Knowledge Bank
ห้องสมุด - สถาบันการศึกษา - หน่วยงานราชการ
06/09/2026
🙏 #คาถาบูชาพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ตั้งนะโม ๓ จบ
พะยะเก มะพะยะ (๕ ครั้ง)
🙏 #คำถวายเครื่องสังเวย
ตั้งนะโม ๓ จบ
รามคำแหงมหาราช จะบูรพาเย
จะเรวะโส สุขัง นะกัสสะโป
🙏 #คำอธิษฐาน
ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
ข้าพระพุทธเจ้า....................ขอตั้งจิตอุทิศบุญกุศลที่ข้าพระพุทธเจ้าสร้างข้ามชาติข้ามภพ ขอบุญกุศลนั้นถวายเป็นราชกุศลแด่ดวงพระวิญญาณขององค์พ่อขุนรามคำแหงมหาราชตลอดจนดวงพระวิญญาณของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แม่นางเสืองมหาราชินีพระราชบิดาพระราชมารดา ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์แห่งราชวงพระร่วงเจ้าทุกพระองค์ ขอพระองค์จงแผ่พระบารมีประธานพระพรให้ข้าพเจ้าตลอดจนสาธุชนผู้ประกอบกุศลวัตร เปล่งวาจาอันใดจงมีสติปัญญาใช้ภาษาแห่งพระองค์ คือภาษาไทย จงมีความเจริญรุ่งเรือง รุ่งโรจน์ก้าวหน้า คิดอ่านเขียนเรียนศึกษาจงมีปัญญาเฉลียวฉลาดสว่างไสวด้วยพุทธธรรมน้อมนำให้เกิดบังเกิดความสุขความเจริญ ข้าพระพุทธเจ้าจะพูดคำอันใดที่เป็นมงคลภายใต้กรอบศีลกรอบธรรมขอให้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รักแก่มนุษย์และแก่เทพยดาทั้งหลาย ขอการมงคลนี้จงเกิดขึ้นแก่ข้าพระพุทธเจ้าตลอดจนสาธุชนทั้งหลาย บัดนี้สืบไปเมื่อหน้าด้วยเทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : อาจารย์ลักษณ์ เรขา นิเทศ
04/09/2026
⛵⚓ #ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค⚓⛵
การซักซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน และในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ณ วัดอรุณราชวราราม เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ให้การจัดขบวนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ
⚓ ซ้อมย่อยครั้งที่ 4 จากทั้งหมด 10 ครั้ง
การซ้อมขบวนเรือพระราชพิธีอยู่ระหว่างการซ้อมย่อยเป็นรูปกระบวนในแม่น้ำ ก่อนเข้าสู่การซ้อมใหญ่เสมือนจริงอีก 2 ครั้ง
⚓ กำหนดการซ้อมที่เหลือ
• ครั้งที่ 5—8 ก.ย. 69
• ครั้งที่ 6—17 ก.ย. 69
• ครั้งที่ 7—23 ก.ย. 69
• ครั้งที่ 8—2 ต.ค. 69
• ครั้งที่ 9—8 ต.ค. 69
• ครั้งที่ 10—15 ต.ค. 69ฝ
ซ้อมใหญ่เสมือนจริง
• ครั้งที่ 1—21 ต.ค. 69
• ครั้งที่ 2—28 ต.ค. 69
🚩 ขบวนเรือพระราชพิธีครั้งนี้
👥 กำลังพลประจำเรือ 2,200 นาย
🚤 เรือพระราชพิธี 52 ลำ
〰️ จัดเป็น 5 ริ้ว 3 สาย
📏 ความยาวขบวน 1,280 เมตร กว้าง 90 เมตร
📍 เส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน 3.9 กิโลเมตร จากท่าวาสุกรีถึงวัดอรุณราชวราราม
ประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสำคัญ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือประทับพระราชอาสน์, เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งรอง รวมถึง เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือเชิญผ้าพระกฐิน
