TNN Tech

TNN Tech

แชร์

ข่าวไอที Gadget เทคโนโลยี สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม โลกยุคใหม่

ติดต่อทีมงาน TNN Tech ที่อีเมล [email protected]

ติดต่อลงโฆษณาที่
คุณธนิถา ยิ้มแย้ม
เบอร์ติดต่อ : 088-924-4942
email : [email protected]
LineID : PLuthanitha

05/10/2026

ปัจจุบันภัยคุกคามต่อเรือรบกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ต้องรับมือเครื่องบินหรือขีปนาวุธเพียงไม่กี่เป้าหมาย ไปสู่การโจมตีพร้อมกันด้วยโดรน ขีปนาวุธต่อต้านเรือ และเรือโจมตีเร็ว บริษัทเอ็มบีดีเอ (MBDA) ฝรั่งเศสจึงพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศทางเรือ ซิมแบด-อาร์ซี 4 (SIMBAD-RC4) เพิ่มจำนวนขีปนาวุธพร้อมยิงเป็น 4 ลูก เพื่อเพิ่มโอกาสรับมือการโจมตีหลายเป้าหมายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

SIMBAD-RC4 เปิดตัวครั้งแรกในงานยูโรนาวัล 2024 (Euronaval 2024) และพัฒนาต่อยอดจาก SIMBAD-RC รุ่น 2 ท่อยิง หรือ RC2 โดยใช้ป้อมปืนแบบใหม่ที่ออกแบบให้ทั้งสองรุ่นใช้ชิ้นส่วนร่วมกันจำนวนมาก จุดสำคัญคือเรือที่ติดตั้ง RC2 สามารถปรับปรุงไปสู่ RC4 ได้ในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมด

เหตุผลที่ MBDA เพิ่มจำนวนขีปนาวุธพร้อมยิงจาก 2 เป็น 4 ลูก เกี่ยวข้องโดยตรงกับภัยคุกคามแบบ Saturation Attack หรือการส่งอาวุธและเป้าหมายจำนวนมากเข้าหาเรือในเวลาใกล้เคียงกัน ระบบที่มีขีปนาวุธพร้อมยิงมากขึ้นจึงสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามต่อเนื่องได้ดีขึ้น และลดช่วงเวลาที่ต้องหยุดเพื่อบรรจุอาวุธใหม่

ตัวแท่นยิงได้รับการรักษาระดับด้วยระบบไจโร (Gyro-stabilised) เพื่อให้ทำงานบนเรือที่กำลังเคลื่อนที่ได้ พร้อมติดตั้งกล้องถ่ายภาพความร้อน ซาฟราน มาติส เอสพี (Safran MATIS SP) และระบบติดตามเป้าหมายด้วยภาพวิดีโอ เจ้าหน้าที่หนึ่งคนสามารถควบคุมแท่นยิง SIMBAD-RC ได้สูงสุด 2 แท่นจากภายในเรือ และระบบยังรับข้อมูลเป้าหมายจากเรดาร์หรือเซนเซอร์ Electro-Optical ของเรือได้อีกด้วย

⬛️ Mistral 3 หัวใจของระบบ ยิงเป้าหมายได้ไกล 8 กิโลเมตร

อาวุธหลักของ SIMBAD-RC4 คือขีปนาวุธ มิสทรัล 3 (Mistral 3) ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศระยะสั้นมาก หรือ VSHORAD ใช้หัวค้นหาเป้าหมายด้วยอินฟราเรดและระบบ Lock-on Before Launch ซึ่งจะตรวจจับและล็อกเป้าหมายก่อนปล่อยขีปนาวุธออกจากแท่นยิง โดยข้อมูลในเอกสารระบุระยะยิงสูงสุดประมาณ 8 กิโลเมตร

Mistral 3 ยังได้รับการพัฒนาระบบประมวลผลภาพภายในหัวค้นหาให้ตรวจจับเป้าหมายที่ปล่อยความร้อนต่ำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอากาศยานไร้คนขับ หรือ UAV และเรือโจมตีเร็วขนาดเล็ก หรือ FIAC เอกสารยังระบุว่าขีปนาวุธผ่านการทดสอบสกัดกั้น UAV ที่ระยะ 12 กิโลเมตร ในสเปน แม้ระยะปฏิบัติการที่ระบุสำหรับระบบ SIMBAD-RC ในเอกสารจะอยู่ที่ 8 กิโลเมตรก็ตาม

