TNN Tech
ข่าวไอที Gadget เทคโนโลยี สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม โลกยุคใหม่
ติดต่อทีมงาน TNN Tech ที่อีเมล [email protected]
ติดต่อลงโฆษณาที่
คุณธนิถา ยิ้มแย้ม
เบอร์ติดต่อ : 088-924-4942
email : [email protected]
LineID : PLuthanitha
ศึกรถยนต์ EV ยังเดือด! บริษัทรถทยอยเปิดตัวช่วงกลางปี
ศึกการพัฒนารถ EV ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม และตรงใจผู้ใช้งานมากที่สุด และในช่วงกลางปีแบบนี้ก็มีหลายบริษัทที่กระโดดมาร่วมวงการพัฒนารถ EV ทั้งออกแบบรูปทรงภายนอกและทำฟังก์ชันใช้งานให้โดดเด่น
#รถยนต์
02/08/2026
SLICE แนวคิดจากนักออกแบบ Soroosh Riazi Isfahani เปลี่ยนลูกเทนนิสเก่าเป็นรองเท้า โดยไม่บดหรือหลอมวัสดุ หวังลดขยะและส่งเสริม Circular Design
อ่านต่อบนเว็บไซต์ TNN Thailand ลิงก์ในคอมเมนต์
#ลูกเทนนิส #รองเท้า #ขยะ
02/08/2026
HoverAir เปิดตัว "Versa" นวัตกรรมกล้องกิมบอลพกพาที่สามารถแปลงร่างเป็นโดรนได้ในเครื่องเดียว
HoverAir ผู้ผลิตโดรนติดตามตัวซีรีส์ X1 ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่แข่งสำคัญของ DJI โดยเฉพาะในช่วงที่ DJI อาจเผชิญกับการถูกแบนในสหรัฐอเมริกา ได้เผยโฉมผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในชื่อ "Versa" อุปกรณ์ชิ้นนี้คือการผสมผสานระหว่างกล้องกิมบอลขนาดพกพาและโดรนเข้าด้วยกัน ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เหล่าวล็อกเกอร์ ครีเอเตอร์สายท่องเที่ยว และนักสร้างภาพยนตร์ที่ต้องการถ่ายวิดีโอทั้งในมุมมองทางอากาศและการถือถ่ายด้วยมือ
โหมดการใช้งานแบบมือถือ (Handheld Configuration)
เมื่อใช้งานแบบถือด้วยมือถ่าย Versa จะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับ DJI Osmo Pocket 4 หรือ Insta360 Luna โดยมาพร้อมคุณสมบัติเด่น เช่น
1. กล้องพร้อมกิมบอลกันสั่น 3 แกน (3-axis gimbal) ที่ช่วยให้การถ่ายวิดีโอมีความนิ่งและลื่นไหล
มีหน้าจอและปุ่มควบคุมในตัว ซึ่งรวมถึงปุ่มบันทึกและจอยสติ๊ก
2. ชิปประมวลผลภาพรุ่นใหม่ที่ HoverAir ระบุว่าจะช่วยให้มีไดนามิกเรนจ์ (Dynamic Range) ที่เหนือชั้น และถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้อย่างยอดเยี่ยม
3. รองรับระบบการจัดเฟรมภาพด้วย AI (AI framing)
การแปลงร่างเป็นโดรนและการบิน (Drone Capabilities)
จุดเด่นที่สุดของ Versa คือการเป็นกล้องกิมบอล 3 แกนตัวแรกที่สามารถเปลี่ยนจากการถือด้วยมือไปสู่การบินโฉบได้ภายในไม่กี่วินาที
วิธีการแปลงร่างทำได้โดยใช้งานเพียงแค่เลื่อนแผ่นด้านหลังของกล้องกิมบอลลง แล้วนำไปประกอบเข้ากับด้านบนของตัวฐานโดรน (Drone carrier) จากนั้นกางปีกออกก็สามารถปล่อยให้โดรนบินขึ้นจากฝ่ามือได้ทันที
บริษัทผู้พัฒนา HoverAir เน้นย้ำว่าผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีทักษะการบิน ไม่ต้องใช้คอนโทรลเลอร์ และไม่มีความซับซ้อนในการเรียนรู้ ("Just launch and go")