ซึ่งการเตรียมความพร้อมครั้งนี้เป็นความร่วมมือของกองทัพเรือ สำนักพระราชวัง กรมศิลปากร กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกขั้นตอนของพระราชพิธีดำเนินไปอย่างพร้อมเพรียง เรียบร้อย และ สมพระเกียรติ
02/09/2026
#เคล็ดลับเอาชนะความขี้เกียจอ่านหนังสือ📖
📙📗1.เริ่มอ่านทีละน้อย ๆ📘📒
ถ้าเราตั้งเป้าหมายในการอ่านหนังสือใหญ่เกินไปอาจทำให้รู้สึกหมดกำลังใจและขี้เกียจได้ แนะนำว่าให้เริ่มอ่านทีละน้อยๆ เช่น กำหนดว่าวันนี้จะอ่านกี่หัวข้อ กี่หน้าหรือกำหนดว่าจะทำข้อสอบ 1-2 ชุด แบบนี้จะช่วยให้รู้สึกว่าลงมือทำได้ง่ายขึ้น แล้วเมื่อทำได้ตามเป้าหมายก็อนุญาตให้ตัวเองขี้เกียจบ้างก็ได้แล้วค่อยกลับมาอ่านต่ออีกครั้ง
📘📕2.กำหนดตารางอ่านหนังสือ📒📙
ยิ่งรอให้มีอารมณ์อ่าน จะทำให้เราผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ แนะนำว่าควรมีตารางอ่านหนังสือจะช่วยให้สมองโฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำได้มากกว่า แต่อย่าเคร่งเกินไป เพราะอาจกดดันตัวเองจนทำให้รู้สึกขี้เกียจได้ เช่น กำหนดคร่าว ๆ ว่าวันนี้จะอ่าน 2 ชั่วโมง โดยแบ่งเวลาอ่าน 25 นาที พัก 5 นาที แล้วทำซ้ำจนครบก็จะได้พักยาว ๆ
📕📒3.ตัดสินใจลงมือทำใน 5 วินาที📗📘
ฝืนความขี้เกียจด้วย ‘กฎ 5 วินาที’ ของ Mel Robbins โดยเทคนิคคือ ถ้าอยากทำอะไรเพื่อบรรลุเป้าหมาย ต้องลงมือทำภายใน 5 วินาที ก่อนที่สมองจะหาทางต่อต้านความคิดนั้นไปจนทำให้เรารู้สึกขี้เกียจ แค่นับถอยหลัง 5-4-3-2-1 แล้วลงมือทำ เช่น ตั้งเป้าไว้ว่าจะลุกขึ้นมาอ่านหนังสือตอนเช้า ก็ให้นับถอยหลังแล้วลุกจากเตียงทันที!
📒📘4.ย้ำเตือนเป้าหมายของเราบ่อย ๆ📗📒
อยากเลิกขี้เกียจต้องมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน ให้เขียนเป้าหมายของตัวเองออกมาว่า เราอยากสอบติดคณะอะไร มหาวิทยาลัยไหน หรืออยากให้ชีวิตในอนาคตของเราเป็นแบบไหน แล้วย้ำเตือนตัวเองบ่อย ๆ ทุกวันได้ยิ่งดี เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง จะช่วยกระตุ้นให้เลิกขี้เกียจและมีไฟในการอ่านหนังสือมากขึ้น
01/09/2026
ตอนที่ 1......
วันที่ “มหาวิทยาลัย” ยังไม่มีชื่อ
จากช่องว่างในร่างกฎหมาย สู่ชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง”
ลองนึกภาพตามนะคะ วันหนึ่งมีคนเสนอให้ตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ขึ้นมา ทุกคนรู้ว่าจะตั้งไปทำไม รู้คร่าว ๆ ด้วยว่าจะเปิดสอนแบบไหน แต่กลับยังตอบไม่ได้ว่า
“แล้วมหาวิทยาลัยนี้จะชื่ออะไร?”
ฟังดูเหมือนคนเสนอคิดชื่อไม่ทัน แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในสภาผู้แทนราษฎรค่ะ
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2512 มีร่างกฎหมายฉบับหนึ่งเข้าสู่การพิจารณาของสภา ชื่อที่ปรากฏในเอกสารคือ
“ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย .... พ.ศ. ....”
