั้งห่วงโซ่ ผ่านหลักการ 3 ข้อ คือ Measure (วัดผลด้วย AI) → Prevent (ป้องกัน) → Divert (แปรสภาพขยะที่ต้องถูกทิ้ง ไม่ให้ลงเอยที่การฝังกลบ)

Measure: ใช้ Data และ AI วิเคราะห์ปริมาณขยะแต่ละสาขาพบว่า ผักผลไม้เป็นกลุ่มที่เน่าเสียเร็วและก่อขยะมากที่สุด จึงคิดค้น "ถุงหายใจได้" ช่วยระบายอากาศให้ผักคายน้ำตามธรรมชาติ ยืดอายุความสดจาก 3 วัน เป็น 5-7 วัน ผลลัพธ์คือ ลดขยะอาหารจากการฝังกลบได้ถึง 16,000 ตัน ทั้งดีต่อสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนธุรกิจได้จริง

Prevent: ป้องกันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ตัวการหลัก 2 จุด คือ 1. ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคากว่า 2,600 สาขา ปัจจุบันใช้พลังงานหมุนเวียนแล้วประมาณ 17% และตั้งเป้าเพิ่มต่อเนื่อง 2. ทยอยเปลี่ยนสารทำความเย็นในตู้แช่เป็นชนิดปล่อยมลพิษน้อยหรือไม่ปล่อยเลย เนื่องจากสารทำความเย็นคิดเป็นสัดส่วนถึง 13% ของการปล่อยก๊าซฯ ในภาคค้าปลีก

Divert: เปลี่ยนสิ่งที่เคยทิ้ง ให้กลายเป็นสินค้าใหม่ เช่น พลาสติกห่อพาเลทขนส่งสินค้า นำไปแปรรูปเป็นถุงขยะรีไซเคิลและถุงช็อปปิ้งวางขายหน้าสาขา เพื่อทดแทนถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง และรวบรวมขวดพลาสติกใสจากพันธมิตรและชุมชนกว่า 2.5 ล้านขวด มาผลิตเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ใหม่ของตัวเอง เปลี่ยน Waste จากต้นทุนที่ต้องกำจัด ให้กลายเป็น Raw Material ของธุรกิจใหม่

Chevron กลยุทธ์ที่ทำได้จริง ไม่ใช่แค่พูด

คุณปัณวรรธน์ นิลกิจศรานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายวิศวกรรมโครงสร้าง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด มองต่างมุมในฐานะธุรกิจพลังงานแต่ยึดหลักการเดียวกันคือ "ทำได้จริง ไม่ใช่แค่พูด" ผ่าน 3 กลยุทธ์ ได้แก่

1. Track Real-time Data ก่อนลงทุนแก้ปัญหา: สร้าง Dashboard มอนิเตอร์การปล่อย CO₂ แบบ Real-time ทุกอุปกรณ์ ทุกพื้นที่ในอ่าวไทย รู้ปัญหาไว แก้ไวกว่า

2. อัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: ยกเครื่องเครื่องยนต์และ Compressor หลักทุกตัว ลดการเผาไหม้ตั้งแต่ต้นทาง

3. ใช้ AI Optimize ต้นทุนเชื้อเพลิง: นำ AI มาคำนวณเส้นทางเรือขนส่งในอ่าวไทย เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง
ซึ่งผลลัพธ์ที่วัดได้จริงจากกลยุทธ์ข้างต้นที่เชฟรอนทำมาตลอด 4 ปี คือ ลด CO₂ ได้ 18% (จาก 5 แสนตัน เหลือ 4 แสนตัน/ปี) ลดก๊าซมีเทนได้ 42% และลดการเผาทิ้ง (Flaring) ได้มากถึง 50%

3 ธุรกิจจาก 3 อุตสาหกรรม แต่มอบบทเรียนเดียวกันที่สะท้อนให้เห็นว่า การก้าวสู่ Net Zero Business ต้องลดคาร์บอน พร้อมกับลดต้นทุนได้จริง และในวันที่ไทยยังก้าวช้ากว่าสถานการณ์โลกถึง 15-20 ปี ธุรกิจที่เริ่มวันนี้คือธุรกิจที่ได้เปรียบ และพร้อมก้าวสู่เส้นชัยได้ก่อน
ติดตามเรื่องราวน่าสนใจที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้ที่เวที SCBX NEXT STAGE กด Follow ไว้ แล้วไปเจอกันที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ https://lin.ee/KgNUlCB

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

07/09/2026

WHAT’S NEXT?
It starts here.

