Knowledge Bank

Knowledge Bank

แชร์

ห้องสมุด - สถาบันการศึกษา - หน่วยงานราชการ

06/09/2026

🙏 #คาถาบูชาพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ตั้งนะโม ๓ จบ
พะยะเก มะพะยะ (๕ ครั้ง)

🙏 #คำถวายเครื่องสังเวย
ตั้งนะโม ๓ จบ
รามคำแหงมหาราช จะบูรพาเย
จะเรวะโส สุขัง นะกัสสะโป

🙏 #คำอธิษฐาน
ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
ข้าพระพุทธเจ้า....................ขอตั้งจิตอุทิศบุญกุศลที่ข้าพระพุทธเจ้าสร้างข้ามชาติข้ามภพ ขอบุญกุศลนั้นถวายเป็นราชกุศลแด่ดวงพระวิญญาณขององค์พ่อขุนรามคำแหงมหาราชตลอดจนดวงพระวิญญาณของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แม่นางเสืองมหาราชินีพระราชบิดาพระราชมารดา ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์แห่งราชวงพระร่วงเจ้าทุกพระองค์ ขอพระองค์จงแผ่พระบารมีประธานพระพรให้ข้าพเจ้าตลอดจนสาธุชนผู้ประกอบกุศลวัตร เปล่งวาจาอันใดจงมีสติปัญญาใช้ภาษาแห่งพระองค์ คือภาษาไทย จงมีความเจริญรุ่งเรือง รุ่งโรจน์ก้าวหน้า คิดอ่านเขียนเรียนศึกษาจงมีปัญญาเฉลียวฉลาดสว่างไสวด้วยพุทธธรรมน้อมนำให้เกิดบังเกิดความสุขความเจริญ ข้าพระพุทธเจ้าจะพูดคำอันใดที่เป็นมงคลภายใต้กรอบศีลกรอบธรรมขอให้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รักแก่มนุษย์และแก่เทพยดาทั้งหลาย ขอการมงคลนี้จงเกิดขึ้นแก่ข้าพระพุทธเจ้าตลอดจนสาธุชนทั้งหลาย บัดนี้สืบไปเมื่อหน้าด้วยเทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : อาจารย์ลักษณ์ เรขา นิเทศ

Photos from Knowledge Bank's post 04/09/2026

⛵⚓ #ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค⚓⛵
การซักซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน และในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ณ วัดอรุณราชวราราม เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ให้การจัดขบวนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ

⚓ ซ้อมย่อยครั้งที่ 4 จากทั้งหมด 10 ครั้ง
การซ้อมขบวนเรือพระราชพิธีอยู่ระหว่างการซ้อมย่อยเป็นรูปกระบวนในแม่น้ำ ก่อนเข้าสู่การซ้อมใหญ่เสมือนจริงอีก 2 ครั้ง

⚓ กำหนดการซ้อมที่เหลือ
• ครั้งที่ 5—8 ก.ย. 69
• ครั้งที่ 6—17 ก.ย. 69
• ครั้งที่ 7—23 ก.ย. 69
• ครั้งที่ 8—2 ต.ค. 69
• ครั้งที่ 9—8 ต.ค. 69
• ครั้งที่ 10—15 ต.ค. 69ฝ
ซ้อมใหญ่เสมือนจริง
• ครั้งที่ 1—21 ต.ค. 69
• ครั้งที่ 2—28 ต.ค. 69

🚩 ขบวนเรือพระราชพิธีครั้งนี้
👥 กำลังพลประจำเรือ 2,200 นาย
🚤 เรือพระราชพิธี 52 ลำ
〰️ จัดเป็น 5 ริ้ว 3 สาย
📏 ความยาวขบวน 1,280 เมตร กว้าง 90 เมตร
📍 เส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน 3.9 กิโลเมตร จากท่าวาสุกรีถึงวัดอรุณราชวราราม

ประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสำคัญ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือประทับพระราชอาสน์, เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งรอง รวมถึง เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือเชิญผ้าพระกฐิน

ซึ่งการเตรียมความพร้อมครั้งนี้เป็นความร่วมมือของกองทัพเรือ สำนักพระราชวัง กรมศิลปากร กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกขั้นตอนของพระราชพิธีดำเนินไปอย่างพร้อมเพรียง เรียบร้อย และ สมพระเกียรติ

