Mirror Thailand

Mirror Thailand

แชร์

Reflect • Embrace • Empower

07/08/2026

(*เนื้อหานี้ไม่สามารถใช้ชี้สาเหตุหรือแรงจูงใจของเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในโรงเรียนย่านนนทบุรี วันที่ 7 ส.ค. 2026 ได้แต่อย่างใด)
เมื่อเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียน ประเด็นแรกที่สังคมมักตั้งคำถามร่วมกันคือ ‘อะไรคือสาเหตุ’ และนอกเหนือจากเรื่องการเข้าถึงอาวุธปืน ยังมีอีกปัจจัยที่งานวิจัยส่วนหนึ่งในสหรัฐอเมริกาชี้ตรงกัน นั่นคือ การที่เด็กคนหนึ่งไม่เคยมี ‘พื้นที่ปลอดภัยทางใจ’ อันเป็นพื้นที่ที่พวกเขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือ หรือสามารถระบายความเจ็บปวดออกมาได้โดยไม่ถูกตัดสินหรือทอดทิ้ง
สหรัฐอเมริกานับเป็นประเทศที่มีเหตุกราดยิงในโรงเรียนบ่อยครั้ง โดยตัวเลขจาก K-12 School Shooting Database ระบุว่านับตั้งแต่ปี 2020 จนถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2026 มีการใช้ความรุนแรงด้วยปืนในโรงเรียนเกิดขึ้นถึง 1,707 ครั้งทั่วสหรัฐ (นับรวมทุกครั้งที่มีการนำปืนออกมายิง ไม่ว่าจะมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่ก็ตาม)
สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมา จึงนำไปสู่การศึกษาวิจัยหลายชิ้น ที่ต้องการหาหนทางในการป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งในแต่และงานวิจัย ไม่ได้ระบุลักษณะที่ตายตัวของเด็กผู้ก่อเหตุรวมถึงแรงจูงใจ แต่อย่างไรก็ตาม พบจุดร่วมจากงานวิจัยบางส่วน เช่น
งานวิจัยของ Robin Kowalski ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Clemson ที่เปรียบเทียบเหตุกราดยิงในโรงเรียน จำนวน 57 เหตุการณ์ กับเหตุยิงในมหาวิทยาลัย 24 เหตุการณ์ ระบุว่าผู้ก่อเหตุในโรงเรียน “มักไม่ใช่คนสันโดษที่หายไปจากสังคม" แต่เป็น "ผู้ที่พยายามจะเข้าร่วมแล้วแต่ล้มเหลว" อีกทั้งไม่ค่อยมีปัญหาด้านวินัยให้เห็นชัดในโรงเรียน เพราะนักเรียนที่สร้างปัญหาด้านวินัยส่วนใหญ่มักเป็นผู้นำหรือผู้ริเริ่มภายในกลุ่มที่ตัวเองสังกัดอยู่ ต่างจากผู้ก่อเหตุที่มักอยู่ริมขอบกลุ่มและซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง ไม่สร้างปัญหาใดๆ ให้เห็นชัดเจน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาถูกมองข้ามได้ง่าย เพราะไม่ตรงกับภาพจำของ ‘เด็กมีปัญหา’ ที่ครูคุ้นเคย
ทางด้านงานวิจัยเรื่อง Lethal Violence in Schools โดยมหาวิทยาลัย Alfred ในนิวยอร์ก ซึ่งเข้าไปสอบถามเด็กนักเรียนไฮสคูลโดยตรง ว่าในมุมมองของคนวัยเดียวกันพวกเขาคิดว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียน และ 5 อันดับแรกที่นักเรียนมองว่าเป็นไปได้ ได้แก่ อันดับ 1 “ความต้องการแก้แค้นคนที่เคยทำร้าย” อันดับ 2 “ความเจ็บปวดจากการถูกล้อเลียนหรือกลั่นแกล้ง” อันดับ 3 “ไม่เห็นคุณค่าของชีวิต” อันดับ 4 “เคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจากที่บ้าน” และอันดับที่ 5 คือ “ปัญหาด้านจิตใจ”
ขณะที่งานวิจัยจากศูนย์ประเมินภัยคุกคามแห่งชาติสหรัฐฯ (National Threat Assessment Center) ซึ่งได้ทบทวนเหตุการณ์โจมตีในโรงเรียน 41 เหตุการณ์อย่างละเอียดตั้งแต่ปี 2008 ถึง 2017 โดย Lina Alathari ตัวแทนจากศูนย์ฯ ระบุว่า "เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันหรือหุนหันพลันแล่น ที่นักเรียนคนหนึ่งจู่ๆ ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา" ซึ่งหมายความว่า เหตุการณ์เหล่านี้สามารถป้องกันล่วงหน้าได้
และจากการศึกษามีรายละเอียดบางอย่างที่โดดเด่น นั่นคือ ผู้ก่อเหตุบางส่วนเคยขาดเรียนก่อนก่อเหตุ หรือเคยผ่านการถูกพักการเรียน พวกเขาบางส่วนถูกเพื่อนปฏิบัติไม่ดีด้วยทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ พวกเขารู้สึกว่าถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่บางคนต้องการชื่อเสียงหรือการถูกจดจำ บางคนมีความคิดเรื่องการจบชีวิตตัวเอง และมากกว่า 3 ใน 4 เริ่มก่อเหตุหลังจากมีเหตุการณ์ขัดแย้งกับใครบางคนที่โรงเรียน
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเหล่านี้ไม่ได้พุ่งชี้เป้าว่าเด็กแบบไหนที่อาจกลายเป็นผู้ก่อเหตุความรุนแรงได้ในอนาคต เพียงแต่แสดงให้เห็นจุดร่วมที่ว่า เด็กจำนวนหนึ่งซึ่งลงมือก่อเหตุยังขาดพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่มากพอจนต้องตกอยู่ในความรู้สึกโดดเดี่ยว และต้องหาทางออกหรือทางระบายเพียงลำพัง ซึ่งอาจบิดเบี้ยวไปสู่การก่อเหตุความรุนแรง และสะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเหล่านั้น รวมถึงส่วนเสริมอื่นๆ ที่สำคัญเช่นการให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของครูและโรงเรียน เมื่อรับรู้เหตุกลั่นแกล้งในโรงเรียน จนถึงโปรแกรมป้องกันการบูลลี่ในโรงเรียนที่ได้ประสิทธิภาพ ซึ่งยังคงเป็นโจทย์สำคัญของสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศทั่วโลก
ที่สุดแล้ว นอกเหนือไปจากความรับผิดชอบโดยตรงของ ‘ผู้ใหญ่’ ทั้งในครอบครัวและโรงเรียน เราอาจต้องให้ความสำคัญกับนโยบายด้านการศึกษาและการปลูกฝังให้ ‘เด็กๆ’ พร้อมโอบรับกันและกัน เข้าใจในความแตกต่าง และพร้อมที่จะยืนหยัดหรือเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้ถูกกีดกันหรือกลั่นแกล้งด้วยเช่นกัน
อ้างอิง
https://k12ssdb.org/all-shootings
https://www.alfred.edu/about/news/studies/lethal-school-violence/why-do-shootings.cfm
https://www.edweek.org/leadership/a-hallmark-of-school-shooters-long-history-of-social-rejection/2021/09
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8893598/
https://www.pbs.org/newshour/nation/secret-service-study-explores-school-shooter-warning-signs