สัปดาห์นี้ SCBX NEXT TECH เดินหน้าต่อกับธีม BUILD WHAT’S NEXT เปิดตัวเลขชี้วัดเศรษฐกิจ และสังคมที่ขับเคลื่อนข้อมูล ไปจนถึง AI, Technology, Culture และ Community ที่ชวนเราเรียนรู้ ตั้งคำถาม และต่อยอดด้วยความสร้างสรรค์ จากการย้อนเช็คร่องรอยของอัตลักษณ์ไปด้วยกัน

🔹 8 Sep - งานเผยแพร่รายงานตัวชี้วัดเศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ประจำปี พ.ศ. 2568 (10.00 เป็นต้นไป)
งานนำเสนอกรอบแนวคิดและผลคะแนนตัวชี้วัด เพื่อมองช่องว่างและโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วย Big Data และ AI

🔹 9 Sep - งานแถลงข่าวเปิดตัวซีรีส์ “OOPS! MYSTERIOUS SOUNDS สืบเสียงปริศนา...อุ๊ย! เสียงหัวใจเธอดังกว่า” (13.00 - 15.00)
เปิดตัวซีรีส์ Romantic Mystery-Fantasy จาก D.O.T. House พร้อมนักแสดงนำทั้ง 9 คน และชวนไขปริศนาจากเสียงลึกลับ

🔹 10 Sep - TikTok for Beauty Clinic x Tongru (12.30 เป็นต้นไป)
สัมมนาเจาะเทรนด์ TikTok สำหรับธุรกิจคลินิกและผลิตภัณฑ์อาหารเสริม พร้อมแนวทางสร้างคอนเทนต์และทำการตลาดให้มีประสิทธิภาพ

🔹 12 Sep - NEXT TECH SOUNDSCAPE: BUILD THE NEXT WEEKEND (12.00 เป็นต้นไป)
เปิดพื้นที่ให้เยาวชนแสดงผลงาน ถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านเสียงเพลง และร่วมสร้างคอมมูนิตี้แห่งความคิดสร้างสรรค์

🔹 13 Sep - เวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 36: อัตลักษณ์ของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุค AI เรื่องเล่าและความเป็นจริงในสังคมไทย (13.30 - 19.00)
เปิดมุมมองต่ออัตลักษณ์และเสียงของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุค AI ผ่านบทสนทนา สารคดี และประเด็นเรื่องเทคโนโลยีกับความหลากหลาย

🔹 14 Sep - Exploring AI with DeepMind: A Community Meetup (17.30 - 21.00)
อัปเดตความก้าวหน้า AI จาก Google และ Google DeepMind ตั้งแต่เครื่องมือสร้างต้นแบบถึง Multi-Agent และ Memory พร้อมเชื่อมต่อคอมมูนิตี้นักพัฒนาไทย

📍เปลี่ยนสิ่งที่เรียนรู้ให้กลายเป็นสิ่งที่ลงมือสร้างไปด้วยกัน
ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมผ่านทางเพจ SCBX Next Tech

01/09/2026

WHAT’S NEXT?
It starts here.

กันยายนนี้ SCBX NEXT TECH - BUILD WHAT’S NEXT ชวนทุกคนก้าวจากการเรียนรู้ สู่การลงมือสร้างสิ่งถัดไป ผ่าน AI, Future Skills, Creative Culture และการเชื่อมต่อผู้คน เพื่อร่วมกันสร้างทักษะ สังคม และโอกาสใหม่ของอนาคต

🔹 1 Sep - NEXT TECH SOUNDSCAPE: BUILD THE NEXT SOUND (12.00 เป็นต้นไป)
เปิดพื้นที่ให้เยาวชนแสดงพลังทางดนตรี สร้างประสบการณ์ร่วม และต่อยอดคอมมูนิตี้สุดสร้างสรรค์

🔹 3 Sep - Connecting Through AI Literacy: AI Ready ASEAN (10.00 - 12.00)
อัปเดตความคืบหน้า AI Ready ASEAN พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนา AI Literacy และ Future Workforce ในระยะยาว