02/09/2026

#เคล็ดลับเอาชนะความขี้เกียจอ่านหนังสือ📖
📙📗1.เริ่มอ่านทีละน้อย ๆ📘📒
ถ้าเราตั้งเป้าหมายในการอ่านหนังสือใหญ่เกินไปอาจทำให้รู้สึกหมดกำลังใจและขี้เกียจได้ แนะนำว่าให้เริ่มอ่านทีละน้อยๆ เช่น กำหนดว่าวันนี้จะอ่านกี่หัวข้อ กี่หน้าหรือกำหนดว่าจะทำข้อสอบ 1-2 ชุด แบบนี้จะช่วยให้รู้สึกว่าลงมือทำได้ง่ายขึ้น แล้วเมื่อทำได้ตามเป้าหมายก็อนุญาตให้ตัวเองขี้เกียจบ้างก็ได้แล้วค่อยกลับมาอ่านต่ออีกครั้ง

📘📕2.กำหนดตารางอ่านหนังสือ📒📙
ยิ่งรอให้มีอารมณ์อ่าน จะทำให้เราผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ แนะนำว่าควรมีตารางอ่านหนังสือจะช่วยให้สมองโฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำได้มากกว่า แต่อย่าเคร่งเกินไป เพราะอาจกดดันตัวเองจนทำให้รู้สึกขี้เกียจได้ เช่น กำหนดคร่าว ๆ ว่าวันนี้จะอ่าน 2 ชั่วโมง โดยแบ่งเวลาอ่าน 25 นาที พัก 5 นาที แล้วทำซ้ำจนครบก็จะได้พักยาว ๆ

📕📒3.ตัดสินใจลงมือทำใน 5 วินาที📗📘
ฝืนความขี้เกียจด้วย ‘กฎ 5 วินาที’ ของ Mel Robbins โดยเทคนิคคือ ถ้าอยากทำอะไรเพื่อบรรลุเป้าหมาย ต้องลงมือทำภายใน 5 วินาที ก่อนที่สมองจะหาทางต่อต้านความคิดนั้นไปจนทำให้เรารู้สึกขี้เกียจ แค่นับถอยหลัง 5-4-3-2-1 แล้วลงมือทำ เช่น ตั้งเป้าไว้ว่าจะลุกขึ้นมาอ่านหนังสือตอนเช้า ก็ให้นับถอยหลังแล้วลุกจากเตียงทันที!

📒📘4.ย้ำเตือนเป้าหมายของเราบ่อย ๆ📗📒
อยากเลิกขี้เกียจต้องมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน ให้เขียนเป้าหมายของตัวเองออกมาว่า เราอยากสอบติดคณะอะไร มหาวิทยาลัยไหน หรืออยากให้ชีวิตในอนาคตของเราเป็นแบบไหน แล้วย้ำเตือนตัวเองบ่อย ๆ ทุกวันได้ยิ่งดี เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง จะช่วยกระตุ้นให้เลิกขี้เกียจและมีไฟในการอ่านหนังสือมากขึ้น

01/09/2026

ตอนที่ 1......

