Farm de Science

Farm de Science

แชร์

การเกษตร ปศุสัตว์ วิสาหกิจ ครบวงจร

29/08/2026

ข้อกำหนดใหม่ใน FSSC 22000 Additional Requirement V7 คือ 2.5.14 การสอบกลับได้ (Traceability)(Food Chain Subcategory C0)

“ เพิ่มเติมจากข้อกำหนด ISO 22000:2018 ข้อ 8.3 องค์กรต้องจัดทำ นำไปปฏิบัติ และธำรงรักษาไว้ซึ่งขั้นตอนปฏิบัติและระบบที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถคงไว้ซึ่ง #การสอบกลับได้ของทุกส่วนของซากสัตว์ที่สามารถบริโภคได้ จนกว่าซากสัตว์นั้นจะได้รับการพิจารณาว่า เหมาะสมสำหรับการบริโภคของมนุษย์ รวมถึง เลือดที่ใช้สำหรับการบริโภคของมนุษย์ “

ข้อกำหนดนี้ใช้กับ Food Chain Subcategory C0 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการสัตว์ เช่น การเชือดและการชำแหละ ก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะได้รับการยืนยันว่าเหมาะสมสำหรับการบริโภคของมนุษย์

เช่น ไก่ 1 ตัว เมื่อเข้าสู่กระบวนการเชือดและชำแหละ ไม่ได้มีเนื้อไก่เพียงอย่างเดียวที่นำไปบริโภคได้ แต่สามารถแยกออกเป็นส่วนต่าง ๆ ที่นำไปบริโภคได้ เช่น อกไก่ , น่องไก่ , สะโพก , ปีก , เท้าไก่ , ตับ , หัวใจ , กึ๋น , เครื่องในส่วนที่บริโภคได้ ,เลือด ( หากนำไปใช้เพื่อการบริโภคของมนุษย์) เป็นต้น

ดังนั้น ระบบ Traceability ต้องไม่ติดตามเฉพาะตัวซากหลักหรือเนื้อชิ้นใหญ่เท่านั้น แต่ต้องสามารถสอบกลับทุก edible part ที่แยกออกจากสัตว์ตัวนั้นได้ด้วย เพราะหากภายหลังพบว่าไก่ Lot หนึ่งมีปัญหาด้านความปลอดภัยอาหาร เราไม่ควรตามได้เฉพาะเนื้ออกหรือน่องเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ปีก เท้า ตับ กึ๋น หรือเลือดที่ถูกแยกออกไปนั้น ไปอยู่ที่ไหนบ้าง
•
cr : ขอบคุณเจ้าของภาพ & ข้อความ,
Ajarn Run เปลี่ยนระบบมาตรฐานให้มันง่ายและสนุก.

Photos from Farm de Science's post 28/08/2026

🐷 #เบื้องหลังราคาสุกร: ใครคือผู้คุมเกมตัวจริงในยุคที่ "ราคาประกาศ" สวนทางกับ "ราคาจริง"?
หากคุณเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู หรือคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการปศุสัตว์ยุคนี้ คำถามหนึ่งที่มักจะดังก้องอยู่ในใจเสมอคือ "ตกลงแล้วใครเป็นคนคุมราคาหมูกันแน่?"
ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของความบิดเบี้ยวในกลไกตลาดปัจจุบัน คือช่องว่างระหว่างราคาที่ถูกประกาศออกมา กับราคาที่ซื้อขายกันจริงหน้าฟาร์ม บทความนี้จะพาไปเจาะลึกความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศของอุตสาหกรรมสุกรไทย ว่าทำไมผู้เล่นรายย่อยถึงกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด

📣 สมาคมผู้ประกาศ vs. 📉 ความเป็นจริงหน้าฟาร์ม
ในทางทฤษฎี สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ตลาด ต้นทุน และประกาศ "ราคาสุกรหน้าฟาร์ม" เพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงให้เกษตรกรทั่วประเทศ แต่ในทางปฏิบัติ ราคาประกาศนี้กลับกลายเป็นเพียง "ตัวเลขในอุดมคติ"

⚠️ ช่องว่างแห่งความจริง: ราคาประกาศอาจอยู่ที่ 70 บาท/กิโลกรัม แต่เมื่อถึงเวลาจับหมูขายจริง เกษตรกรรายย่อยในพื้นที่กลับถูกกดราคา หรือต้องยอมขายในราคาเพียง 60 - 62 บาท/กิโลกรัม

สาเหตุที่ช่องว่างนี้กว้างขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพราะราคาประกาศไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และตลาดที่แท้จริงถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกของ "อำนาจต่อรอง" มากกว่าตัวเลขบนกระดาษ

🏭 ทุนใหญ่: ผู้กุมอำนาจต่อรองที่แท้จริง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกธุรกิจปศุสัตว์ยุคปัจจุบัน บริษัทขนาดใหญ่ (Corporate Agribusiness) คือผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดทิศทางตลาดอย่างแท้จริง ปัจจัยที่ทำให้รายใหญ่คุมเกมได้ มีดังนี้:
💰การประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale): บริษัทใหญ่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่ามาก ทั้งค่าอาหารสัตว์ ยา และการจัดการ
🔗 คุมเบ็ดเสร็จทั้งห่วงโซ่ (Supply Chain): รายใหญ่มีตั้งแต่โรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มเพาะพันธุ์ โรงเชือด ไปจนถึงร้านขายปลีกของตัวเอง ทำให้ไม่ต้องพึ่งพากลไกพ่อค้าคนกลาง
📉 อำนาจในการดัมพ์ราคา: เมื่อผลผลิตล้นตลาด หรือต้องการแย่งส่วนแบ่ง บริษัทใหญ่สามารถปรับลดราคาขายปลีกหน้าตู้ของตนเองได้ ซึ่งส่งผลกระทบชิ่งกระดานมากดทับราคาหน้าฟาร์มของรายย่อยทันที