จุดเด่นสำคัญคือ MBDA ไม่ได้ออกแบบ RC4 ให้เป็นระบบใหม่ที่แยกขาดจากรุ่นเดิม แต่เลือกใช้สถาปัตยกรรมที่สามารถต่อยอดจาก RC2 ได้ การใช้ชิ้นส่วนร่วมกันระหว่างแท่นยิงทั้งสองรุ่นช่วยให้กองทัพเรือที่ใช้งานระบบเดิมมีทางเลือกเพิ่มจำนวนขีปนาวุธพร้อมยิงในอนาคต โดยไม่ต้องเริ่มติดตั้งระบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น

บริษัท MBDA ยังนำงานออกแบบป้อมปืนรุ่นใหม่กลับมาดำเนินการภายในบริษัท และให้บริษัทเซเจเล็ก (Cegelec) ของฝรั่งเศสรับหน้าที่ผลิตชิ้นส่วน ตามข้อมูลในเอกสาร ป้อมปืนรุ่นใหม่ชุดแรกมีกำหนดส่งมอบในช่วงต้นปี 2026 ก่อนเริ่มส่งมอบระบบเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป

⬛️ SIMBAD-RC ถูกขายแล้วมากกว่า 50 แท่น

ก่อนการพัฒนา SIMBAD-RC 4 ระบบ SIMBAD-RC มีฐานลูกค้าในตลาดต่างประเทศอยู่แล้ว โดยมีรายงานว่าจำหน่ายมากกว่า 50 ระบบให้ลูกค้าราว 10 ราย ประเทศผู้ใช้งานที่มีการเปิดเผยข้อมูล ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ซาอุดีอาระเบีย เซเนกัล และเติร์กเมนิสถาน ขณะที่กองทัพเรือฝรั่งเศสเลือกใช้ SIMBAD-RC สำหรับเรือส่งกำลังบำรุงชั้น บาติเมนต์ ราวิตายเยอร์ เดอ ฟอร์ซ (Bâtiment Ravitailleur de Forces: BRF)

การพัฒนาจาก SIMBAD-RC 2 สู่ SIMBAD-RC 4 จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มขีปนาวุธ Mistral 3 จาก 2 เป็น 4 นัด แต่ยังมาพร้อมป้อมยิงรุ่นใหม่ที่ออกแบบเพื่อเพิ่มอำนาจการยิงและความพร้อมรับมือภัยคุกคามหลายเป้าหมาย โดยเฉพาะโดรนและการโจมตีแบบอิ่มตัว ซึ่งกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะประชิดทางเรือ

ที่มาของข้อมูล MBDA
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand

05/10/2026

ผู้ป่วยสมองพิการวัย 16 ใช้อุปกรณ์ตรวจจับตา สอบผ่าน GCSE โดยใช้เวลา 4 เดือน

แพทริก แมกเคบ เด็กหนุ่มวัย 16 ปี ผู้ป่วยโรคสมองพิการ สอบข้อสอบระดับพื้นฐานของสหราชอาณาจักรผ่านครบ 7 วิชา โดยใช้เวลาทั้งหมด 4 เดือน

#ผู้ป่วยสมองพิการ #อุปกรณ์ตรวจจับตา

05/10/2026

คำกล่าวอ้างที่ว่า “ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง” เป็นคำที่เราอาจได้ยินบ่อยครั้ง แต่ในขณะนี้ หมู่คนที่ทำงานในซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley) บางส่วน ออกมาแสดงความเห็นว่าในคำกล่าวอ้างนั้น อาจจะกำลังสวนทางกับความเป็นจริง