วันที่ “มหาวิทยาลัย” ยังไม่มีชื่อ
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ จากช่องว่างในร่างกฎหมาย สู่ชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง”
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ลองนึกภาพตามนะคะ วันหนึ่งมีคนเสนอให้ตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ขึ้นมา ทุกคนรู้ว่าจะตั้งไปทำไม รู้คร่าว ๆ ด้วยว่าจะเปิดสอนแบบไหน แต่กลับยังตอบไม่ได้ว่า
“แล้วมหาวิทยาลัยนี้จะชื่ออะไร?”
ฟังดูเหมือนคนเสนอคิดชื่อไม่ทัน แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในสภาผู้แทนราษฎรค่ะ
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2512 มีร่างกฎหมายฉบับหนึ่งเข้าสู่การพิจารณาของสภา ชื่อที่ปรากฏในเอกสารคือ
“ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย .... พ.ศ. ....”
ไม่ได้พิมพ์ตกนะคะ ตรงชื่อมหาวิทยาลัยกับปีของกฎหมายเว้นเป็นจุดเอาไว้จริง ๆ
แม้ตอนนั้นมหาวิทยาลัยจะยังไม่มีชื่อ แต่เหตุผลที่ต้องตั้งกลับชัดเจนมาก เพราะจำนวนเด็กที่เรียนจบมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่มหาวิทยาลัยเดิมมีที่นั่งจำกัด เด็กอยากเรียนต่อมีมาก แต่มหาวิทยาลัยรับไม่ไหว
หลายคนจึงต้องหยุดเรียน ทั้งที่ยังอยากเรียนต่อ ส่วนครอบครัวที่พอมีกำลังก็ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยต้องเสียเงินตราต่างประเทศตามไปด้วย
โจทย์ใหญ่ในวันนั้นจึงไม่ใช่แค่
“จะสร้างมหาวิทยาลัยเพิ่มอีกแห่งไหม?”
แต่เป็น
“เราจะทำอย่างไรให้คนที่อยากเรียน มีโอกาสได้เรียน?”
​
……………………………………………………………….
คนที่หยิบเรื่องนี้เข้าสภา
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ผู้เสนอร่างกฎหมายคือ นายประมวล กุลมาตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยสมาชิกอีกหลายคน
แนวคิดของผู้เสนอถือว่าใหม่พอสมควรสำหรับยุคนั้น เพราะไม่ได้ต้องการสร้างมหาวิทยาลัยที่เหมือนแห่งเดิมทุกอย่าง แต่คิดถึงมหาวิทยาลัยที่เปิดประตูให้คนเข้าเรียนได้กว้างขึ้น
ผู้เรียนอาจมาเข้าฟังคำบรรยายที่มหาวิทยาลัย หรือจะอ่านตำราและศึกษาด้วยตัวเอง แล้วมาสอบตามหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดก็ได้
พูดง่าย ๆ คือ การเรียนมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องหมายถึงการนั่งอยู่ในห้องเรียนทุกวันอีกต่อไป
หัวใจของแนวคิดนี้สรุปได้ด้วยประโยคเดียวเลยค่ะ
​
“ไม่มีที่นั่งเรียน” ไม่ควรแปลว่า “ไม่มีสิทธิเรียน”
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ เพราะเด็กที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความสามารถเสมอไป บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็ก แต่อยู่ที่จำนวนที่นั่งซึ่งมีน้อยกว่าจำนวนคนสมัครมาก
มหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้จึงถูกคิดขึ้นมาเพื่อเพิ่ม “ทางเข้า” สู่การศึกษา ใครมีความตั้งใจก็เข้ามาเรียนได้ แล้วใช้การสอบเป็นเครื่องพิสูจน์ความรู้ของตัวเอง
​
……………………………………………………………….
จากมหาวิทยาลัยเปิด สู่แนวคิด “ตลาดวิชา”
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ถ้าจะหาคำสั้น ๆ มาอธิบายมหาวิทยาลัยแบบนี้ คำว่า “ตลาดวิชา” น่าจะเห็นภาพที่สุดค่ะ
ลองนึกถึงตลาดทั่วไปที่มีของหลายอย่างให้เลือก ใครสนใจอะไรก็เดินเข้าไปหาได้ แนวคิดของตลาดวิชาก็คล้ายกัน เพียงแต่สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ข้าวของ แต่เป็นความรู้
ผู้เรียนเลือกวิชาที่สนใจได้ จะเข้าฟังคำบรรยายที่มหาวิทยาลัย หรืออ่านหนังสือและศึกษาด้วยตัวเองก็ได้ แล้วค่อยมาสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องเรียนด้วยวิธีเดียวกัน หรือต้องเข้าห้องเรียนพร้อมกันทุกวัน