07/08/2026

เตรียมพร้อมออกเดตแล้ว เคยนึกถึงหลังจบเดตไว้หรือยัง? ชวนฟังคำตอบได้ในคลิปนี้
พบกับ รุ้ง วรางทิพย์ สัจจทิพวรรณ และ ฟาโรห์ The Common Thread ในรายการ Gender Friendly พอดแคสต์ที่ชวนเพื่อนต่างเพศมาพูดคุยในประเด็นที่สังคมเห็นต่างภายใต้บรรยากาศเปิดกว้าง เป็นมิตร และปลอดภัย
รับชมเนื้อหาเต็มได้ทาง YouTube : Mirror Thailand
#ออกเดต #ความสัมพันธ์

Photos from Mirror Thailand's post 07/08/2026

บทบาทนักการเมืองหญิงเลือดเย็นอย่าง 'สจ.เอ๋' ในซีรีส์สาธุ 2 ทาง Netflix ส่งให้ โดนัท-มนัสนันท์ กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง แม้จะปรากฏตัวเพียงไม่กี่ตอน แต่พลังการแสดงที่แม้จะนิ่งโหดแบบแต่เอาถึงตายก็ทำเอาคนดูขนลุกไปตามๆ กัน ซึ่งเป็นบทบาทที่ถูกพูดถึงไม่แพ้นักแสดงนำของเรื่อง จึงไม่แปลกใจที่ปีนี้เธอจะกวาดรางวัล ‘นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม’ ทั้งจากเวทีนาฏราช ครั้งที่ 17 และคมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 22 ไปครองได้สำเร็จ
การพูดคุยในครั้งนี้นอกจากเราจะมาร่วมยินดีกับเส้นทางการแสดงของผู้หญิงที่ชื่อ โดนัท-มนัสนันท์ แล้ว บทสนทนาในรายการจะยังพาผู้ชมและผู้ฟังไปรู้จักกับนักแสดงหญิงคนนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยหยุดพักจากอาชีพที่รัก เพื่อกลับมาพร้อมแพสชันใหม่ในการยืนระยะเป็นนักแสดงคุณภาพของวงการบันเทิงไทย
นอกจากนี้ เธอยังมีความฝันที่อยากเห็นบทบาทใหม่ๆ ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงได้แสดงศักยภาพของตัวเอง นอกเหนือจากภาพจำเดิมๆ อย่างการเป็นนางเอก ภรรยา หรือแม่ที่อยู่แต่บ้าน เพราะแท้จริงแล้วชีวิตของผู้หญิงยังมีสีสันอีกหลายเฉด และมีบทบาทความรับผิดชอบที่น่าสนใจอีกมากมายที่ยังไม่ถูกนำมาเล่าผ่านสื่อ
พบกับเรื่องราวของโดนัท - มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล ได้ในรายการ Sisterhood Podcast พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยนบทสนทนาโดยไม่มีการตัดสินกัน ดำเนินรายการโดย แนท - ธนวลัย วัชรพล ทาง YouTube : Mirror Thailand