◾️ทางเลือกเพียงสองเส้นทางในยุคปัญญาประดิษฐ์◾️
เว็บไซต์ข่าวต่างประเทศ เดอะการ์เดียน (theguardian) เผยบทความที่รายงานถึง ความกังวลในหมู่คนทำงานในซิลิคอนวัลเลย์ว่า ทางเลือกในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีเพียงสองทาง ทางแรกคือการคว้างานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและให้ค่าตอบแทนสูงได้ หรือทางที่สอง คือต้องติดอยู่ในสถานะ "ชนชั้นล่างถาวร" (permanent underclass) ซึ่งเป็นคำนิยามชะตากรรมของผู้ที่จะไม่มีโอกาสก้าวหน้าทางอาชีพในยุคสมัยของ AI

◾️ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศยุคใหม่◾️
และทั้งสองทางเลือกนี้ “ผู้หญิง” อาจตกเป็นกลุ่มเสี่ยงด้านอาชีพในยุคใหม่ โดยรายงานล่าสุดจาก ลิงก์อิน (LinkedIn) เครือข่ายสังคมออนไลน์ระดับโลกที่ด้านการสร้างโปรไฟล์การทำงาน และการจ้างงาน ระบุว่า ในการจ้างงานทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับ AI สัดส่วนของผู้หญิงที่ได้รับการจ้างงานใหม่คิดเป็นครึ่งหนึ่ง หรือ 50% ของผู้ได้รับการว่าจ้างทั้งหมด แต่ในตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับ AI กลับมีผู้หญิงเพียงประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ได้รับการจ้างงานใหม่ในตำแหน่งงานด้าน AI ในขณะที่ตำแหน่งระดับผู้บริหาร มีเพียง 13%

ในขณะเดียวกัน ผลการวิจัยของลิงก์อิน (LinkedIn) ยังชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะทำงานในตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกแทนที่ด้วย AI เช่น ฝ่ายบริการลูกค้า

แม้ว่างานด้าน AI จะมีประกาศรับสมัครเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่ปี 2023 ที่มาพร้อมกับค่าตอบแทนที่สูงกว่าตำแหน่งงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI ถึงสองเท่า แต่ ซาราห์ สไตน์เบิร์ก (Sarah Steinberg) หัวหน้าฝ่ายความร่วมมือด้านนโยบายสาธารณะระดับโลกของลิงก์อิน (LinkedIn) กล่าวว่า ผู้หญิงที่ทำงานด้าน AI มักกระจุกตัวอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับค่าตอบแทนต่ำ เช่น งานติดป้ายกำกับข้อมูล (data annotators)

และเมื่อพิจารณาภาพรวมของอาชีพด้าน AI ทั้งหมด พบว่าผู้ชายมีรายได้มัธยฐานสูง (รายได้ของจุดกึ่งกลาง) กว่าผู้หญิงถึง 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.5 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากประเภทของงานที่ผู้ชายมักทำมากกว่าผู้หญิงนั่นเอง

◾️การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วคือความท้าทายที่เพิ่มขึ้น◾️
แม้จะมีความพยายามผลักดันให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมานานหลายปี แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมีทั้งด้านบวกและลบ ปัจจุบันผู้หญิงครองสัดส่วนงานด้านเทคโนโลยีในสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณหนึ่งในสาม แต่ผลวิจัยพบว่าผู้หญิงลาออกจากอุตสาหกรรมนี้ในอัตราที่สูงกว่าผู้ชายมาก โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เปิดกว้างและอุปสรรคในการก้าวหน้าทางอาชีพ

จายีตา ปูตาตุนดา (Jayeeta Putatunda) หัวหน้าทีมวิศวกรรม AI ที่บริษัทการลงทุน ทูริง (Turing) กล่าวว่า
การเป็นวิศวกรหญิงคนเดียวในทีมไม่ใช่เรื่องแปลก และเมื่อต้องทำงานท่ามกลางคนส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ชาย ผู้หญิงจำเป็นต้องแสดงความคิดเห็นให้ดังและชัดเจนขึ้นเพื่อให้คนอื่นรับรู้