โดรนมาพร้อมกับโหมด "Follow-me" ที่ใช้ AI ในการติดตามการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ นอกจากนี้ยังมี โหมดภาพถ่าย "3D Worlds" ที่โดรนจะบินวนรอบตัวแบบ 360 องศาเพื่อสร้างภาพในรูปแบบ 3 มิติ และยังมีโหมดการบินอัจฉริยะเพื่อการทำคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดียอีกกว่า 10 โหมด
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปิดตัวฟีเจอร์หลักๆ ไปแล้ว แต่ในขณะนี้ HoverAir ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลสเปกเชิงลึกที่สำคัญ เช่น ขนาดเซ็นเซอร์ของกล้อง ความละเอียดของวิดีโอ สเปกเลนส์ และราคาจำหน่าย โดยทางบริษัทระบุเพียงว่ารายละเอียดเพิ่มเติมจะตามมาในเร็วๆ นี้ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปกดติดตามเพื่อรับการแจ้งเตือนข่าวสารอัปเดตได้ผ่านทางเว็บไซต์
ที่มาของข้อมูล engadget, HoverAir
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand
02/08/2026
“รถพลังไฮโดรเจน” JCB เตรียมท้าสถิติความเร็วที่สุดในโลก กับเครื่องยนต์ 1,600 แรงม้า
แอนดี กรีน (Andy Green) เจ้าของสถิติความเร็วบนทางบกและอดีตผู้บังคับการฝูงบินแห่งกองทัพอากาศอังกฤษ เตรียมหวนคืนสู่ลานเกลือ บอนเนวิลล์ (Bonneville Salt Flats) รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อขับรถแข่งพลังงานไฮโดรเจนลุยภารกิจสร้างสถิติความเร็วระลอกใหม่ ให้กับ เจซีบี (JCB) ผู้ผลิตเครื่องจักรกลหนักรายใหญ่จากสหราชอาณาจักร
ในการทดสอบครั้งนี้ เขาจะทำหน้าที่ขับรถพลังไฮโดรเจน ไฮโดรแมกซ์ (Hydromax) รถแข่งความยาว 32 ฟุต หรือเกือบ 10 เมตร ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในพลังงานไฮโดรเจนจำนวน 2 เครื่อง ที่ได้รับการดัดแปลงมาจากเครื่องยนต์ของเครื่องจักรกลก่อสร้าง ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 1,600 แรงม้า (bhp)
โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ไฮโดรแมกซ์ (Hydromax) ได้ผ่านการทดสอบสมรรถนะเบื้องต้น ณ ฐานทัพอากาศ RAF Wittering ในอังกฤษ และสามารถทำความเร็วแตะ 208 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 335 กม./ชม. ได้สำเร็จ
การหวนคืนสนามของ แอนดี กรีน (Andy Green) ในครั้งนี้เกิดขึ้นในวาระครบรอบ 20 ปี หลังจากที่เขาเคยสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกับ เจซีบี (JCB) ด้วยการขับรถ เจซีบี ดิเซลแมกซ์ (JCB Dieselmax) ทำสถิติความเร็วรถเครื่องยนต์ดีเซลที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA) ด้วยความเร็ว 350.092 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 563 กม./ชม. ซึ่งเป็นสถิติที่ยังคงยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ กรีนยังเป็นเจ้าของสถิติความเร็วสูงสุดบนทางบกของโลก (World Land Speed Record) จากการขับรถ ทรัสต์เอสเอสซี (ThrustSSC) ทำความเร็วได้ถึง 763.035 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 1,228 กม./ชม. ในปี 1997 ส่งผลให้เขาเป็นมนุษย์คนแรกและคนเดียวในโลก ที่ครองสถิติการขับยานพาหนะบนทางบกทำลายกำแพงเสียงได้สำเร็จอีกด้วย