#โดนัทมนัสนันท์ #สาธุ2

07/08/2026

หลายคนคิดว่า Clinamen เป็นงานเกี่ยวกับ "เสียง" แต่สำหรับ Céleste Boursier-Mougenot นี่คือการทดลองเรื่อง "ความบังเอิญ"

เขาหยิบแนวคิด clinamen จากปรัชญากรีกโบราณ ซึ่งอธิบายถึงการเบี่ยงเบนเล็กๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้ของอะตอม จนกลายเป็นจุดกำเนิดของความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในงานชิ้นนี้ ความบังเอิญจึงไม่ใช่ข้อผิดพลาด แต่คือหัวใจของการสร้างสรรค์

06/08/2026

คำพูดที่ว่า คนเราทุกวันนี้ ‘คุยกัน’ น้อยลงทุกวัน ไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึกที่ใครบางคนทึกทักเอาเอง แต่เพิ่งมีงานวิจัยจากวารสาร Perspectives on Psychological Science ที่ยืนยันความจริงเรื่องนี้ได้ จากการเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ในปี 2005 และพบว่ามนุษย์เรามีบทสนทนากัน (แบบตัวต่อตัว) น้อยลงไปเรื่อยๆ ทุกปี
งานวิจัยชิ้นนี้เก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มตัวอย่างของผู้คนในอเมริกา เม็กซิโก ออสเตรเลีย และยุโรป เพื่อดูว่าคนเหล่านี้มีการสนทนากันมากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน ตั้งแต่ในปี 2005 ที่งานวิจัยชิ้นนี้เริ่มต้นขึ้น กลุ่มตัวอย่างมีการพูดกันมากกว่า 16,632 คำต่อวัน ทว่าในปี 2019 การพูดกันลดลงเหลือวันละ 11,900 คำ และลดลงเรื่อยๆ ทุกปี อีกปีละกว่า 338 คำ
ผู้ทำวิจัยชิ้นนี้บอกว่า หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้มนุษย์พูดคุย มีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง และปล่อยให้ความเงียบคืบคลานเข้ามาแทน ข้อแรกเป็นเพราะการสนทนา จำเป็นต้องมี ‘บุคคลอื่น’ อยู่ด้วย แต่ในทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยกลับเลือกปลีกตัวออกจากสังคม หรือเลือกที่จะใช้เวลาตามลำพังมากขึ้น และที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คงเป็นพื้นที่โซเชียลฯ ซึ่งทำให้การเจอหน้ากันตัวต่อตัวน้อยลงไปอีก เราเลือกที่จะเท็กซ์ DM หากัน ส่งข้อความเสียงทิ้งไว้ หรือแค่กดหัวใจ ที่นับว่าเป็นแค่การสื่อสารแบบทางเดียว (One-way Communication) โดยไม่จำเป็นต้องรอได้รับปฏิสัมพันธ์กลับจากอีกฝ่ายหนึ่ง
อีกทั้งโอกาสที่เราจะได้คุยกับคนแปลกหน้าในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะพนักงานเสิร์ฟ พนักงานแคชเชียร์ คนส่งของ หรืออะไรแบบนั้นก็ยิ่งลดน้อยถอยลงไปมาก เมื่อเราช้อปปิ้งออนไลน์ ซื้อตั๋วหนัง จองโต๊ะในร้านอาหาร สั่งอาหารผ่านคิวอาร์โค้ด และอื่นๆ อีกสารพัดกิจกรรมที่ทำให้อย่าว่าแต่ ‘สนทนา’ กับใครเป็นเรื่องเป็นราว แต่ลองนึกดูว่าบางวันเราอาจจะไม่ได้คุยกับ ‘คนเป็นๆ’ เลยด้วยซ้ำ
Sherry Turkle นักจิตวิทยาสถาบัน MIT ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Reclaiming Conversation มองว่า มนุษย์จะสามารถสัมผัสรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ จากการสนทนาได้ ไม่ใช่จากที่ไหนไกล แต่จากภายในร่างกายของเราเองนี่แหละ และไม่ว่าอย่างไร การสนทนาแบบเจอกันตัวต่อตัว ก็สามารถนำไปสู่การเชื่อมโยงทางอารมณ์ระหว่างกันได้อย่างลึกซึ้ง ขณะที่การส่งข้อความออนไลน์เชื่อมโยงทางอารมณ์ได้น้อยกว่า
ในเชิงกายภาพ การสนทนาแบบตัวต่อตัวยังช่วยฝึกสมอง เพราะเมื่อเราพูดคุยกับใคร ระบบความจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) ของเราจะต้องคอยจดจำทั้งสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังบอก และสิ่งที่เรากำลังวางแผนจะพูดตอบโต้กลับไปพร้อมๆ กัน และยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นอีก เมื่อเรายังต้องคอยควบคุมท่าทางของร่างกายและสีหน้า เพื่อประมวนผลออกมาว่าจะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูดได้อย่างเหมาะสมอย่างไร แบบที่การพิมพ์ข้อความทำไม่ได้
นอกจากนั้นแล้ว การพูดคุยกับคนในชีวิตจริงที่น้อยลง ยังส่งผลให้มนุษย์มีปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาความสนใจ กล่าวคือ สมาธิที่สั้นลงนั่นเอง ซึ่งอาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งเราไม่มีโอกาสที่จะได้ ‘ตั้งใจฟัง’ หรือจับใจความเรื่องราวที่อีกฝ่ายหนึ่งกำลังพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ยาวๆ หรือซับซ้อน
แต่ไม่ใช่เพียงแค่บทสนทนาที่ลึกซึ้งเท่านั้นที่ถ้าหากว่าคนเราสูญเสียไปในแต่ละวัน จะส่งผลต่อทักษะการเข้าสังคม แม้กระทั่งการที่เราไม่ได้ Small Talk หรือพูดคุยแบบเรื่อยๆ เปื่อยๆ ทั่วไปกับใครในชีวิตประจำวันเลย ก็สามารถส่งผลเสียต่อเราได้มากกว่าที่คิด
Gillian Sandstrom นักจิตวิทยาที่ศึกษาพลวัตรของ Weak ties (ความสัมพันธ์แบบห่างๆ ผิวเผินของมนุษย์) บอกว่า แม้แต่การสนทนาที่ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอะไร อย่างการเดินสวนกันแล้วทักทายด้วยคำพูดสั้นๆ ก็ยังเป็นตัวช่วยเพิ่มพูน Well-being ในชีวิต และทำให้คนเรารู้สึกเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าได้
และเมื่อเรามีปฏิสัมพันธ์เล็กๆ กับผู้คนน้อยลงทุกที ก็ไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนจะไม่แค่รู้สึกเหงาโดดเดี่ยวในโลกทุกวันนี้ แต่ยังนำมาสู่การขาด Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจต่อกันมากขึ้นด้วย
อ้างอิง
https://www.theatlantic.com/family/2026/07/talking-less-reasons/688074/