เธอกล่าวว่า เธอได้ลาคลอดไปเพียง 4 เดือน แต่พอกลับมาก็พบว่ามีเฟรมเวิร์กและระดับของโมเดลที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง และการต้องกลับมาตามให้ทันนั้นเป็นเรื่องที่หนักหนามาก เธอกล่าวว่าสิ่งนี้จะสำเร็จได้จริงได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานที่คอยสนับสนุน และสามีที่ช่วยแบ่งเบาภาระการเลี้ยงลูกอย่างเท่าเทียมกัน และเธอก็มองว่า นี่คืออีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงถูกผลักออกจากวงการ AI พวกเธอเหล่านั้นไม่ได้ขาดความสนใจหรือความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้ทัน แต่พวกเธออาจขาดโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยให้สามารถก้าวตามทันการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้

เมื่อมีความพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ผ่านมา ทางออกที่ได้มักจะวนเวียนอยู่กับการให้การให้คำปรึกษาแนะนำ (mentorship) แก่ผู้หญิงมากขึ้น แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ ได้ลดบทบาทโครงการด้านความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม (DEI) ลงอย่างมาก โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวยต่อโครงการเหล่านี้ ส่งผลให้เหลือบริษัทจำนวนน้อยลงที่มีโครงการระดับองค์กรเพื่อรองรับการจ้างงานและการเลื่อนตำแหน่งของบุคลากรหญิง

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาช่องว่างทางเพศในยุคปัญญาประดิษฐ์ เป็นโจทย์ใหญ่ระดับโครงสร้าง ที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน หากอุตสาหกรรมเทคโนโลยียังมองข้ามการสร้างระบบที่รองรับแรงงานเพศหญิง คำสัญญาที่ว่า AI จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ก็อาจกลายเป็นเพียงภาพลวงตา

ที่มาของข้อมูล The Guardian
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand

#ความเหลื่อมล้ำทางเพศ #ผู้หญิงในวงการAI

05/10/2026

Apple เพิ่มฟีเจอร์ iPhone Handoff ให้ iOS 27 ระบบที่เปิดให้ iPhone สองเครื่องใช้หมายเลขโทรศัพท์เดียวกัน และสามารถสลับเครื่องที่ต้องการใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยไอเดียของฟีเจอร์นี้ คือการทำให้ผู้ใช้สามารถมี iPhone มากกว่าหนึ่งเครื่อง และเลือกใช้งานตามสถานการณ์ได้โดยง่าย ไม่จำเป็นต้องถอดหรือย้าย eSIM ทุกครั้งที่เปลี่ยนเครื่อง

อ่านต่อบนเว็บไซต์ TNN Thailand ลิงก์ในคอมเมนต์

ับ

05/10/2026

โรคสมองพิการ หรือ cerebral palsy เป็นหนึ่งในโรคที่สร้างอุปสรรคจำนวนมากให้กับผู้ป่วย เนื่องจาก โรคนี้ เป็นกลุ่มความผิดปกติทางระบบประสาทที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว ท่าทาง และการทรงตัว ซึ่งเกิดจากความเสียหายของสมองในช่วงที่กำลังพัฒนา แต่โรคนี้กลับไม่ได้หยุดเด็กชายวัย 16 ปีจากการพิชิตข้อสอบภาคบังคับของนักเรียนในสหราชอาณาจักร ด้วยการใช้เทคโนโลยีติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตา (eye-tracking technology) ที่ช่วยให้เขาสามารถสอบผ่านทั้ง 7 วิชาได้

◾️Patrick MaCabe◾️
แพทริก แมกเคบ (Patrick McCabe) เด็กหนุ่มวัย 16 ปี จากเมืองแมกเคิลส์ฟีลด์ (Macclesfield) เขตเชชเชียร์ (Cheshire) สหราชอาณาจักร มักเป็นที่สะดุดตาท่ามกลางเพื่อน ๆ ในโรงเรียน เพราะเขาจะนั่งอยู่บนรถเข็นไฟฟ้าเสมอ เนื่องจากอาการป่วยที่เกิดขึ้นกับสมอง