ภารกิจท้าสถิติความเร็วในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขความเร็วเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีนำเสนอเดิมพันทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ของบริษัท เจซีบี (JCB) ที่ได้ทุ่มเงินลงทุนไปกว่า 100 ล้านปอนด์ หรือราว 4,600 ล้านบาท ในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์เผาไหม้ไฮโดรเจน
สำหรับกำหนดการทำสถิติครั้งใหม่ของ ไฮโดรแมกซ์ (Hydromax) จะจัดขึ้นในวันที่ 11 สิงหาคมนี้
อ่านเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ TNN Thailand
#ไฮโดรเจน
“EngineAI” โหด ! ทำ “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” ต่อสู้เก่ง รู้วิธีเว้นระยะมิตร-ศัตรู
คลิปวิดีโอไวรัลสุดฮือฮาจากจีนเผยภาพ จ้าว ถงหยาง ซีอีโอของ EngineAI สตาร์ทอัพจากเซินเจิ้น ถูกหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์อเนกประสงค์ของตัวเองเตะจนล้มกลางสังเวียน เพื่อสาธิตความคล่องตัว พละกำลังข้อต่อ และเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนที่พัฒนาขึ้นเอง โดยหุ่นยนต์รุ่นนี้ประกอบได้ในเวลาเพียง 15 นาที พร้อมกำลังผลิตถึง 1,000 ตัวต่อเดือน ติดตั้งระบบเลเซอร์ 3D แยกแยะมิตร-ศัตรู และมีทักษะการต่อสู้กว่า 100 รูปแบบ การสาธิตนี้สะท้อนถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในจีน
#หุ่นยนต์ #ฮิวแมนนอยด์ #หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ #จีน #หุ่นยนต์คน #หุ่นยนต์ต่อสู้
02/08/2026
“Tim Cook” แย้ม “Apple” อาจเริ่มเก็บเงินค่าใช้ “Siri AI” เตรียมเปิดโฉมใหม่เร็ว ๆ นี้
ทิม คุก (Tim Cook) ร่วมแถลงผลประกอบการไตรมาสล่าสุดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะซีอีโอของ แอปเปิล (Apple) ก่อนที่เขาจะก้าวลงจากตำแหน่งในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า และในโอกาสสำคัญนี้ เขาได้ทิ้งทวนด้วยข่าวใหญ่ที่อาจกระทบสาวกไอทีทั่วโลก นั่นคือ แอปเปิล (Apple) อาจเริ่มเก็บค่าบริการสำหรับการใช้งาน ปัญญาประดิษฐ์ สิริ เอไอ (Siri AI) โฉมใหม่ในเร็ว ๆ นี้
ทิม คุก ได้เปิดเผยในสายรายงานผลประกอบการว่า Siri AI รุ่นใหม่นี้คือสิ่งที่สะท้อนถึงปรัชญาของ Apple อย่างแท้จริง นั่นคือ การสร้าง AI ที่เป็นส่วนตัว ประมวลผลจากบริบทของผู้ใช้ เพื่อยกระดับการค้นหาข้อมูลและการทำงานในชีวิตประจำวัน โดยเขาได้แสดงความภูมิใจอย่างมากต่อ Siri AI เวอร์ชันล่าสุด ที่ระบุว่าได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกอย่างล้นหลามจากกลุ่มผู้ทดสอบทั้ง Developer Beta และ Public Beta
ทว่าการเปิดทดสอบดังกล่าว ทำให้ Apple เริ่มมองเห็นตัวเลขที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับ ความถี่ในการใช้งานของผู้ใช้ และที่สำคัญที่สุดคือต้นทุน ที่ Apple ต้องแบกรับจากการประมวลผลเหล่านั้น
ทิม คุกได้อธิบายว่า Apple กำลังใช้รูปแบบ โมเดลไฮบริด (Hybrid Model) ที่ผสมผสานระหว่างศูนย์ข้อมูลของตนเอง ร่วมกับบริการคลาวด์จากผู้ให้บริการภายนอก ซึ่งเป็นส่วนที่ Apple ทุ่มงบประมาณลงทุนไปมหาศาล และยังส่งสัญญาณสำคัญว่า Apple ต้องเฝ้าดูว่า Siri AI จะส่งผลต่อฝั่งต้นทุนอย่างไรบ้าง แต่ในอีกมุมหนึ่ง เมื่อผู้คนใช้งานมันมากขึ้น ก็มีโอกาสที่พวกเขาจะขยับไปสมัครแผน ไอคลาวด์ พลัส (iCloud+) ที่สูงขึ้นตามไปด้วย
สัญญาณนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เพราะก่อนหน้านี้ Apple เคยประกาศไปแล้วว่า ฟีเจอร์ AI ด้านกล้องบางอย่าง จะสงวนไว้ให้เฉพาะผู้ที่สมัครสมาชิก iCloud+ ในราคาเริ่มต้น 9.99 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือราว 340 บาทต่อเดือน
สำหรับความสามารถของ Siri AI รุ่นใหม่นี้ คาดว่าจะอัปเกรดขึ้นหลายระดับจากความสามารถของ Siri แบบเดิมที่ทำได้เพียงแค่ถามสภาพอากาศหรือตั้งเวลาเตือนความจำ โดยมอบประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิมมาก ตัวระบบสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ข้อความในแอป แมสเซนเจอร์ (Messages) หรือบันทึกข้อมูลในแอป โน้ต (Notes) เพื่อนำมาวิเคราะห์บริบท ตารางงาน ความชอบ ตลอดจนรายละเอียดเกี่ยวกับเพื่อนและครอบครัว แล้วประมวลผลออกมาเป็นคำตอบที่แม่นยำและตอบโจทย์เฉพาะบุคคล
อ่านเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ TNN Thailand
02/08/2026
นาซาเริ่มฝึกนักธรณีวิทยาใต้น้ำ เตรียมพร้อมภารกิจ Artemis 4 สำรวจดวงจันทร์
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) เดินหน้าเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับไปสำรวจดวงจันทร์ในยุคโครงการอาร์เทมิส (Artemis) ด้วยการเปิดการฝึกอบรมรูปแบบใหม่ที่นับเป็นครั้งแรกของโลก โดยให้นักธรณีวิทยาสำรวจและเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ของโครงการอาร์เทมิสสวมชุดอวกาศลงฝึกปฏิบัติการภายใน ห้องปฏิบัติการลอยตัวในสภาวะเป็นกลาง (Neutral Buoyancy Laboratory: NBL) ที่ศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมการทำงานบนพื้นผิวดวงจันทร์
การฝึกดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการเคลื่อนไหวของนักบินอวกาศเท่านั้น แต่ยังเป็นการผสานองค์ความรู้ด้านธรณีวิทยาเข้ากับการปฏิบัติภารกิจจริง นักธรณีวิทยาได้ทดลองใช้งานเครื่องมือสำรวจหินและพื้นผิวดวงจันทร์ต้นแบบ พร้อมทดสอบขั้นตอนการเก็บตัวอย่างและการทำงานร่วมกับทีมปฏิบัติการในชุดอวกาศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต
ภายในสระลอยตัวขนาดใหญ่ของนาซา ทีมวิศวกรได้ติดตั้งอุปกรณ์จำลองสภาพพื้นที่บนดวงจันทร์ รวมถึงสร้างสภาพแสงที่มีมุมตกกระทบต่ำคล้ายบริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการอาร์เทมิส เนื่องจากดวงอาทิตย์จะอยู่ใกล้เส้นขอบฟ้าตลอดเวลา ทำให้เกิดเงาทอดยาวและมีพื้นที่มืดถาวรจำนวนมาก สภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้การมองเห็น การเคลื่อนที่ และการเลือกเก็บตัวอย่างหินมีความซับซ้อนกว่าการสำรวจบนโลกอย่างมาก
แม้ว่าการฝึกใต้น้ำจะไม่สามารถจำลองแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ได้ทั้งหมด แต่การลอยตัวในน้ำช่วยลดผลกระทบของน้ำหนักตัวและชุดอวกาศ ทำให้นักวิจัยสามารถศึกษาท่าทางการเคลื่อนไหว การใช้อุปกรณ์ และการประสานงานระหว่างนักบินอวกาศกับทีมวิทยาศาสตร์ได้อย่างใกล้เคียงกับการปฏิบัติภารกิจจริง นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถประเมินประสิทธิภาพของเครื่องมือสำรวจรุ่นใหม่ก่อนนำไปใช้งานบนดวงจันทร์
การฝึกครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของโครงการอาร์เทมิส ซึ่งมีเป้าหมายส่งมนุษย์กลับไปปฏิบัติภารกิจบนพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้งหลังจากเว้นช่วงมานานกว่าครึ่งศตวรรษ โดยข้อมูลที่ได้จากการทดลองทั้งด้านวิศวกรรม การสำรวจธรณีวิทยา และการทำงานของนักบินอวกาศ จะถูกนำไปใช้พัฒนากระบวนการสำรวจภายใต้ภารกิจ Artemis 4 ที่มุ่งสำรวจพื้นที่ขั้วใต้ดวงจันทร์ ซึ่งเชื่อว่าอาจมีน้ำแข็งสะสมอยู่ในหลุมอุกกาบาตที่ไม่เคยได้รับแสงอาทิตย์ และอาจกลายเป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับการตั้งฐานปฏิบัติการของมนุษย์บนดวงจันทร์ในอนาคต รวมถึงเป็นก้าวสำคัญสู่การเดินทางไปดาวอังคารในระยะยาว
ที่มาของข้อมูล Axiom Space
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand
เกาหลีใต้ใช้ “กล้อง AI” เฝ้าระวังอันตราย ส่อง “นวัตกรรมกู้ภัย” บนสะพานแม่น้ำฮันแห่งกรุงโซล
กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ได้นำระบบเฝ้าระวังด้วยกล้อง AI เกือบ 900 ตัวมาติดตั้งบนสะพานข้ามแม่น้ำฮัน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการทำร้ายตัวเองซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนรุ่นใหม่ โดยระบบจะตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยงและแจ้งเตือนทีมกู้ภัยให้เข้าถึงพื้นที่ได้ภายใน 5 นาที ส่งผลให้อัตราการรอดชีวิตเหนือน้ำพุ่งสูงขึ้นจาก 56% ในปี 2012 เป็นมากกว่า 99% ในปัจจุบัน
#กล้องAI #กล้องวงจรปิด #กู้ภัย #แม่น้ำฮัน
01/08/2026
วันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา วงการคริปโทเคอร์เรนซีพบกับปัญหาด้านความปลอดภัยครั้งใหญ่ เมื่อแฮกเกอร์สามารถขโมย Bitcoin มากกว่า 1,000 BTC หรือคิดเป็นมูลค่าราว 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,450 ล้านบาท ออกจากกระเป๋าเงินดิจิทัลของเหยื่อกว่า 1,196 บัญชี ภายในเวลาเพียง 41 นาที
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจไปทั่ววงการ ไม่ใช่เพียงมูลค่าความเสียหายมหาศาล แต่เป็นเพราะคนร้าย ไม่จำเป็นต้องเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ ไม่ต้องติดตั้งมัลแวร์ และไม่ต้องสัมผัสอุปกรณ์ Hardware Wallet เลยแม้แต่น้อย ก็สามารถขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลออกไปได้
ต้นตอของเหตุการณ์ครั้งนี้มาจาก Coldcard หรือกระเป๋าเงินแบบ Hardware Wallet ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ถือ Bitcoin ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเก็บกุญแจส่วนตัว (Private Key) แบบออฟไลน์ ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีผ่านอินเทอร์เน็ต โดยหลักการแล้ว อุปกรณ์จะสร้าง "Seed Phrase" หรือกุญแจหลักขึ้นจากการสุ่มตัวเลขที่มีความซับซ้อนสูง ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ไม่หวังดีจะคาดเดาได้