🔹 3 Sep - Super AI Engineer: The 6th National Workforce Transformation (12.30 - 16.00)
สรุปและจัดแสดงผลงาน Super AI Engineer Season 6 พร้อมสะท้อนการพัฒนากำลังคน AI ของไทยสู่การใช้งานจริง

🔹 3 Sep - NECTEC-ACE 2026: Sponsor Appreciation & Networking Meetup (19.00 - 21.30)
กิจกรรมขอบคุณพันธมิตร พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดความร่วมมือสู่ NECTEC-ACE ในอนาคต

🔹 4 Sep - แพรว AWARDS 2026: Interview & Lounge Zone (10.00 เป็นต้นไป)
พื้นที่ต้อนรับและสัมภาษณ์เหล่าศิลปินผู้ร่วมงาน “แพรว AWARD 2026” ก่อนเข้าสู่งานประกาศรางวัล

🔹 6 Sep - NEXT TECH SOUNDSCAPE: BUILD THE WEEKEND SOUND (12.00 เป็นต้นไป)
เติมสีสันสุดสัปดาห์ด้วยดนตรีและการแสดงจากเยาวชน เชื่อมเสียง วัฒนธรรมไทยเข้าด้วยกัน

🔹 7 Sep - Miss International Queen 2026: The Welcome Ceremony & Press Conference (14.00 เป็นต้นไป)
พิธีต้อนรับและแถลงข่าวเปิดตัว Miss International Queen 2026 ฉลองครบรอบ 20 ปี พร้อมผู้เข้าประกวดจาก 27 ประเทศ

📍เปลี่ยนสิ่งที่เรียนรู้ให้กลายเป็นสิ่งที่ลงมือสร้างไปด้วยกัน
ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมผ่านทางเพจ SCBX Next Tech

Photos from SCBXNextTech's post 31/08/2026

⚡ กันยายนนี้ ขอชวนทุกคนมาร่วมพัฒนาทักษะ เพิ่มศักยภาพ เพื่อพร้อมในการขับเคลื่อนสู่วันข้างหน้า ไปด้วยกันในธีม SCBX NEXT TECH - BUILD WHAT’S NEXT เสริมสร้างทักษะมุ่งสู่อนาคตถัดไป

เพราะอนาคตไม่ได้เกิดขึ้นจากการรอ แต่เกิดจากคนที่พร้อมเรียนรู้ ลงมือทำ และพัฒนาทักษะให้ก้าวทันโลก SCBX NEXT TECH จึงชวนคุณมาร่วมกิจกรรมที่เชื่อมโยงทั้ง AI, Innovation, Design, Cybersecurity และ Sustainability เพื่อเปลี่ยนความรู้และไอเดียให้กลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนตัวเราและสังคมไปด้วยกัน

📌 Highlight เดือนกันยายน

🔹 3 ก.ย. - Super AI Engineer: The 5th National Workforce Transformation
เปิดผลงานและบทเรียนจากโครงการ Super AI Engineer Season 6 พร้อมสัมผัสศักยภาพของกำลังคน AI รุ่นใหม่ของประเทศไทย

🔹 13 ก.ย. - งานเวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 36
สำรวจประเด็นชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ในยุค AI ตั้งแต่ข้อมูล อคติ ไปจนถึงมายาคติที่ส่งผลต่อความเข้าใจของสังคม

🔹 14 ก.ย. - Exploring AI with DeepMind: A Community Meetup
อัปเดตเทคโนโลยี AI และเรียนรู้การประยุกต์ใช้ผ่านเครื่องมือและ Use Case จากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมแลกเปลี่ยนไอเดียกับ Developer และ AI Community

🔹 18 ก.ย. - Chula Demo Day
พื้นที่รวม Startup ผู้ประกอบการ นักวิจัย และนักลงทุน พร้อม Startup Demo, Panel และ Networking เพื่อผลักดันไอเดียสู่โอกาสทางธุรกิจ

🔹 19 - 20 ก.ย. - MODCO THESIS CONTEST 2026
เวทีโชว์พลังคนทำงานออกแบบและ Thesis ของคนรุ่นใหม่ พร้อม Award Day, Workshop และ Sharing จากครีเอทีฟและนักออกแบบ

🔹 23 ก.ย. - Cybersec Asia 2027 Meetup #1
อัปเดตภัยคุกคาม Cybersecurity จากเคสจริง พร้อมแนวทางรับมือ Data Leak, Ransomware, Phishing และ Cyber Scams