แพทริก (Patrick) เป็นเด็กที่มีนิสัยขี้เล่น ช่างคิด พูดจาฉะฉาน มีอารมณ์ขัน เฉลียวฉลาด และจริงใจ โดยเขาบอกเล่ากับหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน (The Guardian) สำนักพิมพ์ต่างประเทศ ผ่านอุปกรณ์ช่วยสื่อสาร (Augmentative and Alternative Communication: AAC) ว่า ชีวิตในโรงเรียนถือเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเขา เขาเกิดที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และย้ายกลับมายังอังกฤษเมื่ออายุ 6 ขวบ นับแต่นั้นมาเขาก็เข้าเรียนในโรงเรียนทั่วไปในท้องถิ่น เพราะต้องการเรียนรู้เหมือนกับคนอื่นๆ

◾️การสอบ GCSE◾️
และหนึ่งในความท้าทายในการเรียนรู้ของแพทริก ก็คือการสอบ จีซีเอสอี (GCSE) การทดสอบวัดความรู้ระดับมัธยมศึกษาของสหราชอาณาจักร สำหรับนักเรียนอายุประมาณ 14–16 ปี โดยสามารถเลือกสอบประมาณ 6–10 วิชา และมีวิชาหลักอย่างคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์

สำหรับการสอบในครั้งนี้ของแพทริก (Patrick) ถือเป็นเรื่องราวที่น่าจดจำ เนื่องจากเขาต้องใช้เวลาถึง 4 เดือนในการทำข้อสอบ โดยอาศัยเทคโนโลยีติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตา (eye-tracking technology) ซึ่งทำงานโดยการใช้แสงอินฟราเรดส่องไปที่ดวงตาและใช้กล้องความละเอียดสูงบันทึกภาพสะท้อน เพื่อคำนวณหาตำแหน่งที่สายตากำลังมองอยู่

◾️เทคโนโลยี Eye-tracking technology◾️
เทคโนโลยีสำหรับการอำนวยความสะดวกที่ใช้การควบคุมด้วยสายตา มีศักยภาพในการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางร่างกายอย่างรุนแรงสามารถสื่อสารและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้

สำหรับอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง อุปกรณ์กลุ่มนี้มักใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย เช่น การแปลงข้อความเป็นเสียงพูด (Text-to-speech) หน้าจอแสดงผลแบบปรับเปลี่ยนได้ (Dynamic displays) อุปกรณ์สร้างเสียงพูด (Speech-Generating Devices หรือ SGDs) โดยใช้อัลกอริทึมหรือซอฟต์แวร์ในการแปลงข้อความที่พิมพ์หรือสัญลักษณ์ที่เลือกไว้ให้เป็นเสียงพูด

สำหรับอุปกรณ์เทคโนโลยีระดับพื้นฐาน มักอุปกรณ์กลุ่มนี้ไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและใช้งานง่าย โดยจะประกอบด้วยกระดานสื่อสาร (Communication Boards) ท่าทางและภาษามือ (Gestures and Sign Language) มักถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารเสริม ช่วยให้สื่อสารได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ

เขากล่าวว่า สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผู้เป็นโรคทางสมองแบบเขา คือการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เนื่องจากอุปสรรคด้านการสื่อสารนั้นมีอยู่จริง เขากล่าวว่า ผู้คนมักไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีการติดตามการเคลื่อนที่ของสายตา (Eye-tracking technology) รวมถึงผู้คนไม่ได้เต็มใจหรือพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้เทคโนโลยีนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างมิตรภาพ

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของแพทริก (Patrick) ยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น หากต้องการให้ระบบการศึกษาและการวัดผลในอังกฤษมีความเป็นระบบที่เปิดกว้างและรองรับทุกคนอย่างแท้จริง ประสบการณ์ของเขาชี้ให้เห็นว่าการสอบนั้นยังห่างไกลจากการเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ทั้งครอบครัวและทางโรงเรียนต่างระบุว่า ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านก็ไม่ได้มีพร้อมเสมอไป รวมถึงด้านงบประมาณสนับสนุนที่ยังคงขาดแคลน