06/08/2026

เพราะการตรวจพบโรคร้ายในวันที่มีอาการแล้ว อาจไม่ใช่วิธีการรับมือที่ดีที่สุดอีกต่อไป แต่ในมุมมองของ Longevity และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หัวใจสำคัญกลับอยู่ที่การหา ‘ต้นตอความเสี่ยง’ ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นโรคร้ายเรื้อรัง
วันนี้ Mirror Thailand ร่วมกับ นพ.ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต อาจารย์แพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านการแพทย์บูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย (ว.17001) ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง Absolute Health ร่วมเจาะลึกนวัตกรรม
‘การตรวจสุขภาพแบบองค์รวม’ ที่พาเราก้าวข้ามการตรวจสุขภาพประจำปีแบบเดิมๆ ตั้งแต่การตรวจ TruAge Complete เพื่อเช็กอายุชีวภาพระดับยีน, การตรวจ EDIM Test สแกนมะเร็งเจาะลึกตั้งแต่ระยะ 0.5 ไปจนถึงการหาสารโลหะหนักด้วย OligoScan เพื่อวางแผนฟื้นฟูร่างกาย รวมถึงการทำ Light Therapy และ Pain Management ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาก่อนที่ความเสื่อมจะกลายเป็นโรคเรื้อรัง
สำหรับใครที่ต้องการเอกสิทธิ์เรื่องสุขภาพ ที่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การตรวจคัดกรอง การรักษา และการฟื้นฟู รวมถึงเอกสิทธิ์ด้านอื่นๆ อย่างไลฟ์สไตล์ การเดินทาง การให้คำปรึกษา การพักผ่อน และด้านกีฬา สามารถสมัครเป็นสมาชิก AIA Prestige Club ได้ทาง https://www.aia.co.th/th/health-wellness/prestige-club
รู้จัก ‘การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม’ และเทรนด์ ‘Longevity’ ให้มากขึ้น ได้ทางรายการ Wellness Journey ที่ YouTube : Mirror Thailand
https://youtu.be/HOS4ITJ0T8I?si=1eybDhH8WKfJUbmm