ไม่ได้พิมพ์ตกนะคะ ตรงชื่อมหาวิทยาลัยกับปีของกฎหมายเว้นเป็นจุดเอาไว้จริง ๆ
แม้ตอนนั้นมหาวิทยาลัยจะยังไม่มีชื่อ แต่เหตุผลที่ต้องตั้งกลับชัดเจนมาก เพราะจำนวนเด็กที่เรียนจบมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่มหาวิทยาลัยเดิมมีที่นั่งจำกัด เด็กอยากเรียนต่อมีมาก แต่มหาวิทยาลัยรับไม่ไหว
หลายคนจึงต้องหยุดเรียน ทั้งที่ยังอยากเรียนต่อ ส่วนครอบครัวที่พอมีกำลังก็ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยต้องเสียเงินตราต่างประเทศตามไปด้วย
โจทย์ใหญ่ในวันนั้นจึงไม่ใช่แค่
“จะสร้างมหาวิทยาลัยเพิ่มอีกแห่งไหม?”
แต่เป็น
“เราจะทำอย่างไรให้คนที่อยากเรียน มีโอกาสได้เรียน?”
……………………………………………………………….
คนที่หยิบเรื่องนี้เข้าสภา
ผู้เสนอร่างกฎหมายคือ นายประมวล กุลมาตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยสมาชิกอีกหลายคน
แนวคิดของผู้เสนอถือว่าใหม่พอสมควรสำหรับยุคนั้น เพราะไม่ได้ต้องการสร้างมหาวิทยาลัยที่เหมือนแห่งเดิมทุกอย่าง แต่คิดถึงมหาวิทยาลัยที่เปิดประตูให้คนเข้าเรียนได้กว้างขึ้น
ผู้เรียนอาจมาเข้าฟังคำบรรยายที่มหาวิทยาลัย หรือจะอ่านตำราและศึกษาด้วยตัวเอง แล้วมาสอบตามหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดก็ได้
พูดง่าย ๆ คือ การเรียนมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องหมายถึงการนั่งอยู่ในห้องเรียนทุกวันอีกต่อไป
หัวใจของแนวคิดนี้สรุปได้ด้วยประโยคเดียวเลยค่ะ
“ไม่มีที่นั่งเรียน” ไม่ควรแปลว่า “ไม่มีสิทธิเรียน”
เพราะเด็กที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความสามารถเสมอไป บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็ก แต่อยู่ที่จำนวนที่นั่งซึ่งมีน้อยกว่าจำนวนคนสมัครมาก
มหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้จึงถูกคิดขึ้นมาเพื่อเพิ่ม “ทางเข้า” สู่การศึกษา ใครมีความตั้งใจก็เข้ามาเรียนได้ แล้วใช้การสอบเป็นเครื่องพิสูจน์ความรู้ของตัวเอง
……………………………………………………………….
จากมหาวิทยาลัยเปิด สู่แนวคิด “ตลาดวิชา”
ถ้าจะหาคำสั้น ๆ มาอธิบายมหาวิทยาลัยแบบนี้ คำว่า “ตลาดวิชา” น่าจะเห็นภาพที่สุดค่ะ
ลองนึกถึงตลาดทั่วไปที่มีของหลายอย่างให้เลือก ใครสนใจอะไรก็เดินเข้าไปหาได้ แนวคิดของตลาดวิชาก็คล้ายกัน เพียงแต่สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ข้าวของ แต่เป็นความรู้
ผู้เรียนเลือกวิชาที่สนใจได้ จะเข้าฟังคำบรรยายที่มหาวิทยาลัย หรืออ่านหนังสือและศึกษาด้วยตัวเองก็ได้ แล้วค่อยมาสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องเรียนด้วยวิธีเดียวกัน หรือต้องเข้าห้องเรียนพร้อมกันทุกวัน
ตลาดวิชาไม่ได้หมายถึงการทำให้เรียนง่ายลงนะคะ เพราะสุดท้ายผู้เรียนก็ยังต้องสอบและพิสูจน์ความรู้ของตัวเองเหมือนเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่คัดคนออกเพียงอย่างเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้คนจำนวนมากเข้าถึงความรู้ได้มากขึ้น ต่อให้พลาดจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดิม ก็ไม่ได้หมายความว่าประตูการศึกษาจะต้องปิดลงตรงนั้น
พูดง่าย ๆ ก็คือ มหาวิทยาลัยควรเป็นเหมือนตลาดความรู้ที่เปิดประตูไว้ ให้แต่ละคนเข้ามาเลือก เรียน และพิสูจน์ความสามารถด้วยตัวเอง
นี่จึงไม่ใช่แค่แนวคิดตั้งมหาวิทยาลัยเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ
“มหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชา”
ที่เชื่อว่าความรู้ควรเปิดกว้างสำหรับคนที่อยากเรียน
……………………………………………………………….