ท้ายที่สุด ด้วยความพยายามของแพทริก (Patrick) เขาสามารถสอบผ่านหลักสูตร GCSE ได้ครบทั้ง 7 วิชา โดยใช้เทคโนโลยีตรวจจับสายตา (Eye-tracking technology) ในการทำข้อสอบ โดยใช้เวลากว่า 4 เดือนเต็ม แพทริกมองว่า หากในอนาคต เขาสอบเอเลเวล (A-levels) ซึ่งเป็นข้อสอบก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จสิ้น เขาอยากจะเข้าเรียนต่อด้านสื่อที่มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการสื่อสารต่อไป

ที่มาของข้อมูล The Guardian, National Library of Medicine (US), Advanced Therapy Clinic
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand

#เทคโนโลยีติดตามดวงตา #โรคสมองพิการ

05/10/2026

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวตอนหนึ่ง ระหว่างการเปิดงานประกาศเชิดชูเกียรตินวัตกร – องค์กรนวัตกรรมไทย บนเวที “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2569” จัดขึ้นโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา
โดยเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญของการสร้างชาตินวัตกรรม คือ “ทุนมนุษย์” ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพของคนในทุกช่วงวัยควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันประเทศไทยจากการเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมและมูลค่าเพิ่ม” พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนไทยสามารถพัฒนาความคิดให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศและแข่งขันได้ในระดับสากล
การจัดงานในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีเชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความตระหนัก กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและใช้นวัตกรรม พร้อมสะท้อนศักยภาพของคนไทยสู่เวทีโลก และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็น “ชาตินวัตกรรม” อย่างยั่งยืน

05/10/2026

สหรัฐฯ ถอน B-1 ทั้งหมด จากอังกฤษกลับบ้าน !? หลังเกิดเหตุจับกุมผู้ต้องสงสัย

สหรัฐฯ ถอนเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 ทั้งหมด จากฐานทัพ RAF Fairford ในอังกฤษกลับไปยังฐานทัพในสหรัฐฯ หลังเกิดเหตุจับกุมผู้ต้องสงสัยที่จะนำเอาระเบิดมาวางเพื่อก่อการร้ายได้

#กองทัพสหรัฐฯ #กองทัพอากาศสหรัฐฯ #เครื่องบินทิ้งระเบิด

05/10/2026

วันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ เซินจี๋ (Dân trí) สื่อออนไลน์ของเวียดนาม เปิดเผยเรื่องราวของสตูดิโอผลิตภาพยนตร์แห่งหนึ่งในกรุงฮานอย ซึ่งนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่สร้างตัวละคร ฉาก ไปจนถึงวิดีโอ โดยมีทีมงานมนุษย์เพียง 11 คน รองรับการผลิตทั้งแอนิเมชัน ภาพยนตร์แอ็กชัน และคอนเทนต์ที่ใช้ตัวละครเสมือนสำหรับตลาดต่างประเทศ

รูปแบบการทำงานใหม่นี้ทำให้พนักงานหนึ่งคนสามารถผลิตผลงานได้เฉลี่ย 10-20 ตอนต่อวัน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเนื้อหา ส่งผลให้สตูดิโอสามารถผลิตผลงานรวมได้สูงสุดประมาณ 100 ตอนต่อวัน ขณะที่ ตา ฮุย เกื่อง (Tạ Huy Cường) ผู้กำกับของสตูดิโอ ระบุว่าเป้าหมายต่อไปคือการขยายทีมเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไปสู่ระดับหลักพันตอนต่อวัน พร้อมยืนยันว่าจะเน้นเนื้อหาที่มีคุณภาพ มากกว่าการผลิตคลิปดราม่าเพื่อเรียกยอดรับชมเพียงอย่างเดียว

แม้ AI จะเข้ามาช่วยลดภาระงานหลายขั้นตอน แต่ทีมงานยังมองว่า บทภาพยนตร์และแนวคิดของเรื่องเป็นหัวใจสำคัญที่มนุษย์ต้องควบคุม กระบวนการจึงไม่ได้เริ่มจากการสั่งให้ AI คิดเรื่องทั้งหมด แต่ทีมงานจะกำหนดแนวคิดหลัก โครงเรื่อง ทิศทาง และวัตถุประสงค์ของเนื้อหาก่อน