06/08/2026

“เธอชื่ออะไร” / “ทำไรอยู่อะ” / “เป็นคู่ซ้อมรำให้หน่อย” / “ขอโทษนะ” / “รัก”
การสื่อสารของผู้หญิงคู่หนึ่ง ซึ่งค่อยๆ ขยับความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันจนก่อเกิดเป็น ‘ความรัก’ ไม่ได้เริ่มจากภาษาพูด แต่เริ่มจากภาษาเขียนบนสมุดโน้ต ภาษามือที่ใช้สื่อสารกับผู้พิการที่มีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร ก่อนมาเป็นภาษาพูด ที่ฝ่ายหนึ่งพยายามสอนอีกฝ่ายที่มีข้อจำกัดให้พูดคำว่า “รัก” เพื่อแลกเปลี่ยนความในใจที่ต่างฝ่ายต่างสัมผัสถึงกัน
ภาพความงดงามของความรักแซฟฟิกที่ว่านี้ ถูกถ่ายทอดผ่าน MV เพลง ‘ไม่แบ่งใคร (Mine)’ จากศิลปินไทยวง ‘ASIA7’ โดยเป็นซิงเกิลแรกของพวกเขาภายใต้สังกัดใหม่ BRIDGE Management ที่เพลงได้สะท้อนความรักอันลึกซึ้งของคนที่อยากรักษาอีกฝ่ายไว้อย่างดี โดยไม่อยากแบ่งปันความรักนี้ให้ใครอื่น เมื่ออีกฝ่ายคือดวงใจสำคัญในชีวิต
ใน MV เราจะได้เห็นการแสดงอารมณ์ของสองนักแสดง ‘ปุยฝ้าย ธาราทิพย์’ และ ‘พลอย จุฑามาศ’ ซึ่งเข้ามาเติมเต็มโลกของกันและกัน ทั้งความพยายามที่จะสื่อสารกันด้วยภาษามือตลอดทั้งเส้นเรื่อง ตั้งแต่การแนะนำชื่อผ่านภาษามือเป็นคำว่า ‘ดวงดาว’ และ ‘ริน’ การจับจังหวะดนตรีเพื่อเป็นคู่ซ้อมรำให้อีกฝ่ายผ่านจังหวะเท้า หรือการสอนพูดคำว่ารักที่กลายเป็นฉากอันซาบซึ้งกินใจ ทั้งหมดนี้กำลังบอกผู้ชมว่า รักที่ดีนั้นเริ่มจากความพยายามเรียนรู้โลกของกันและกัน และผู้พิการในชีวิตจริงก็สามารถมีความรักที่สวยงามได้
โดย ASIA7 ได้กล่าวกับ Mirror Thailand ถึงเรื่องราวอบอุ่นใจใน MV ไว้ว่า “MV นี้ได้ถ่ายทอดเรื่องราวความผูกพันที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น จนกลายเป็นความรู้สึกที่อยากเก็บรักษาความรักครั้งนี้ไว้เพียงผู้เดียว เราเลือกนำเสนอเรื่องราวความรักระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง โดยหนึ่งในตัวละครนำมีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร ทำให้ไม่สามารถบอกความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดได้ แต่เธอก็พยายามถ่ายทอดออกมาผ่านการกระทำ สีหน้า และแววตา”
และอาจเหมือนที่คนชอบพูดกันว่า “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด” นี่จึงเปรียบเสมือนแกนหลักของเพลงที่อยากบอกผู้คนว่า เมื่อเรารักใครสักคนก็จงทำให้เขารับรู้ถึงความรักนั้น อย่าปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องตั้งคำถามกับความรักที่ไม่ชัดเจน เพราะความพยายามที่จะมีกันและกัน หากแสดงออกมาอย่างจริงใจ ทุกฝ่ายในความสัมพันธ์ย่อมรับรู้ถึงมันได้ เหมือนกับบางสถานการณ์ใน MV ที่เราอาจเห็นถึงความไม่ชัดเจนบางอย่าง ที่มีแต่ทำให้สับสนและเสียใจ
นอกจากนี้ ความพิเศษที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ ‘ลายเซ็น’ อันเป็นเอกลักษณ์ของ ASIA7 ที่ทุกเพลงของพวกเขามักจะใส่เสน่ห์ความเป็นไทยและทำนองเพลงแบบไทยๆ ลงไปเสมอ เพลงนี้ก็เช่นกัน พวกเขากล่าวกับเราว่า “เพลง ‘ไม่แบ่งใคร (Mine)’ ยังคงเป็นเพลงสะท้อนตัวตนและเอกลักษณ์ของ ASIA7 ได้อย่างชัดเจน อย่างในพาร์ทของดนตรี เรายังคงมีซาวด์ที่เป็นเอกลักษณ์ แบบที่คนฟังอาจคุ้นเคยจากเพลงก่อนๆ แต่เพลงนี้เราจะใส่กลิ่นอายของความเป็นไทยเพิ่มมากขึ้น ทุกคนจะสัมผัสได้จากเสียงของท่วงทำนองผ่านทั้งเครื่องดนตรีที่เราใช้เป็นเมโลดี้หลัก ได้แก่ ซอ พิณ แซกโซโฟน และการดีไซน์ทำนองการร้องเอื้อนของ ‘ออย’ (ร้องนำ) เพลงนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งเพลงของ ASIA7 ที่มีความเป็นไทยโดดเด่น ชัดเจนมากๆ”
ความไทยที่ว่านี้ นอกจากเพลงเพราะๆ แล้ว ก็ส่งออกมาผ่าน MV ด้วยเช่นกัน โดยพวกเขาเลือกนาฏศิลป์ไทย อย่าง ‘รำไทย’ ที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน มาเป็นจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์ครั้งนี้ได้อย่างงดงาม
หากพูดถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของวง ASIA7 แชร์ว่า “พวกเราคิดว่าเอกลักษณ์ของเราคือการรวมตัวกัน เพราะ ASIA7 มาจากการรวมกันของสมาชิกทั้ง 7 คน ที่เล่นเครื่องดนตรีต่างๆ ประกอบด้วยเครื่องดนตรีไทยและเครื่องดนตรีสากล ส่วนผสมต่างวัฒนธรรมนี้ทำให้ ASIA7 เป็นวงที่มีซาวด์ดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว”
ซึ่งสมาชิกวง ASIA7 นั้นประกอบไปด้วย ออย-อมรภัทร เสริมทรัพย์ (ร้องนำ), โยเย-นริศรา ศักดิ์ปัญจโชติ (ซอ), ต้น-ต้นตระกูล แก้วหย่อง (พิณ, แคน), โอม-กฤตเมธ กิตติบุญญาทิวากร (แซกโซโฟน), สุนทร ด้วงแดง (กีตาร์), บูม-ปรีดา เกศดี (คีย์บอร์ด) และ โน้ต-ฐิติรัฐ ดิลกหัตถการ (กลอง) โดย ASIA7 เพิ่งคว้ารางวัล Best Group/Duo Performance จากงาน SOT Music Awards 2026 มาหมาดๆ
ที่ผ่านมา ASIA7 ออกเพลงติดหูมากมาย ทั้ง สาธุ, Loop (ฉันจึงวนกลับมา) และ จอมขวัญ จนมาถึง ‘ไม่แบ่งใคร (Mine)’ ที่ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานดีๆ ของวงไทยที่ชัดเจนในเอกลักษณ์ความเป็นไทย สามารถรับชม MV เพลงนี้ได้ทาง https://youtu.be/i_SF8XZasmU?si=6rq2fPBmfkoqMu2K