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ตลาดวิชาไม่ได้หมายถึงการทำให้เรียนง่ายลงนะคะ เพราะสุดท้ายผู้เรียนก็ยังต้องสอบและพิสูจน์ความรู้ของตัวเองเหมือนเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่คัดคนออกเพียงอย่างเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้คนจำนวนมากเข้าถึงความรู้ได้มากขึ้น ต่อให้พลาดจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดิม ก็ไม่ได้หมายความว่าประตูการศึกษาจะต้องปิดลงตรงนั้น
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ พูดง่าย ๆ ก็คือ มหาวิทยาลัยควรเป็นเหมือนตลาดความรู้ที่เปิดประตูไว้ ให้แต่ละคนเข้ามาเลือก เรียน และพิสูจน์ความสามารถด้วยตัวเอง
นี่จึงไม่ใช่แค่แนวคิดตั้งมหาวิทยาลัยเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ
​
“มหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชา”
​
ที่เชื่อว่าความรู้ควรเปิดกว้างสำหรับคนที่อยากเรียน
​
……………………………………………………………….
ความคิดดี แต่คำถามก็ตามมาเต็มไปหมด
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ แน่นอนค่ะ พอบอกว่าจะเปิดรับคนจำนวนมาก สมาชิกในสภาก็เริ่มตั้งคำถามกันทันที
​
ถ้ารับนักศึกษาเยอะมาก จะรักษามาตรฐานการศึกษาอย่างไร?
อาจารย์จะพอสอนไหม?
จะใช้สถานที่ไหน?
ต้องใช้งบประมาณเท่าไร?
คนที่อ่านหนังสือเองจะได้รับความรู้เท่ากับคนที่เข้าฟังคำบรรยายหรือเปล่า?
แล้วปริญญาจะได้รับการยอมรับแค่ไหน?
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ สมาชิกหลายคนเห็นด้วยกับเจตนาของร่างกฎหมาย แต่ยังไม่สบายใจกับรายละเอียด เพราะตอนนั้นยังมีช่องว่างอยู่อีกมาก ทั้งชื่อมหาวิทยาลัย สถานที่ตั้ง งบประมาณ และรูปแบบการบริหาร
ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดนี้ พลเอก ประภาศ จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าร่วมชี้แจงและเสนอรายชื่อกรรมาธิการฝ่ายรัฐบาล เพื่อเข้าไปช่วยพิจารณารายละเอียด
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ หลังอภิปรายกันอยู่นาน สภาก็ลงมติรับหลักการด้วยเสียงข้างมาก ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา 15 คน และกำหนดเวลาแปรญัตติ 30 วัน
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่า ช่องว่างหลังคำว่า “มหาวิทยาลัย” จะถูกเติมด้วยชื่ออะไร
​
……………………………………………………………….
เก้าเดือนต่อมา มหาวิทยาลัยกลับมาพร้อมชื่อใหม่
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ วันที่ 2 กรกฎาคม 2513 ร่างกฎหมายฉบับเดิมกลับเข้าสู่สภาอีกครั้ง หลังผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการมาแล้ว
คราวนี้ช่องว่างตรงชื่อมหาวิทยาลัยถูกเติมเรียบร้อยว่า
​
“มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์”
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ เหตุผลของคณะกรรมาธิการคือ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในเขตรัตนโกสินทร์ อีกทั้งคำว่า “รัตนโกสินทร์” ยังเป็นชื่อกลาง ๆ ไม่ได้ผูกติดกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และมีความหมายเกี่ยวกับแก้วหรือพระอินทร์ ฟังดูเป็นมงคลดีด้วย
ชื่อก็ดูเรียบร้อย เหตุผลก็ฟังขึ้น น่าจะผ่านไปง่าย ๆ ใช่ไหมคะ?
​
แต่ไม่ค่ะ
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ นายแคล้ว นรปติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ลุกขึ้นมาบอกว่าไม่เห็นด้วยกับชื่อนี้ และเสนอชื่อใหม่ว่า
​
“มหาวิทยาลัยรามคำแหง”
​
ทำไมต้องชื่อ “รามคำแหง”?
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ นายแคล้วอธิบายว่า หากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษา ก็ควรใช้ชื่อบุคคลสำคัญที่มีคุณูปการต่อภาษาและการเรียนรู้ของคนไทย