เมื่อโครงเรื่องผ่านการอนุมัติแล้ว จึงนำ AI เข้ามาช่วยขยายรายละเอียดและพัฒนาบทให้สมบูรณ์ขึ้น จากนั้นมนุษย์จะกลับมาตรวจสอบอีกครั้ง ทั้งลำดับเหตุการณ์ บุคลิกของตัวละคร และความเหมาะสมของเนื้อหา ก่อนส่งเข้าสู่ขั้นตอนสร้างภาพ วิธีนี้ช่วยให้ AI ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเพิ่มความเร็วในการทำงาน ขณะที่มนุษย์ยังเป็นผู้กำหนดทิศทางของเรื่อง

หลังจากบทผ่านการอนุมัติ AI จะวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อแยกองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น จำนวนตัวละคร ฉาก อุปกรณ์ และรายละเอียดของตัวละคร ทีมงานสามารถเลือกให้ AI สร้างตัวละครใหม่จากคำอธิบาย สร้างจากภาพอ้างอิง หรือใช้ภาพตัวละครที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
สตูดิโอเลือกใช้วิธีเตรียมตัวละครและฉากหลักเอาไว้ก่อนเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้รูปลักษณ์ของตัวละครและบรรยากาศในแต่ละฉากมีความต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนไปทุกครั้งที่ AI สร้างภาพใหม่ จากนั้นระบบจะแบ่งบทออกเป็นฉากย่อย พร้อมกำหนดบทพูด การเคลื่อนไหว และสภาพแวดล้อม เพื่อให้ทีมงานตรวจสอบก่อนสั่งสร้างวิดีโอ

หนังสั้นหนึ่งตอนใช้เวลาผลิตประมาณ 15 นาที และเมื่อ AI สร้างวิดีโอแต่ละส่วนเสร็จแล้ว งานยังไม่จบ ทีมงานมนุษย์ต้องนำไฟล์เข้าสู่โปรแกรมตัดต่อ เพื่อเรียงลำดับภาพ ปรับจังหวะ เพิ่มเสียงประกอบ คำบรรยาย และเสียงพากย์ โดยเฉพาะภาษาเวียดนามที่ระบบ AI หลักยังรองรับได้ไม่สมบูรณ์ จึงต้องใช้เครื่องมือ AI ด้านเสียงเพิ่มเติมเข้ามาช่วย

หากเตรียมบท ตัวละคร และองค์ประกอบของฉากไว้พร้อมแล้ว สตูดิโอระบุว่าสามารถผลิตภาพยนตร์สั้นหนึ่งตอนได้ภายในเวลาประมาณ 15 นาที ทำให้ทีมขนาดเพียง 11 คนสามารถสร้างผลงานจำนวนมากได้ในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจสำคัญตั้งแต่จะเล่าเรื่องอะไร ตัวละครควรเป็นอย่างไร ไปจนถึงผลงานใดควรได้รับการเผยแพร่ มนุษย์ยังคงเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ที่มาของข้อมูล Dân trí, Soha, คุยเฟื่องเรื่องเวียดนาม
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand

05/10/2026

“Blue Origin” เผยโฉม “Power Tower” เสาโซลาร์เซลล์สูง 20 เมตรเตรียมใช้บนดวงจันทร์

หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการเปลี่ยนผ่านจากการเยือนดวงจันทร์เพียงชั่วคราว ไปสู่การอยู่อาศัยและปฏิบัติภารกิจของมนุษย์ในระยะยาว คือเรื่องของการผลิตไฟฟ้า

ล่าสุด บลู ออริจิน (Blue Origin) บริษัทเทคโนโลยีอวกาศชั้นนำ จึงได้เปิดตัวระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ทรงสูง ที่ออกแบบมาเพื่อดักจับแสงอาทิตย์จากพื้นที่ที่มีแสงส่องถึงมากที่สุดบนดวงจันทร์ เพื่อเปลี่ยนพลังงานนั้นให้กลายเป็นโครงข่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่สำหรับรองรับการทำงานในอนาคต