06/08/2026

พี่นางงาม พี่นางแบบ พี่อินฟลูฯ พี่ดารา และพี่สาวคนสวยที่แฟนๆ ต่างบอกว่าเธอมีเสน่ห์จนเป็นหนึ่งในสเปคของสาวแซฟฟิกหลายๆ คน
ไม่ว่าจะพี่ไหนๆ แต่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็น ‘โม-จิรัชยา ศิริมงคลนาวิน’
เธอคนนี้อยู่ในวงการมาเป็น 10 ปี มงลงในฐานะนางงามทั้งเวทีไทย Miss Tiffany’s Universe และ ‘มงโลก’ กับเวที Miss International Queen ทั้งยังเป็นนางแบบ และผู้ร่วมก่อตั้ง Feline Agency เอเจนซี่ที่ปลุกปั้นโมเดลไทยซึ่งโอบรับทุกความหลากหลายทางเพศและทุกเอกลักษณ์ความแตกต่าง ไปจนถึงเป็นอินฟลูฯ ที่หลายคนรักในสไตล์ความสวย ความเท่ และความเป็นตัวเอง มากไปกว่านั้น เธอเป็นที่พูดถึงในฐานะ Sister แห่งรายการ Take Hormones Thailand ซีซัน 2 ซึ่งเต็มไปด้วยฝืมือความสามารถที่คนต้องปรบมือให้ และถูกเปิดการมองเห็นถึงเคมีที่ทำให้คนจิ้นความสัมพันธ์หญิงรักหญิงระหว่างทราส์-ทรานส์ จนเป็นไวรัลทั่วโซเชียลฯ และล่าสุดเธอปรากฎตัวในฐานะนักแสดงภาพยนตร์ 'เบอร์แปลก NO CALLER ID' สำหรับโมแล้ว ปีนี้จึงเป็นอีกปีที่ดีมากๆ เพราะมันทำให้เธอได้เห็นว่ามีแฟนคลับที่รักและคอยเป็นกำลังใจให้เธอมากมายกว่าที่เธอคาดคิด ซึ่งเธอรู้สึกขอบคุณจริงๆ ที่พวกเขารักที่เธอเป็นเธอ
เธอเป็นคนเรียลๆ ที่กล้าบอกตรงๆ ว่าไม่ใช่คนดี 100% เธอมีมุมขี้เกียจ มีมุมพูดคำหยาบ มีมุมที่ไม่เพอร์เฟกต์ เพราะในวัย 35 เธอขอเลือกความสบายใจ ไม่ขอฝืนเป็นคนอื่นเพื่อให้ใครมาพึงพอใจ ขณะเดียวกัน เธอก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ส่งต่อแรงบันดาลใจให้แฟนๆ ได้อย่างดี ผ่านหลายแง่คิดการใช้ชีวิต ซึ่งหลายครั้งก็สามารถปลอบประโลมใจและตบบ่าคนฟังให้มีกำลังใจได้ หรือบางครั้งมุมมองของเธอก็สะท้อนพลังของการปกป้องสิทธิตัวเอง และกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมาถึงประเด็นสังคม ไปจนถึงไลฟ์สไตล์การเล่นกีฬาเทนนิสของเธอ ที่จุดประกายให้แฟนๆ หลายคนอยากออกกำลังกายมากขึ้นไปด้วย!
‘พี่โม’ ใช้ชีวิตด้วยพื้นฐานการ ‘เคารพตัวเอง’ เธอขีดเส้นชัดว่าอะไรที่ชอบ ไม่ชอบ โอเค ไม่โอเค ซึ่งเธอก็อยากให้ทุกๆ คนรู้จักเคารพตัวเองเช่นกัน เพราะอนาคตนั้นจับต้องไม่ได้ แต่ปัจจุบันเป็นสิ่งที่จับต้องได้เลย ดังนั้น เราจึงควรทำให้ตัวเองได้ ‘มีความสุข’ ตั้งแต่วันนี้
FIVE ME รายการที่ชวนแขกรับเชิญมาแชร์ 5 สิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนมากที่สุด พา ‘โม จิรัชญา’ มาพูดถึง 5 สิ่งนั้น ตั้งแต่ ลิปสติกสีแดง, กระเป๋าไม้เทนนิส, น้ำหอม, แว่น และ ต่างหู พร้อมพูดคุยถึงความเป็นเธอที่มีหนึ่งเดียวในโลก
รับชมได้ทาง YouTube : Mirror Thailand