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรไทย ทำให้คนไทยมีภาษาเขียนเป็นของตนเอง มหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นเพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้ จึงควรใช้พระนามของพระองค์เป็นชื่อ
​
สรุปให้สั้นที่สุดก็คือ
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “มหาวิทยาลัยให้ความรู้ ส่วนพ่อขุนรามคำแหงทำให้คนไทยมีตัวหนังสือใช้ ชื่อนี้จึงเหมาะ”
​
แต่สมาชิกคนอื่นก็ไม่ได้เห็นด้วยทันทีนะคะ
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ บางคนถามกลับว่า ถ้าจะใช้พระนามของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการ ประเทศไทยก็มีอีกหลายพระองค์ แล้วเหตุใดจึงเลือกเฉพาะพ่อขุนรามคำแหง?
บางคนมองว่า มหาวิทยาลัยตั้งขึ้นในยุครัตนโกสินทร์ ไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย ชื่อ “รัตนโกสินทร์” จึงตรงทั้งยุคและสถานที่มากกว่า
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ จากที่ดูเหมือนจะคุยกันแค่เรื่องชื่อ กลายเป็นอภิปรายกันทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ ภาษา ความเหมาะสม และความหมายของการเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชน
อีกฝั่งอยากให้ชื่อบอกไปเลยว่าเป็น
​
“มหาวิทยาลัยของประชาชน”
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ นายทองดี อิสราชีวิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เสนออีกมุมหนึ่งว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ควรผูกติดกับชื่อบุคคลหรือยุคใดยุคหนึ่ง เพราะคนที่ออกเงินตั้งมหาวิทยาลัยก็คือประชาชนผ่านภาษี ส่วนคนที่จะเข้ามาเรียนก็คือประชาชนทั่วไป
เขาจึงเสนอชื่อในแนวว่า
​ ​ ​ ​ • มหาวิทยาลัยราษฎร
​ ​ ​ ​ • มหาวิทยาลัยราษฎรไทย
​
สมาชิกคนอื่นก็ช่วยกันเสนอชื่อเพิ่มเติม เช่น
​
​ ​ ​ ​ • มหาวิทยาลัยประชาชน
​ ​ ​ ​ • มหาวิทยาลัยของปวงชนชาวไทย
​ ​ ​ ​ • มหาวิทยาลัยรามคำแหง
​
​ ​ ​ ​ บรรยากาศช่วงนี้น่าจะคึกคักพอสมควรค่ะ เพราะทุกชื่อไม่ได้เสนอขึ้นมาเล่น ๆ แต่มีแนวคิดอยู่ข้างหลังทั้งหมด
ฝ่ายหนึ่งอยากให้ชื่อมหาวิทยาลัยยกย่องบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ส่วนอีกฝ่ายอยากให้ชื่อบอกไปตรง ๆ เลยว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นของประชาชน
“รัตนโกสินทร์” ถูกโหวตออก
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ในที่สุด ประธานต้องถามที่ประชุมก่อนว่า จะคงชื่อ “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์” ตามที่คณะกรรมาธิการเสนอไว้ หรือจะเปลี่ยนชื่อ
ผลปรากฏว่า สมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่าควรเปลี่ยนค่ะ
เมื่อชื่อ “รัตนโกสินทร์” ไม่ผ่าน จึงต้องเลือกกันต่อว่าจะใช้ชื่ออะไรแทน ชื่อบางชื่อถูกถอนออกไป จนเหลือตัวเลือกที่นำมาลงมติอย่างชัดเจนสองชื่อ คือ
​
“มหาวิทยาลัยประชาชน”
กับ
“มหาวิทยาลัยรามคำแหง”
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ประธานถามก่อนว่า ใครเห็นด้วยกับชื่อ “มหาวิทยาลัยประชาชน” ให้ยกมือขึ้น
มีผู้ยกมือ 3 คน
จากนั้นจึงถามว่า ใครเห็นด้วยกับชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง”
คราวนี้มีผู้ยกมือถึง 69 คน
คะแนนขาดลอยจนแทบไม่ต้องลุ้นเลยค่ะ ที่ประชุมจึงมีมติเปลี่ยนชื่อจาก “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์” เป็น
​
“มหาวิทยาลัยรามคำแหง”
​
ชื่อที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้จึงไม่ได้อยู่ในร่างกฎหมายมาตั้งแต่แรก แต่เกิดขึ้นกลางที่ประชุมสภา จากข้อเสนอของนายแคล้ว นรปติ และผ่านการลงมติแข่งกับชื่ออื่นจริง ๆ
​
……………………………………………………………….