🔹 27 ก.ย. - From Chaos to Sustainability ครั้งที่ 2
สำรวจการรับมือโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ผ่านการดูแลใจ ความสัมพันธ์ และพลังของชุมชน เพื่อก้าวสู่การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

📍มาอัปสกิล เติมไอเดีย และมุ่งสู่อนาคตไปด้วยกัน
ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

29/08/2026

ในวันที่ AI เข้ามาอยู่ในแทบจะทุก Workflow หลายคนอาจกำลังอยู่กับความรู้สึกไม่มั่นใจว่า “มนุษย์ควรอยู่จุดไหนในแต่ละ Workflow?” จึงจะเป็นการเพิ่ม Productivity สร้าง Results ที่จับต้องได้จริง ลดภาระงานในแต่ละวัน ในแบบที่ดีกว่าการทำงานโดยไม่มี AI เป็นผู้ช่วย

หัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกับ AI คือการออกแบบ Workflow งานในองค์กร หรือแม้แต่งานใน Task ของตัวเองให้มี Human in the Loop อยู่เสมอ โดยให้ AI เป็นเหมือนผู้ช่วยในทีม ที่เราคอยป้อนงานให้ตลอดใน Task ที่ AI แต่ละตัวสามารถทำได้ดี

จากงาน AI Future Ready ครั้งที่ 2 ณ SCBX Next Stage NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการมองอนาคตการทำงานในยุค AI ผ่านมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้าน หนึ่งใน Insight ที่อยากชวนให้คิดต่อคือ การทำงานร่วมกับ AI อาจไม่ได้หมายความว่าเราต้องใช้ AI ให้มากที่สุด แต่ต้องรู้ว่า จุดไหนที่มนุษย์ควรอยู่ใน Loop? และงานไหนควรให้ AI ทำ หรืองานไหนควรลงมือทำเอง

เพราะไม่ใช่ทุก Workflow ที่ควรปล่อยให้ AI ทำงานแบบอัตโนมัติ 100% โดยเฉพาะจุดที่ต้องใช้การตรวจสอบ ตีความ และตัดสินใจจากบริบทการทำงานจริง

โค้ชเกรท (เกรท ศรัณย์พร พรสถิตย์วัฒน์) Founder, ToGreater, เจ้าของคอร์ส AI for Owner & Marketing, LINE Certified Coach ได้กล่าวในประเด็นการเลือกใช้ AI ในแต่ละ Level ไว้ว่า สิ่งสำคัญคือการเลือก Level ให้เหมาะกับงาน และยังคงมี Human in the Loop คอยกำกับในจุดที่สำคัญ เพราะปัจจุบันยังไม่มีงานไหนที่สามารถปล่อยให้ AI ทำแทนได้ 100% ต้องมีคนตรวจสอบอยู่ใน Loop เสมอ ไม่ว่าจะใช้ AI อยู่ใน Level ไหนก็ตาม ขณะเดียวกัน การใช้ AI ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกเฉพาะ AI Level สูงสุดเสมอไป แต่ควรรู้จักเลือกให้เหมาะสมกับงาน ตั้งแต่ AI ที่เป็นผู้ช่วยเบื้องต้น / เลขา AI ที่เข้ามาช่วยจัดการ Workflow ทีละจุด ไปจนถึงมือขวา AI หรือ Team AI Agent ที่คิดและทำงานแทนแบบ Always On โดยไม่ต้องสั่งงานทีละขั้นตอน

ดังนั้น ทักษะที่ยังมีความสำคัญในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่ “ใช้ AI เป็น” แต่ยังประกอบไปด้วยทักษะต่าง ๆ ดังนี้

• Critical Thinking รู้จักคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถาม และตรวจสอบข้อมูลอย่างมีเหตุผล ไม่รับคำตอบจาก AI มาใช้ทันทีโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง
• Context Expertise เข้าใจบริบทของงานและมีความรู้ในงานนั้น ๆ มากพอที่จะประเมินว่า Output ที่ AI สร้างขึ้นนั้นถูกต้อง เหมาะสม และนำไปใช้ได้จริงหรือไม่ รวมถึงรู้ว่าต้องปรับแก้ตรงไหนเมื่อผลลัพธ์ยังไม่ตรงกับโจทย์ที่ได้รับ
• Judgment & Decision Making ทักษะการตัดสินใจ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเชื่อ AI หรือควรสร้างงานด้วยตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นยังจำเป็นจะต้องรู้ด้วยว่า AI ตัวไหน เหมาะกับงานอะไร เพื่อให้เลือกใช้งานได้เหมาะสมและได้งานที่มีคุณภาพในระยะเวลาจำกัด
• Adaptability & Learning เรียนรู้และปรับวิธีทำงานไปพร้อม ๆ กับ AI ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่การใช้งานในระดับบุคคล แต่ยังรวมถึงการวาง Workflow ในระดับองค์กรอีกด้วย