https://youtu.be/LssxQEQJK3Q?si=xynyfaYt_yqWTdy9

#โมจิรัชยา

06/08/2026

“เรื่องหลักๆ ก่อนออกเดตคือต้องให้ความสำคัญและเคารพให้เกียรติกัน” แล้วเช็กลิสต์เตรียมตัวเดตของคุณล่ะ มีอะไรบ้าง? มาแชร์กันหน่อย
พบกับ รุ้ง วรางทิพย์ สัจจทิพวรรณ และ ฟาโรห์ The Common Thread ในรายการ Gender Friendly พอดแคสต์ที่ชวนเพื่อนต่างเพศมาพูดคุยในประเด็นที่สังคมเห็นต่างภายใต้บรรยากาศเปิดกว้าง เป็นมิตร และปลอดภัย
รับชมเนื้อหาเต็มได้ทาง YouTube : Mirror Thailand
#ออกเดต #ความสัมพันธ์

05/08/2026

ท่ามกลางอัตราการเกิดของประชากรในสหรัฐฯ ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งยกเลิกเงินทุนสนับสนุนจำนวน 1.6 ล้านดอลลาร์ฯ สำหรับโครงการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นที่ดำเนินการโดย Fact Forward องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งให้คำปรึกษาด้านสุขภาพและเพศศึกษา ในเมืองโคลัมเบีย รัฐเซาท์แคโรไลนา
ทางฝ่ายบริหารของรัฐบาลทรัมป์ได้อ้างถึงเหตุผลในการตัดงบครั้งนี้ว่า เนื่องจากแนวทางของกลุ่มองค์กร Fact Forward นั้น มี ‘เนื้อหา’ ที่ทั้ง “สนับสนุน ส่งเสริม และทำให้กิจกรรมทางเพศในเยาวชนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์เป็นเรื่องปกติ” ซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของเงินทุนสนับสนุน และคำสั่งยกเลิกนี้ก็จะมีผลโดยทันที
โครงการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น สนับสนุนการให้ความรู้ด้านเพศศึกษาในแง่มุมต่างๆ เพื่อลดอัตราการตั้งครรถภ์ไม่พร้อม ตั้งแต่สอนเรื่องการยินยอมพร้อมใจ (Consent) การตัดสินใจในเรื่องชีวิตและวิถีเพศ การรู้จักสิทธิในร่างกาย ไปจนถึงการมีความสัมพันธ์ที่เฮลธ์ตี้ โดยปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับเยาวชนในแต่ละช่วงวัย รวมถึงคำนึงถึงเรื่องค่านิยมและวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นของวัยรุ่นควบคู่กันด้วย และจะมีการจัดอบรมตามสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่โรงเรียน ศูนย์พินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ไปจนถึงสถานสงเคราะห์เด็กรับเลี้ยง นอกจากนี้โครงการยังจัดเวิร์กช็อปที่ให้พื้นที่การสื่อสารระหว่างวัยรุ่นกับผู้ใหญ่ที่พวกเขาไว้วางใจอีกด้วย
และการยกเลิกงบในโครงการที่มีเงินทุนหมุนเวียนมากถึง 100 ล้านเหรียญฯ ต่อปีนี้ ก็จะทำให้กว่า 53 จาก 67 โครงการ ถูกยกเลิกเงินช่วยเหลือไปโดยปริยาย มีการตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวที่นำมาสู่การตัดงบสนับสนุนโครงการป้องกันการตั้งครรภ์ อาจเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ซึ่งเคยพิจารณาตัดงบประมาณ รื้อถอนโครงการที่ดำเนินมาถึง 16 ปีนี้ แต่โดนศาลสั่งระงับไปในปี 2018
ข้อชี้เเจงที่ทำให้ให้องค์กร Fact Forward โดนตัดงบอีกส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะ “พยายามทำให้การใช้ถุงยางอนามัยเป็นเรื่องรื่นรมย์” รวมทั้งมีบทสนทนาที่ทำให้ “การใช้สื่อลามกอนาจารเป็นเรื่องปกติ” และวิดีโอสื่อการสอนของพวกเขาก็มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับผู้เยาว์ อีกทั้งมีภาพที่สื่อถึงเด็กวัยรุ่นดำเนินกิจกรรมทางเพศ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ องค์กรที่จะเข้าเกณฑ์การในการได้รับสนับสนุนเงินทุนก้อนนี้จากรัฐบาลทรัมป์ต่อไปในอนาคต จะต้องมีเป้าหมาย หรือ ‘เนื้อหา’ ที่สอนเรื่องการงดเว้นทางเพศ (Abstinence) หมายถึงการงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ เป็นวิธีเดียวเท่านั้นในการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (!)