ได้ชื่อแล้ว แต่เรื่องยังไม่จบ
​
​ ​ ​ ​ หลังตัดสินเรื่องชื่อเรียบร้อย สภาก็กลับมาพิจารณาเนื้อหาของร่างกฎหมายต่อทีละมาตรา โดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครเข้าเรียน
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ หลักการของมหาวิทยาลัยแห่งนี้คือ ต้องการช่วยคนที่เรียนจบมัธยมศึกษาแล้วไม่มีที่เรียนต่อ จึงพยายามเปิดรับผู้เรียนให้กว้างกว่ามหาวิทยาลัยทั่วไป
ในที่ประชุมถึงกับมีการใช้คำภาษาอังกฤษว่า
​
“Open to all” — เปิดรับทุกคน
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ แต่พอได้ยินว่าจะเปิดรับทุกคน ก็มีคนทักทันทีว่า ถ้าเปิดกว้างจนไม่มีหลักเกณฑ์เลย นักศึกษาอาจมีจำนวนมากเกินกว่าที่มหาวิทยาลัยจะดูแลไหว และอาจกระทบต่อมาตรฐานการศึกษา
ที่ประชุมจึงอภิปรายกันต่อว่า ควรรับเฉพาะผู้ที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 5 หรือควรเปิดให้ผู้มีความรู้เทียบเท่า รวมถึงข้าราชการและผู้มีประสบการณ์บางกลุ่มเข้ามาเรียนได้ด้วย
ตรงนี้ทำให้เห็นว่า คนในสภาไม่ได้เถียงกันว่าจะ “ให้เรียนหรือไม่ให้เรียน” แต่กำลังพยายามหาจุดพอดีระหว่างสองเรื่อง คือ
​
เปิดโอกาสให้กว้างที่สุด
กับ
รักษาคุณภาพการศึกษาเอาไว้
​
……………………………………………………………….
ประชุมถึงเกือบสี่โมงเย็น แต่ยังพิจารณาไม่จบ
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ การอภิปรายในวันนั้นยาวไปจนเกือบสี่โมงเย็น แต่ร่างกฎหมายยังเหลืออีกหลายมาตรา
ที่ประชุมจึงรับรองเฉพาะมาตราที่พิจารณาเสร็จแล้ว และเลื่อนส่วนที่เหลือไปพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ดังนั้น วันที่ 2 กรกฎาคม 2513 จึงยังไม่ใช่วันที่ร่างพระราชบัญญัติผ่านครบทั้งฉบับ แต่เป็นวันที่เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดจุดหนึ่ง
เพราะมหาวิทยาลัยที่เคยมีเพียงช่องว่างว่า
“มหาวิทยาลัย ....”
ได้ชื่ออย่างเป็นทางการในชั้นพิจารณาของสภาว่า
​
“มหาวิทยาลัยรามคำแหง”
​
ชื่อเดียว แต่เล่าเรื่องได้ทั้งยุค
เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ชื่อมหาวิทยาลัยไม่ได้เกิดจากการคิดคำสวย ๆ แล้วใส่ลงไปเฉย ๆ
เบื้องหลังชื่อ
​
“รามคำแหง”
​
มีทั้งความพยายามแก้ปัญหาเด็กไม่มีที่เรียน แนวคิดมหาวิทยาลัยเปิด การรักษามาตรฐานการศึกษา การยกย่องบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ และคำถามว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ควรเป็นตัวแทนของใคร
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ จากร่างกฎหมายที่เริ่มต้นโดยยังไม่มีชื่อ ผ่านชื่อ “รัตนโกสินทร์” และตัวเลือกอีกหลายชื่อ สุดท้ายช่องว่างนั้นถูกเติมด้วยคะแนน 69 ต่อ 3
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าการได้ชื่อใหม่ คือแนวคิดที่ติดมากับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ นั่นคือแนวคิด “ตลาดวิชา” พื้นที่แห่งความรู้ที่เปิดประตูให้คนเข้ามาเรียนได้กว้างกว่าเดิม
จากเดิมที่สังคมอาจถามว่า
“เด็กคนนี้สอบติดมหาวิทยาลัยหรือไม่?”
คำถามจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น
“เราจะเปิดโอกาสให้คนที่อยากเรียน ได้มีโอกาสเรียนอย่างไร?”
​
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ และคำตอบหนึ่งของวันนั้น ก็คือมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่า “รามคำแหง”
มหาวิทยาลัยที่ครั้งหนึ่งยังไม่มีแม้แต่ชื่อ แต่เติบโตขึ้นมาพร้อมความคิดสำคัญว่า การไม่มีที่นั่งในมหาวิทยาลัยเดิม ไม่ควรหมายถึงการหมดสิทธิเรียนรู้
นั่นอาจเป็นคำอธิบายที่ชัดที่สุดว่า ทำไมมหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงกลายเป็นมหาวิทยาลัยของคนจำนวนมากมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ

อ่านตอนที่ 2 ได้ ตามลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ
________________________________________
แหล่งข้อมูล
​
​ ​ ​ ​ • รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 17/2512 วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม 2512 ช่วงเสนอและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย
​ ​ ​ ​ • รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2/2513 วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2513 ช่วงพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย

31/08/2026

🔎 #ตารางเรียน🔎 #ตารางสอบ🔎 #ดูที่ไหน
นักศึกษาส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สามารถตรวจสอบตารางเรียนและตารางสอบด้วยตนเอง ดังนี้

🛜📡 #นักศึกษาส่วนกลาง ม.ร.30
www.ru.ac.th/th/Mr30

🛜📡 #นักศึกษาส่วนภูมิภาค
คู่มือลงทะเบียนส่วนภูมิภาค
https://www.ru.ac.th/th/index.php/ArticleMrCampus/index?qa=1&tag=การลงทะเบียน

🔎ตารางสอบไล่รายบุคคล ดูตึกสอบ แถว/ที่นั่งสอบ สามารถตรวจสอบได้ก่อนสอบประมาณ 1 สัปดาห์ ผ่านระบบ e-Service ตามลิ้งก์ด้านล่าง https://beta-e-service.ru.ac.th/

30/08/2026

#คอร์สฝึกภาษา.✈️. #เรียนฟรีตลอดชีพ
เรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย..ที่ไหนเมื่อไหร่ก็เรียนได้
🇬🇧✍️🇬🇧✍️🇬🇧✍️🇬🇧✍️🇬🇧✍️🇬🇧✍️🇬🇧
ฟังภาษาอังกฤษจากสถานการณ์จริง (Listening English in Real Situation) 53 นาที
🔗 https://l.shobshop.co/bdQ2

ออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างไรให้โฟลว์ Flowing with English Pronunciation 1.26 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/xPNY

Basic TOEIC Vocab ปูพื้นฐานศัพท์โทอิค 1.28 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/Fk3N

TOEIC UPDATE ล่าสุด สอบอะไรบ้าง 24 นาที
🔗 https://l.shobshop.co/MdhE

GRAMMAR สรุป ให้เข้าใจ ง่าย ๆ 3.23 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/Thgq

Free Daily Grammar เรียนง่ายใช้ได้จริง 1.51 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/ruF7

ปูพื้นฐานการทำข้อสอบ Reading 1.54 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/g5ev

Free Basic Writing สอนคุณเขียนภาษาอังกฤษแบบง่าย ๆ 2.28 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/oBjf

เจาะลึกข้อสอบ IELTS แต่ละพาร์ทสอบอะไรบ้าง 56 นาที
🔗 https://l.shobshop.co/SUAv

Free IELTS Vocab เตรียมพร้อมคำศัพท์ก่อนสอบ IELTS 2.54 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/dqmj

Free สอนศัพท์ TOEFL ITP 1.56 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/Vabz

10 ขั้นตอนการพูดภาษาอังกฤษจากความรู้สึก (10 Steps for Speaking English from Your Heart) 1.31 ชม.
🔗 https://l.shobshop.co/uzoB

สัมผัสคำศัพท์ในใจ แบบไม่ต้องท่องจำ (Touching Vocabulary from Your Heart) 20 นาที
🔗 https://l.shobshop.co/jDLt

28/08/2026

#นักศึกษาภูมิภาค📌 #ปฎิทินการศึกษา2569
ปฎิทินการศึกษาของนักศึกษาส่วนภูมิภาค เทอม 2 ปีการศึกษา 2569 และภาคฤดูร้อน 2569

🏢 30 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน 2569
ลงทะเบียนเรียนทางไปรษณีย์

🏢 30 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2569
ลงทะเบียนเรียนนักศึกษาเก่า 2/2569 ทาง Internet และ Application

🏢 18 พฤศจิกายน 2569 - 2 มีนาคม 2570 บรรยายผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ (เฉพาะกระบวนวิชาที่มหาวิทยาลัยกำหนด)

🏢 21 พฤศจิกายน 2569 - 7 มีนาคม 2570 บรรยายสรุปที่สาขาวิทยบริการฯ (เฉพาะกระบวนวิชาที่มหาวิทยาลัยกำหนด)

🏢 21 พฤศจิกายน 2569 - 7 มีนาคม 2570 บรรยายสรุปที่สาขาวิทยบริการฯ (เฉพาะกระบวนวิชาที่มหาวิทยาลัยกำหนด)