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยด้านความปลอดภัยพบว่า ซอฟต์แวร์ภายในอุปกรณ์บางเวอร์ชันที่ใช้งานมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2021 มีข้อบกพร่องในการสร้างค่าความสุ่ม เมื่อระบบสุ่มหลักไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ตัวอุปกรณ์จะเปลี่ยนไปใช้วิธีสร้างตัวเลขแบบสำรอง ซึ่งอาศัยข้อมูลที่คาดเดาได้ง่ายกว่า เช่น หมายเลขซีเรียลของอุปกรณ์และเวลาของระบบ
ข้อผิดพลาดดังกล่าวทำให้ความปลอดภัยของกุญแจหลักที่ใช้กับกระเป๋าเงินลดลง จากเดิมที่แทบไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องใดสามารถคำนวณได้ กลับเหลือเพียงประมาณ 4 พันล้านรูปแบบ ซึ่งแม้จะดูเป็นตัวเลขมหาศาล แต่ถือว่าอยู่ในขอบเขตที่คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงสามารถไล่ตรวจสอบได้
แฮกเกอร์จึงใช้วิธีสร้างกุญแจที่เป็นไปได้ทั้งหมดแบบออฟไลน์ ก่อนนำไปตรวจสอบกับข้อมูลธุรกรรมบนบล็อกเชนสาธารณะ
และเมื่อพบว่ากุญแจชุดใดตรงกับกระเป๋าเงินของเหยื่อ ก็สามารถใช้สิทธิ์ในการลงนามธุรกรรมและโอน Bitcoin ออกไปได้ทันที โดยเจ้าของกระเป๋าอาจยังเก็บอุปกรณ์ Coldcard ไว้ในตู้เซฟ และไม่รู้ตัวว่าทรัพย์สินถูกขโมยไปแล้ว
เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าจุดปกพร่องด้านความปลอดภัยของ Hardware Wallet ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแยกอุปกรณ์ออกจากอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของระบบสร้างตัวเลขสุ่ม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างกุญแจเข้ารหัส หากกระบวนการนี้มีข้อบกพร่อง แม้อุปกรณ์จะไม่เคยเชื่อมต่อเครือข่าย ก็ยังอาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีได้
แม้การโจรกรรมจะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ก่อเหตุไม่ได้ลบร่องรอยทั้งหมด บริษัทวิจัยด้านความปลอดภัย Block เปิดเผยว่า ระหว่างการค้นหาบัญชีเป้าหมาย แฮกเกอร์ได้ใช้บัญชีสมาชิกแบบเสียเงินของผู้ให้บริการข้อมูลบล็อกเชนรายใหญ่ ส่งผลให้เกิดบันทึกการใช้งานที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ข้อมูลดังกล่าวถูกส่งต่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อใช้ประกอบการสืบสวนติดตามตัวผู้กระทำความผิด
สำหรับผู้ใช้งาน Coldcard โดยเฉพาะรุ่น Mk2, Mk3, Mk4, Mk5 และ Q ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การอัปเดตเฟิร์มแวร์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากกระเป๋าเงินถูกสร้างขึ้นในช่วงที่ซอฟต์แวร์มีช่องโหว่ เนื่องจากกุญแจหลักเดิมยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกคาดเดาได้
แนวทางที่แนะนำ คือ อัปเดตอุปกรณ์เป็นเฟิร์มแวร์เวอร์ชันล่าสุด จากนั้นสร้าง Seed Phrase หรือกุญแจหลักชุดใหม่ทั้งหมด พร้อมย้าย Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลจากกระเป๋าเดิมไปยังกระเป๋าใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากช่องโหว่ดังกล่าว
เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของวงการคริปโทเคอร์เรนซีว่า แม้จะเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้รับการยอมรับด้านความปลอดภัย แต่หากกระบวนการสร้างกุญแจเข้ารหัสมีข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็อาจเปิดช่องให้แฮกเกอร์เข้าถึงสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลได้โดยไม่จำเป็นต้องเจาะระบบหรือสัมผัสอุปกรณ์ของเหยื่อแม้แต่ครั้งเดียว
ที่มาของข้อมูล coindesk, thehackernews
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand
01/08/2026
แฟชั่นไทยจากดินเปรี้ยว โชว์เวทีระดับโลก | TNN Tech Reports Weekly I 1 ส.ค. 69
เสื้อผ้าจาก “ดินเปรี้ยว” ตัวแรกของโลก วิจัยและออกแบบโดยดิไซเนอร์ไทย นวัตกรรมเปลี่ยนดิน “ไร้ค่า” ให้กลายเป็นผืนผ้าสร้าง “มูลค่า” ได้รับเชิญจัดแสดงบนเวทีใหญ่หลายประเทศ
ผลงานที่ได้รับรางวัลใหญ่ต่างประเทศและในประเทศหลายเวที ทั้ง The Grand Award จากเวที Romanian Jewelry Week 2021 ถือเป็นรางวัลแรกของคนไทยและคนเอเชียในเวทีนี้ / จัดแสดงบนเวที Milan Design Week 2026 หนึ่งในงานออกแบบที่ทรงอิทธิพลของโลก / งาน New York Jewelry Week / รวมถึงได้รับการเผยแพร่ในสถาบันชั้นนำกว่า 20 ประเทศ
นวัตกรรมการเปลี่ยนแบคทีเรียในดินเปรี้ยวชนิดที่เรียกว่า สเตรปโตมายซิส (Streptomyces) มาเป็นเสมือนโรงงานจุลินทรีย์ ผ่านกระบวนการหมักชีวภาพ ทำให้เกิดการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินหรือวัสดุทดแทนผ้า โดยสีที่เป็นเอกลักษณ์ของผ้าจะเปลี่ยนไปตามค่าความเป็นกรดในดินเปรี้ยว ทำให้ผ้าแต่ละผืนโดดเด่นด้วยสีเฉพาะตัว
ช่วยแก้ “Pain point ในเรื่องของความเป็นอยู่ เทรนด์หรือกระแสนิยมต้องการให้คนมีชีวิตอยู่อย่างยั่งยืน มันก็เลยเป็นลักษณะของปัญหาตั้งต้นที่เราอยากให้คนเห็นคุณค่าในทรัพยากรที่มีอยู่ใกล้ตัว เลยเป็นแนวทางในการเอานวัตกรรมไปเชื่อมโยง เราตัดตอนใช้ตัวตนความเปรี้ยวของมันมาสกัดและสังเคราะห์จนได้วัสดุ นวัตกรรมชิ้นนี้ขึ้นมา”
“ผมใช้กลยุทธ์ 2 ทาง หมายความว่าสร้าง value จากฐานะศิลปิน ชาวบ้านสามารถสร้างวัสดุได้เช่นเดียวกับผม แต่พอเสร็จแล้ว value มันเกิดขึ้น ปกติเราขายหรือซื้อประมาณร้อยกว่าบาท แต่ตอนนี้ผ้าผืนนึงเราทำราคาได้สูงสุด ประมาณ 3,000 - 4,000 บาท มันเกิดมูลค่าที่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกถึง value ที่มันเกิดขึ้นแล้ว ทำได้เอง ทั้ง ๆ ที่คนจะรังเกียจ คนจะออกไปอยู่จากพื้นที่ คนจะเข้ากรุงเทพฯ แต่กลายเป็นมันจะมีที่เดียว ใน ดินแดนที่กลายเป็นลักษณะของ identity ที่สร้างขึ้นหรือเอกลักษณ์ที่เกิดขึ้นจากดินเปรี้ยวครับ”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขจรศักต์ นาคปาน หัวหน้าโครงการวิจัย และอาจารย์คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
#ดินเปรี้ยว #แฟชั่น #เสื้อผ้า #เครื่องประดับ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
ที่อยู่
118/1 อาคารทิปโก้ ชั้น11 ถนนพระราม6 แขวงพญาไท เขตพญาไท
Bangkok
10400