เท่านั้นไม่พอ หลักสูตรนั้นยังต้องเน้นย้ำความสำคัญของการแต่งงาน การมีครอบครัว มีลูก แทนการให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิด พร้อมทั้งสอนเยาวชนถึงวิธีรักษา ‘ความสามารถในการเจริญพันธุ์’ ของตนเองอย่างดีด้วย ยิ่งไปกว่านั้นกฎเกณฑ์ใหม่ล่าสุดนี้ ยังแทบจะไม่ได้กล่าวถึงการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และแทบจะไม่ได้พูดถึงเรื่องเพศวิถีของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) รวมถึงคนข้ามเพศแต่อย่างใด
แม้ว่าเวลานี้ กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐฯ​ ยังปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเงื่อนไขและข้อกำหนดใหม่ดังกล่าว แต่การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์และตัดงบสนับสนุนครั้งนี้ ถูกต้องข้อสังเกตว่ามันอาจสะท้อนเป็นนัยๆ ถึงการที่รัฐบาลทรัมป์เชื่อมั่นในแนวคิดของเอกสาร Project 2025 หรือพิมพ์เขียวสุดอื้อฉาวในแวดวงการเมือง ความหนาราว 900 หน้า จัดทำโดย Heritage Foundation กลุ่มที่สนับสนุนนโยบายแบบค่านิยมอเมริกันดั้งเดิม เชิดชูแนวคิดขวาจัดแบบสุดโต่ง เพื่อให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งเคยวางกรอบนโยบายให้รัฐบาลพรรครีพับลิกันเมื่อปี 1981 ในสมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน และมีเสียงเล่าลือ (ทรัมป์ที่ปฏิเสธเสียงแข็งมาตลอด) ว่าเขาน้อมรับนโยบายนี้มาดำเนินการบริหารประเทศต่อในสมัยที่ 2 ตั้งแต่การปฏิรูปรัฐบาลกลาง การจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้ลี้ภัย ยุบกระทรวงศึกษา ยุบหน่วยงานที่แก้ปัญหาโลกร้อน และนั่นรวมถึงการ ‘จัดการ’ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้งด้วย
ตามเเนวคิดของ Heritage Foundation มองว่า โครงการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นคือ “การทึกทักเอาเองแบบผิดๆ ว่าการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” อีกทั้งการทำแท้งยังเป็นการ ‘บ่อนทำลาย’ อำนาจในการเป็นพ่อเป็นแม่ของมนุษย์คนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม จากรายงานสถิติชีพอย่างเป็นทางการของสหรัฐอเมริกา (National Vital Statistics Reports) อัตราการคลอดบุตรในกลุ่มวัยรุ่นนั้นกลับลดลงอย่างต่อเนื่องมานานกว่าสองทศวรรษ ขณะที่อัตราการเกิดในกลุ่มวัยรุ่นหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 15 ถึง 19 ปี ก็ลดลงมากกว่าร้อยละ 65 ในช่วงเวลาที่โครงการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นนี้ดำเนินมา
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขของวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมลดลงนั้น คือการที่วัยรุ่นสามารถเข้าถึงวิธีคุมกำเนิดได้มากขึ้น รวมถึงการรู้จักสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย พร้อมๆ กับมี ‘ทางเลือก’ ในการเข้าถึงการทำแท้งที่ปลอดภัยได้ง่ายมากขึ้น
น่าจับตามองว่าการตัดเงินสนับสนุนและยกเลิกโครงการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานหลังจากนี้ จะส่งผลในแง่ดีหรือร้ายกว่าเดิมต่อเยาวชนในสหรัฐฯ มากกว่ากัน
อ้างอิง

https://www.nytimes.com/2026/07/22/us/politics/teen-pregnancy-prevention-trump.html?eafs_enabled=false

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bang Rak?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


86 Rama 4 Rd, Silom, Bang Rak
Bang Rak
10500

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 19:00
อังคาร 10:00 - 19:00
พุธ 10:00 - 19:00
พฤหัสบดี 10:00 - 19:00
ศุกร์ 10:00 - 19:00