ความคิดดี แต่คำถามก็ตามมาเต็มไปหมด
แน่นอนค่ะ พอบอกว่าจะเปิดรับคนจำนวนมาก สมาชิกในสภาก็เริ่มตั้งคำถามกันทันที
ถ้ารับนักศึกษาเยอะมาก จะรักษามาตรฐานการศึกษาอย่างไร?
อาจารย์จะพอสอนไหม?
จะใช้สถานที่ไหน?
ต้องใช้งบประมาณเท่าไร?
คนที่อ่านหนังสือเองจะได้รับความรู้เท่ากับคนที่เข้าฟังคำบรรยายหรือเปล่า?
แล้วปริญญาจะได้รับการยอมรับแค่ไหน?
สมาชิกหลายคนเห็นด้วยกับเจตนาของร่างกฎหมาย แต่ยังไม่สบายใจกับรายละเอียด เพราะตอนนั้นยังมีช่องว่างอยู่อีกมาก ทั้งชื่อมหาวิทยาลัย สถานที่ตั้ง งบประมาณ และรูปแบบการบริหาร
ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดนี้ พลเอก ประภาศ จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าร่วมชี้แจงและเสนอรายชื่อกรรมาธิการฝ่ายรัฐบาล เพื่อเข้าไปช่วยพิจารณารายละเอียด
หลังอภิปรายกันอยู่นาน สภาก็ลงมติรับหลักการด้วยเสียงข้างมาก ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา 15 คน และกำหนดเวลาแปรญัตติ 30 วัน
ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่า ช่องว่างหลังคำว่า “มหาวิทยาลัย” จะถูกเติมด้วยชื่ออะไร
……………………………………………………………….
เก้าเดือนต่อมา มหาวิทยาลัยกลับมาพร้อมชื่อใหม่
วันที่ 2 กรกฎาคม 2513 ร่างกฎหมายฉบับเดิมกลับเข้าสู่สภาอีกครั้ง หลังผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการมาแล้ว
คราวนี้ช่องว่างตรงชื่อมหาวิทยาลัยถูกเติมเรียบร้อยว่า
“มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์”
เหตุผลของคณะกรรมาธิการคือ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในเขตรัตนโกสินทร์ อีกทั้งคำว่า “รัตนโกสินทร์” ยังเป็นชื่อกลาง ๆ ไม่ได้ผูกติดกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และมีความหมายเกี่ยวกับแก้วหรือพระอินทร์ ฟังดูเป็นมงคลดีด้วย
ชื่อก็ดูเรียบร้อย เหตุผลก็ฟังขึ้น น่าจะผ่านไปง่าย ๆ ใช่ไหมคะ?
แต่ไม่ค่ะ
นายแคล้ว นรปติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ลุกขึ้นมาบอกว่าไม่เห็นด้วยกับชื่อนี้ และเสนอชื่อใหม่ว่า
“มหาวิทยาลัยรามคำแหง”
ทำไมต้องชื่อ “รามคำแหง”?
นายแคล้วอธิบายว่า หากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษา ก็ควรใช้ชื่อบุคคลสำคัญที่มีคุณูปการต่อภาษาและการเรียนรู้ของคนไทย
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรไทย ทำให้คนไทยมีภาษาเขียนเป็นของตนเอง มหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นเพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้ จึงควรใช้พระนามของพระองค์เป็นชื่อ
สรุปให้สั้นที่สุดก็คือ
“มหาวิทยาลัยให้ความรู้ ส่วนพ่อขุนรามคำแหงทำให้คนไทยมีตัวหนังสือใช้ ชื่อนี้จึงเหมาะ”
แต่สมาชิกคนอื่นก็ไม่ได้เห็นด้วยทันทีนะคะ
บางคนถามกลับว่า ถ้าจะใช้พระนามของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการ ประเทศไทยก็มีอีกหลายพระองค์ แล้วเหตุใดจึงเลือกเฉพาะพ่อขุนรามคำแหง?