🏢 2-3 ธันวาคม 2569
ลงทะเบียนเรียนนักศึกษาเก่า เทอม 2/2569 ทาง Internet และ Application (ล่าช้ามีค่าปรับ)

🏢 24-28 ธันวาคม 2569
ลงทะเบียนสอบซ่อม เทอม 1/2569 ทาง Internet และ Application

🏢 4 มกราคม 2570
ลงทะเบียนสอบซ่อมเทอม 1/2569 ทาง Internet และ Application (ล่าช้ามีค่าปรับ)

🏢 11-14 มกราคม 2570
บอกเลิก - บอกเพิ่ม กระบวนวิชาเทอม 2/2569 ทาง Internet

🏢 30-31 มกราคม 2570
วันสอบซ่อม เทอม 1/2569

🏢 6-7 กุมภาพันธ์ 2570
วันสอบซ่อม เทอม 1/2569

🏢 27-28 มีนาคม 2570
วันสอบไล่ เทอม 2/2569

🏢 3-4 เมษายน 2570
วันสอบไล่ เทอม 2/2569

🏢 5 เมษายน 2570
วันสำเร็จการศึกษา

________________ฤดูร้อน 2569______________

🌩️🏜️ 26-30 มีนาคม 2570
ลงทะเบียนเรียนทางไปรษณีย์

🌩️🏜️ 26-31 มีนาคม 2570
ลงทะเบียนเรียน ภาคฤดูร้อน/2569 ทาง Internet และ Application

🌩️🏜️ 8 เมษายน 2570
ลงทะเบียนเรียน ภาคฤดูร้อน/2569 ทาง Internet และ Application (ล่าช้ามีค่าปรับ)

🌩️🏜️ 19-21 เมษายน 2570
บอกเลิก - บอกเพิ่มกระบวนวิชา ภาคฤดูร้อน/2569 ทาง Internet

🌩️🏜️ 27 เมษายน - 25 พฤษภาคม 2570 บรรยายผ่านระบบสารสนเทศ

🌩️🏜️ 29-30 พฤษภาคม 2570
วันสอบไล่ ภาคฤดูร้อน/2569

🌩️🏜️ 5-6 มิถุนายน 2570
วันสอบไล่ ภาคฤดูร้อน/2569

🌩️🏜️ 7 มิถุนายน 2570
วันสำเร็จการศึกษาและปิดภาคเรียน

27/08/2026

✍️🚍 #นักศึกษาภูมิภาคพร้อมหรือยัง🚍✍️
นักศึกษาส่วนภูมิภาค เตรียมตัวสอบซ่อม ภาค 2 และ ฤดูร้อน/2568 🚍 29- 30 สิงหาคม 2569 และวันที่ 🚍 5 - 6 กันยายน 2569

🟠 ตรวจสอบตารางสอบทาง E-service
https://beta-e-service.ru.ac.th
🟠 เตรียมหลักฐานการเข้าสอบ
🟠 แต่งกายสุภาพเข้าสอบ
🟠 เตรียมอุปกรณ์การสอบให้พร้อม

25/08/2026

___✊ #ภายใน45วัน✊ #ทราบผลสอบ✊___
วันนี้สอบเสร็จแล้ว อีกไม่นานเกินรอ (ภายใน 45 วัน) นักศึกษาส่วนกลาง สามารถตรวจสอบผลการเรียนของตนเองได้ ตามลิงก์ด้านล่างนี้ 👇👇👇 https://beta-e-service.ru.ac.th/

Photos from Knowledge Bank's post 25/08/2026

✍️⏰ #คาบสุดท้ายของการสอบซ่อม⏰✍️
มาถึงโค้งสุดท้ายของการสอบซ่อมเทอม 2 และภาคฤดูร้อน/2568 ของนักศึกษาส่วนกลาง จากสนามสอบมหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก)

🙏 ด้วยบารมีขององค์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
จงดลบันดาลให้นักศึกษาทุกคน ประสบความสำเร็จในการสอบซ่อมในครั้งนี้

ต้องการให้องค์กรของคุณขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในหมวด บริการภาครัฐ ที่ Bangkok หรือไม่?
คลิกที่นี่เพื่อรับประกาศแบบสปอนเซอร์ของคุณ

หมวดหมู่

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Knowledge Bank โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

สมัครรับข่าวสาร

เราจะแจ้งให้คุณทราบเมื่อมีความเคลื่อนไหวใน Bangkok