🆚 คุณภาพและผลผลิต: สู้กันด้วยสายพันธุ์และเทคโนโลยี
เมื่อนำหมูของบริษัทใหญ่มาเทียบกับผู้เลี้ยงรายย่อย ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนและมักเป็นเหตุผลหลักในการถูกกดราคารับซื้อ คือเรื่องของ "คุณภาพและผลผลิต" (Yield)
🧬 เรื่องของสายพันธุ์และสัดส่วนเนื้อ
📍บริษัทใหญ่: พัฒนาสายพันธุ์เฉพาะ ให้เนื้อแดงเยอะ ไขมันบาง ต้นทุนต่อการกินอาหาร (FCR) ดีเยี่ยม
📍 ผู้เลี้ยงรายย่อย: สายพันธุ์ยังมีความหลากหลาย บางครั้งสัดส่วนเนื้อแดงสู้ไม่ได้ ทำให้ถูกติงเรื่องคุณภาพซาก
⚖️ ความสม่ำเสมอของผลผลิต
📍บริษัทใหญ่: หมูมีขนาดและน้ำหนักได้มาตรฐาน เท่ากันทั้งล็อต ง่ายต่อการจัดการชำแหละ
📍ผู้เลี้ยงรายย่อย: น้ำหนักและสัดส่วนเนื้อในแต่ละรอบอาจมีความคลาดเคลื่อน ควบคุมให้เป๊ะได้ยากกว่า
🛡️ ระบบป้องกันโรค (Biosecurity)
📍บริษัทใหญ่: มีเงินทุนสร้างระบบป้องกันโรคระบาดที่ได้มาตรฐานสูงและรัดกุม
📍ผู้เลี้ยงรายย่อย: ข้อจำกัดด้านทุนทำให้มาตรฐานการป้องกันทำได้ยากกว่า ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อโรคสูงกว่า
เมื่อโรงเชือดหรือพ่อค้าคนกลางมีตัวเลือก พวกเขาย่อมเลือกหมูจากฟาร์มใหญ่ที่ให้ผลผลิตคุ้มค่ากว่า หรือหากจะซื้อจากรายย่อย ก็ต้องกดราคาลงมาที่ 60-62 บาท เพื่อชดเชยความเสี่ยงเรื่องคุณภาพที่ไม่แน่นอน

🔪 สมรภูมิปลายน้ำ: โรงเชือดและเขียงหมูที่ต้องเอาตัวรอด
ผลกระทบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าฟาร์ม แต่ลามไปถึงปลายน้ำอย่าง โรงเชือด และ เขียงหมูในตลาดสด
🏪 คู่แข่งคือร้านค้าปลีกติดแอร์: ปัจจุบันบริษัทใหญ่มีร้านสะดวกซื้อขายเนื้อหมูของตัวเองกระจายอยู่ทุกชุมชน ขายเนื้อหมูชำแหละในราคาที่ดึงดูดใจผู้บริโภค
🥩 ทางรอดของเขียงหมู: หากเขียงหมูรับซื้อหมูจากรายย่อยในราคาประกาศ 70 บาท เมื่อนำมาชำแหละและบวกกำไร พวกเขาจะไม่สามารถตั้งราคาขายสู้กับร้านค้าปลีกของทุนใหญ่ได้เลย
🔄 แรงกดดันย้อนกลับ: เพื่อให้เขียงหมูอยู่รอด พวกเขาจึงต้องบีบให้โรงเชือดหาหมูที่ต้นทุนต่ำที่สุด และโรงเชือดก็ไม่มีทางเลือก นอกจากไปกดราคารับซื้อหน้าฟาร์มจากเกษตรกรรายย่อยให้เหลือเพียง 60-62 บาท เป็นทอดๆ ไป

💡 บทสรุปของความเป็นจริง
ในยุคปัจจุบัน ผู้ที่คุมราคาประกาศสุกรอาจเป็น "สมาคม" แต่ผู้ที่คุม "ราคาซื้อขายจริง" คือกลไกตลาดที่ถูกขับเคลื่อนด้วย "อำนาจทุนและประสิทธิภาพของบริษัทขนาดใหญ่"
ช่องว่างราคาที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่รุนแรงของระบบทุนนิยมเสรี เกษตรกรรายย่อยที่ปรับตัวไม่ทัน ไม่สามารถลดต้นทุน หรือไม่สามารถรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองและยกระดับคุณภาพให้เทียบเท่าบริษัทใหญ่ได้ กำลังถูกกลไกตลาดและโครงสร้างธุรกิจแบบครบวงจรค่อยๆ บีบให้ออกจากระบบไปในที่สุด
•
cr : ขอบคุณเจ้าของข้อความ,
ทีมการตลาด APMFEEDANDSERVICE
เพจ อาหารสัตว์เอพีภาคใต้ และเจ้าของภาพ,
สมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้,
สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ,
สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคกลางตอนบนฯ,
บริษัท ซีพี,
กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยนครปฐม.

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ผู้รับเหมา ใน Nakhon Pathom?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่

Nakhon Pathom
73000

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Farm de Scienceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

สมัคร

เราจะแจ้งให้คุณทราบในกรณีที่มีการอับเดทข้อมูลใน Nakhon Pathom.