ระบบดังกล่าวมีชื่อว่า พาวเวอร์ ทาวเวอร์ (Power Tower) เป็นแผงโซลาร์เซลล์ที่กางออกในแนวตั้ง สูงประมาณ 20 เมตร สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 10 กิโลวัตต์ (kW) สำหรับการดำเนินงานบริเวณใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์ โดยจะติดตั้งและทำงานพร้อมกันหลาย ๆ ต้น เพื่อส่งกระแสไฟฟ้าจากตัวยานลงจอด ไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ บนพื้นผิวดวงจันทร์ได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ ดวงจันทร์ถือเป็นสถานที่ที่มีความยากลำบากอย่างมากในการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะหากเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลจากบริเวณขั้วของมัน ในช่วงเวลากลางวันและกลางคืนบนดวงจันทร์ จะยาวนานกินเวลาประมาณ 2 สัปดาห์เท่า ๆ กัน ซึ่งหมายความว่าแผงโซลาร์เซลล์จะต้องจมอยู่ในความมืดโดยไม่มีแสงอาทิตย์ส่องถึงเป็นเวลานาน

ทว่าบริเวณขั้วใต้นั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากดวงจันทร์มีการเอียงของแกนเพียงประมาณ 1.5 องศา ทำให้พระอาทิตย์ในบริเวณนั้นลอยตัวอยู่ระดับต่ำมาก สภาพภูมิประเทศโดยรอบจึงเต็มไปด้วยพื้นที่เงามืดถาวร สลับกับพื้นที่สูงที่ได้รับแสงอาทิตย์เป็นระยะ โดยบางแห่งมีแสงสว่างส่องถึงมากกว่าร้อยละ 90 ของปี ทำให้พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นทำเลทองสำหรับการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

พาวเวอร์ ทาวเวอร์ (Power Tower) จึงถูกออกแบบมาเพื่อเก็บเกี่ยวแสงอาทิตย์จากข้อได้เปรียบนี้โดยเฉพาะ โดยจะติดตั้งชั้นบนสุดของยานลงจอด บลู มูน มาร์กวัน (Blue Moon MK1) และการยกแผงโซลาร์เซลล์ให้สูงขึ้นเหนือพื้นผิวดวงจันทร์ จะช่วยให้ระบบสามารถรับแสงอาทิตย์ที่อาจถูกภูมิประเทศรอบข้างบดบังในระดับพื้นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลงานนี้จึงถือเป็นความพยายามในการแก้ปัญหาความต้องการพื้นฐานที่สุดของการอยู่อาศัยและการทำงานบนดวงจันทร์ ซึ่งก็คือการทำให้ระบบพลังงานยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้ แม้จะอยู่ห่างไกลจากโลกหลายแสนกิโลเมตรก็ตาม

อ่านเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ TNN Thailand
#เทคโนโลยีอวกาศ #พลังงานแสงอาทิตย์ #ดวงจันทร์

05/10/2026

การสื่อสารกับเทพเจ้า
ทำให้เกิด “กลิ่นและกลิ่นรส”

จุดเริ่มต้นของกลิ่นและกลิ่นรส เกิดจากในสมัยอดีตที่ผู้คนต้องการสื่อสารกับเทพเจ้าหรือธรรมชาติ จึงนำพืชมาผ่านกระบวนการกลั่น จากนั้นจึงพัฒนาวิธีการและเทคโนโลยีในการสร้างกลิ่นและกลิ่นรสเรื่อยมา

#กลิ่น #กลิ่นรส #เทพเจ้า #ธรรมชาติ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในหมวด บริษัทสื่อ ที่ Bangkok หรือไม่?
คลิกที่นี่เพื่อรับประกาศแบบสปอนเซอร์ของคุณ

เว็บไซต์

ที่อยู่


118/1 อาคารทิปโก้ ชั้น11 ถนนพระราม6 แขวงพญาไท เขตพญาไท
Bangkok
10400

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ TNN Tech โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

สมัครรับข่าวสาร

เราจะแจ้งให้คุณทราบเมื่อมีความเคลื่อนไหวใน Bangkok