บางคนมองว่า มหาวิทยาลัยตั้งขึ้นในยุครัตนโกสินทร์ ไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย ชื่อ “รัตนโกสินทร์” จึงตรงทั้งยุคและสถานที่มากกว่า
จากที่ดูเหมือนจะคุยกันแค่เรื่องชื่อ กลายเป็นอภิปรายกันทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ ภาษา ความเหมาะสม และความหมายของการเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชน
อีกฝั่งอยากให้ชื่อบอกไปเลยว่าเป็น
“มหาวิทยาลัยของประชาชน”
นายทองดี อิสราชีวิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เสนออีกมุมหนึ่งว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ควรผูกติดกับชื่อบุคคลหรือยุคใดยุคหนึ่ง เพราะคนที่ออกเงินตั้งมหาวิทยาลัยก็คือประชาชนผ่านภาษี ส่วนคนที่จะเข้ามาเรียนก็คือประชาชนทั่วไป
เขาจึงเสนอชื่อในแนวว่า
• มหาวิทยาลัยราษฎร
• มหาวิทยาลัยราษฎรไทย
สมาชิกคนอื่นก็ช่วยกันเสนอชื่อเพิ่มเติม เช่น
• มหาวิทยาลัยประชาชน
• มหาวิทยาลัยของปวงชนชาวไทย
• มหาวิทยาลัยรามคำแหง
บรรยากาศช่วงนี้น่าจะคึกคักพอสมควรค่ะ เพราะทุกชื่อไม่ได้เสนอขึ้นมาเล่น ๆ แต่มีแนวคิดอยู่ข้างหลังทั้งหมด
ฝ่ายหนึ่งอยากให้ชื่อมหาวิทยาลัยยกย่องบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ส่วนอีกฝ่ายอยากให้ชื่อบอกไปตรง ๆ เลยว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นของประชาชน
“รัตนโกสินทร์” ถูกโหวตออก
ในที่สุด ประธานต้องถามที่ประชุมก่อนว่า จะคงชื่อ “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์” ตามที่คณะกรรมาธิการเสนอไว้ หรือจะเปลี่ยนชื่อ
ผลปรากฏว่า สมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่าควรเปลี่ยนค่ะ
เมื่อชื่อ “รัตนโกสินทร์” ไม่ผ่าน จึงต้องเลือกกันต่อว่าจะใช้ชื่ออะไรแทน ชื่อบางชื่อถูกถอนออกไป จนเหลือตัวเลือกที่นำมาลงมติอย่างชัดเจนสองชื่อ คือ
“มหาวิทยาลัยประชาชน”
กับ
“มหาวิทยาลัยรามคำแหง”
ประธานถามก่อนว่า ใครเห็นด้วยกับชื่อ “มหาวิทยาลัยประชาชน” ให้ยกมือขึ้น
มีผู้ยกมือ 3 คน
จากนั้นจึงถามว่า ใครเห็นด้วยกับชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง”
คราวนี้มีผู้ยกมือถึง 69 คน
คะแนนขาดลอยจนแทบไม่ต้องลุ้นเลยค่ะ ที่ประชุมจึงมีมติเปลี่ยนชื่อจาก “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์” เป็น
“มหาวิทยาลัยรามคำแหง”
ชื่อที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้จึงไม่ได้อยู่ในร่างกฎหมายมาตั้งแต่แรก แต่เกิดขึ้นกลางที่ประชุมสภา จากข้อเสนอของนายแคล้ว นรปติ และผ่านการลงมติแข่งกับชื่ออื่นจริง ๆ
……………………………………………………………….
ได้ชื่อแล้ว แต่เรื่องยังไม่จบ
หลังตัดสินเรื่องชื่อเรียบร้อย สภาก็กลับมาพิจารณาเนื้อหาของร่างกฎหมายต่อทีละมาตรา โดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครเข้าเรียน
หลักการของมหาวิทยาลัยแห่งนี้คือ ต้องการช่วยคนที่เรียนจบมัธยมศึกษาแล้วไม่มีที่เรียนต่อ จึงพยายามเปิดรับผู้เรียนให้กว้างกว่ามหาวิทยาลัยทั่วไป
ในที่ประชุมถึงกับมีการใช้คำภาษาอังกฤษว่า
“Open to all” — เปิดรับทุกคน
แต่พอได้ยินว่าจะเปิดรับทุกคน ก็มีคนทักทันทีว่า ถ้าเปิดกว้างจนไม่มีหลักเกณฑ์เลย นักศึกษาอาจมีจำนวนมากเกินกว่าที่มหาวิทยาลัยจะดูแลไหว และอาจกระทบต่อมาตรฐานการศึกษา
ที่ประชุมจึงอภิปรายกันต่อว่า ควรรับเฉพาะผู้ที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 5 หรือควรเปิดให้ผู้มีความรู้เทียบเท่า รวมถึงข้าราชการและผู้มีประสบการณ์บางกลุ่มเข้ามาเรียนได้ด้วย
ตรงนี้ทำให้เห็นว่า คนในสภาไม่ได้เถียงกันว่าจะ “ให้เรียนหรือไม่ให้เรียน” แต่กำลังพยายามหาจุดพอดีระหว่างสองเรื่อง คือ
เปิดโอกาสให้กว้างที่สุด
กับ
รักษาคุณภาพการศึกษาเอาไว้
……………………………………………………………….
ประชุมถึงเกือบสี่โมงเย็น แต่ยังพิจารณาไม่จบ
การอภิปรายในวันนั้นยาวไปจนเกือบสี่โมงเย็น แต่ร่างกฎหมายยังเหลืออีกหลายมาตรา
ที่ประชุมจึงรับรองเฉพาะมาตราที่พิจารณาเสร็จแล้ว และเลื่อนส่วนที่เหลือไปพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป
ดังนั้น วันที่ 2 กรกฎาคม 2513 จึงยังไม่ใช่วันที่ร่างพระราชบัญญัติผ่านครบทั้งฉบับ แต่เป็นวันที่เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดจุดหนึ่ง
เพราะมหาวิทยาลัยที่เคยมีเพียงช่องว่างว่า
“มหาวิทยาลัย ....”
ได้ชื่ออย่างเป็นทางการในชั้นพิจารณาของสภาว่า
“มหาวิทยาลัยรามคำแหง”
ชื่อเดียว แต่เล่าเรื่องได้ทั้งยุค
เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ชื่อมหาวิทยาลัยไม่ได้เกิดจากการคิดคำสวย ๆ แล้วใส่ลงไปเฉย ๆ
เบื้องหลังชื่อ
“รามคำแหง”
มีทั้งความพยายามแก้ปัญหาเด็กไม่มีที่เรียน แนวคิดมหาวิทยาลัยเปิด การรักษามาตรฐานการศึกษา การยกย่องบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ และคำถามว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ควรเป็นตัวแทนของใคร
จากร่างกฎหมายที่เริ่มต้นโดยยังไม่มีชื่อ ผ่านชื่อ “รัตนโกสินทร์” และตัวเลือกอีกหลายชื่อ สุดท้ายช่องว่างนั้นถูกเติมด้วยคะแนน 69 ต่อ 3
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าการได้ชื่อใหม่ คือแนวคิดที่ติดมากับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ นั่นคือแนวคิด “ตลาดวิชา” พื้นที่แห่งความรู้ที่เปิดประตูให้คนเข้ามาเรียนได้กว้างกว่าเดิม
จากเดิมที่สังคมอาจถามว่า
“เด็กคนนี้สอบติดมหาวิทยาลัยหรือไม่?”
คำถามจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น
“เราจะเปิดโอกาสให้คนที่อยากเรียน ได้มีโอกาสเรียนอย่างไร?”
และคำตอบหนึ่งของวันนั้น ก็คือมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่า “รามคำแหง”
มหาวิทยาลัยที่ครั้งหนึ่งยังไม่มีแม้แต่ชื่อ แต่เติบโตขึ้นมาพร้อมความคิดสำคัญว่า การไม่มีที่นั่งในมหาวิทยาลัยเดิม ไม่ควรหมายถึงการหมดสิทธิเรียนรู้
นั่นอาจเป็นคำอธิบายที่ชัดที่สุดว่า ทำไมมหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงกลายเป็นมหาวิทยาลัยของคนจำนวนมากมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ
อ่านตอนที่ 2 ได้ ตามลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ
________________________________________
แหล่งข้อมูล
• รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 17/2512 วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม 2512 ช่วงเสนอและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย
• รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2/2513 วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2513 ช่วงพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย
31/08/2026
🔎 #ตารางเรียน🔎 #ตารางสอบ🔎 #ดูที่ไหน
นักศึกษาส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สามารถตรวจสอบตารางเรียนและตารางสอบด้วยตนเอง ดังนี้
🛜📡 #นักศึกษาส่วนกลาง ม.ร.30
www.ru.ac.th/th/Mr30
🛜📡 #นักศึกษาส่วนภูมิภาค
คู่มือลงทะเบียนส่วนภูมิภาค
https://www.ru.ac.th/th/index.php/ArticleMrCampus/index?qa=1&tag=การลงทะเบียน
🔎ตารางสอบไล่รายบุคคล ดูตึกสอบ แถว/ที่นั่งสอบ สามารถตรวจสอบได้ก่อนสอบประมาณ 1 สัปดาห์ ผ่านระบบ e-Service ตามลิ้งก์ด้านล่าง https://beta-e-service.ru.ac.th/
30/08/2026
#คอร์สฝึกภาษา.✈️. #เรียนฟรีตลอดชีพ
เรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย..ที่ไหนเมื่อไหร่ก็เรียนได้
🇬🇧✍️🇬🇧✍️🇬🇧✍️🇬🇧✍️🇬🇧✍️🇬🇧✍️🇬🇧
ฟังภาษาอังกฤษจากสถานการณ์จริง (Listening English in Real Situation) 53 นาที
🔗 https://l.shobshop.co/bdQ2
ออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างไรให้โฟลว์ Flowing with English Pronunciation 1.26 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/xPNY
Basic TOEIC Vocab ปูพื้นฐานศัพท์โทอิค 1.28 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/Fk3N
TOEIC UPDATE ล่าสุด สอบอะไรบ้าง 24 นาที
🔗 https://l.shobshop.co/MdhE
GRAMMAR สรุป ให้เข้าใจ ง่าย ๆ 3.23 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/Thgq
Free Daily Grammar เรียนง่ายใช้ได้จริง 1.51 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/ruF7
ปูพื้นฐานการทำข้อสอบ Reading 1.54 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/g5ev
Free Basic Writing สอนคุณเขียนภาษาอังกฤษแบบง่าย ๆ 2.28 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/oBjf
เจาะลึกข้อสอบ IELTS แต่ละพาร์ทสอบอะไรบ้าง 56 นาที
🔗 https://l.shobshop.co/SUAv
Free IELTS Vocab เตรียมพร้อมคำศัพท์ก่อนสอบ IELTS 2.54 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/dqmj
Free สอนศัพท์ TOEFL ITP 1.56 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/Vabz
10 ขั้นตอนการพูดภาษาอังกฤษจากความรู้สึก (10 Steps for Speaking English from Your Heart) 1.31 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/uzoB
สัมผัสคำศัพท์ในใจ แบบไม่ต้องท่องจำ (Touching Vocabulary from Your Heart) 20 นาที
🔗 https://l.shobshop.co/jDLt
28/08/2026
#นักศึกษาภูมิภาค📌 #ปฎิทินการศึกษา2569
ปฎิทินการศึกษาของนักศึกษาส่วนภูมิภาค เทอม 2 ปีการศึกษา 2569 และภาคฤดูร้อน 2569
🏢 30 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน 2569
ลงทะเบียนเรียนทางไปรษณีย์
🏢 30 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2569
ลงทะเบียนเรียนนักศึกษาเก่า 2/2569 ทาง Internet และ Application
🏢 18 พฤศจิกายน 2569 - 2 มีนาคม 2570 บรรยายผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ (เฉพาะกระบวนวิชาที่มหาวิทยาลัยกำหนด)
🏢 21 พฤศจิกายน 2569 - 7 มีนาคม 2570 บรรยายสรุปที่สาขาวิทยบริการฯ (เฉพาะกระบวนวิชาที่มหาวิทยาลัยกำหนด)
🏢 21 พฤศจิกายน 2569 - 7 มีนาคม 2570 บรรยายสรุปที่สาขาวิทยบริการฯ (เฉพาะกระบวนวิชาที่มหาวิทยาลัยกำหนด)
🏢 2-3 ธันวาคม 2569
ลงทะเบียนเรียนนักศึกษาเก่า เทอม 2/2569 ทาง Internet และ Application (ล่าช้ามีค่าปรับ)
🏢 24-28 ธันวาคม 2569
ลงทะเบียนสอบซ่อม เทอม 1/2569 ทาง Internet และ Application
🏢 4 มกราคม 2570
ลงทะเบียนสอบซ่อมเทอม 1/2569 ทาง Internet และ Application (ล่าช้ามีค่าปรับ)
🏢 11-14 มกราคม 2570
บอกเลิก - บอกเพิ่ม กระบวนวิชาเทอม 2/2569 ทาง Internet
🏢 30-31 มกราคม 2570
วันสอบซ่อม เทอม 1/2569
🏢 6-7 กุมภาพันธ์ 2570
วันสอบซ่อม เทอม 1/2569
🏢 27-28 มีนาคม 2570
วันสอบไล่ เทอม 2/2569
🏢 3-4 เมษายน 2570
วันสอบไล่ เทอม 2/2569
🏢 5 เมษายน 2570
วันสำเร็จการศึกษา
________________ฤดูร้อน 2569______________
🌩️🏜️ 26-30 มีนาคม 2570
ลงทะเบียนเรียนทางไปรษณีย์
🌩️🏜️ 26-31 มีนาคม 2570
ลงทะเบียนเรียน ภาคฤดูร้อน/2569 ทาง Internet และ Application
🌩️🏜️ 8 เมษายน 2570
ลงทะเบียนเรียน ภาคฤดูร้อน/2569 ทาง Internet และ Application (ล่าช้ามีค่าปรับ)
🌩️🏜️ 19-21 เมษายน 2570
บอกเลิก - บอกเพิ่มกระบวนวิชา ภาคฤดูร้อน/2569 ทาง Internet
🌩️🏜️ 27 เมษายน - 25 พฤษภาคม 2570 บรรยายผ่านระบบสารสนเทศ
🌩️🏜️ 29-30 พฤษภาคม 2570
วันสอบไล่ ภาคฤดูร้อน/2569
🌩️🏜️ 5-6 มิถุนายน 2570
วันสอบไล่ ภาคฤดูร้อน/2569
🌩️🏜️ 7 มิถุนายน 2570
วันสำเร็จการศึกษาและปิดภาคเรียน
27/08/2026
✍️🚍 #นักศึกษาภูมิภาคพร้อมหรือยัง🚍✍️
นักศึกษาส่วนภูมิภาค เตรียมตัวสอบซ่อม ภาค 2 และ ฤดูร้อน/2568 🚍 29- 30 สิงหาคม 2569 และวันที่ 🚍 5 - 6 กันยายน 2569
🟠 ตรวจสอบตารางสอบทาง E-service
https://beta-e-service.ru.ac.th
🟠 เตรียมหลักฐานการเข้าสอบ
🟠 แต่งกายสุภาพเข้าสอบ
🟠 เตรียมอุปกรณ์การสอบให้พร้อม
25/08/2026
___✊ #ภายใน45วัน✊ #ทราบผลสอบ✊___
วันนี้สอบเสร็จแล้ว อีกไม่นานเกินรอ (ภายใน 45 วัน) นักศึกษาส่วนกลาง สามารถตรวจสอบผลการเรียนของตนเองได้ ตามลิงก์ด้านล่างนี้ 👇👇👇 https://beta-e-service.ru.ac.th/
25/08/2026
✍️⏰ #คาบสุดท้ายของการสอบซ่อม⏰✍️
มาถึงโค้งสุดท้ายของการสอบซ่อมเทอม 2 และภาคฤดูร้อน/2568 ของนักศึกษาส่วนกลาง จากสนามสอบมหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก)
🙏 ด้วยบารมีขององค์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
จงดลบันดาลให้นักศึกษาทุกคน ประสบความสำเร็จในการสอบซ่อมในครั้งนี้
คลิกที่นี่เพื่อรับประกาศแบบสปอนเซอร์ของคุณ
หมวดหมู่
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
แจ้งเตือน
เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Knowledge Bank โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