ทักษะเหล่านี้ จะช่วยให้ Workflow การทำงานร่วมกับ AI โดยมี Human in the Loop เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และช่วยส่งเสริมการพัฒนาตนเองในทุก ๆ วัน

ในส่วนของคุณทอย กษิดิศ สตางค์มงคล เจ้าของเพจ DataRockie ยังได้กล่าวถึงประเด็นการใช้ AI เท่าที่จำเป็นผ่านแนวคิด “AI Minimalist” ที่เน้นการเลือกใช้ AI ให้เหมาะกับลักษณะของงาน โดยเฉพาะเมื่อเป็นงาน Low-Value Task ที่สามารถปล่อยให้ AI ทำแทนได้ ควรปล่อยให้ AI เข้ามาช่วย แต่หากเป็นงาน High-Value Task ที่ช่วยพัฒนาความสามารถ กระบวนการคิด และสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรลงมือทำเอง

เพราะต่อให้ AI อ่านหนังสือได้ 100 เล่ม หรือสร้างคำตอบได้ภายในไม่กี่วินาที ก็ไม่ได้แปลว่า มนุษย์จะเก่งขึ้น หากเราไม่ได้ผ่านการคิดและเรียนรู้ด้วยตัวเอง นี่จึงทำให้ กระบวนการคิด (Thinking) กลายเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่มนุษย์ต้องรักษาไว้ พร้อมกับใช้ AI และ Data ให้เหมาะสมกับงาน
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือ Skill Stacking หรือการมีทักษะหลายด้านและนำมาผสมผสานกัน แทนที่จะเชี่ยวชาญเพียงเรื่องเดียว เพราะเมื่อ AI เข้ามาทำงานเฉพาะทางบางอย่างได้มากขึ้น ความได้เปรียบของมนุษย์อาจไม่ได้อยู่ที่การเก่งที่สุดในทักษะใดทักษะหนึ่ง แต่อยู่ที่การนำหลายทักษะมาสร้างคุณค่าในแบบที่ AI ทำแทนได้ยาก
นอกจากนี้ การฝึกทักษะใหม่ ๆ การปรับตัว เรียนรู้ตลอดเวลา ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการทำงานในยุค AI เพราะหากเรารู้ลึกเพียงเรื่องเดียว ทำเรื่องเดียวซ้ำ ๆ ทำอย่างอื่นไม่เป็น และไม่รู้จักปรับตัว ก็มีโอกาสเสี่ยงถูกแทนที่สูงจากทีมงานคนอื่น ๆ ที่มีหลายทักษะ และใช้ AI ควบคู่กันไปในการทำงาน

หรือหากเรารู้กว้าง แต่รู้ลึกเพียงเรื่องเดียว ก็ยังมีโอกาสเป็นที่ต้องการขององค์กรได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่มีโอกาสสร้างความได้เปรียบในยุค AI อาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในทักษะใดทักษะหนึ่ง แต่คือคนที่สามารถนำหลายทักษะมาผสมผสานกัน เพื่อสร้างยอดขาย สร้างชิ้นงาน หรือสร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นได้จริง

เพราะในวันที่ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ การไม่หยุดเรียนรู้และรู้จักปรับตัวเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา จะทำให้เราเก่งขึ้นและพัฒนาไปพร้อม ๆ กับวิวัฒนาการของ AI ในแบบที่ใคร หรือ AI ตัวไหนก็ไม่สามารถแทนที่ได้ง่าย ๆ

ติดตามเรื่องราวน่าสนใจที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้ที่เวที SCBX NEXT STAGE กด Follow ไว้ แล้วไปเจอกันที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน
ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ https://lin.ee/KgNUlCB
แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

ั้งที่2

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ องค์กร ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok