Crypto Wolves

Crypto Wolves

แชร์

ข่าวในโลกการเงินเข้าใจง่าย |
เล่าเรื่องโลกการเงิน บิทคอยน์ คริปโต และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้เข้าใจง่าย สนุก และไม่ซับซ้อน
Not Financial Advice 🙏

17/06/2026

เก็บของช่วงนี้ ฟรี❗️ ค่าธรรมเนียม

เพื่อแทนคำขอโทษจาก บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ ในความไม่สะดวกของการใช้งานแอป Bitkub และ www.bitkub.com เมื่อ 16 มิ.ย. 69 เราขอมอบสิทธิเทรดฟรี 24 ชม. ให้กับลูกค้าทุกคน เริ่มวันนี้ 22:00 น.

ข้อกำหนดและเงื่อนไขของการรับสิทธิ

1. "ลูกค้า Bitkub ทุกคน รับสิทธิ เทรดฟรี 24 ชั่วโมง" จัดขึ้นโดย บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ("บริษัทฯ")

2. ระยะเวลาและเงื่อนไขการได้รับสิทธิประโยชน์ตามกิจกรรมนี้ มีดังต่อไปนี้:
- เงื่อนไข: สำหรับลูกค้าที่มีบัญชี Bitkub Exchange และผ่านการยืนยันตัวตนระดับที่ 1 ขึ้นไป (KYC1) ทุกคน
- สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ: รับสิทธิเทรดฟรี (ยกเว้นค่าธรรมเนียมการเทรด (Trading Fee)) ("สิทธิยกเว้นค่าธรรมเนียมการเทรด") เป็นเวลา 24 ชั่วโมง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 22.00.00 น. ถึง วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 21.59.59 น.

3. สิทธิยกเว้นค่าธรรมเนียมการเทรด เป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง จะคำนวณจากยอดการทำธุรกรรมซื้อและขายสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าในช่วงระยะเวลาที่กำหนดตามข้อ 2 โดยบริษัทฯ จะยกเว้นค่าธรรมเนียมการเทรดตามมูลค่าค่าธรรมเนียมการเทรดที่เกิดขึ้นจริง ภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลาที่บริษัทฯ กำหนด

4. เงื่อนไขและข้อกำหนดสำคัญสำหรับการใช้สิทธิยกเว้นค่าธรรมเนียมการเทรด มีดังนี้
- สิทธิยกเว้นค่าธรรมเนียมการเทรดจะนับเฉพาะคำสั่งซื้อขาย (Order) ที่ถูกวางขึ้นใหม่ภายในช่วงระยะเวลากิจกรรมตามข้อ 2 เท่านั้น
- บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ไม่นับรวมคำสั่งซื้อขายที่ถูกวางก่อนเริ่มระยะเวลากิจกรรมตามข้อ 2 แม้ว่าคำสั่งซื้อขายดังกล่าวจะได้รับการจับคู่ (Matched) หรือดำเนินการสำเร็จภายในช่วงระยะเวลากิจกรรมก็ตาม
- บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์การให้ KUB Gem สำหรับลูกค้าที่เทรดในช่วงเวลาดังกล่าวเนื่องจากเป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมการเทรด

5. ของรางวัลและสิทธิประโยชน์ตามกิจกรรมนี้ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือเปลี่ยนเป็นของรางวัลชนิดอื่นได้ และไม่สามารถโอนสิทธิให้ผู้อื่นได้

6. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขกิจกรรม โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าผ่านช่องทางที่เป็นทางการของบริษัทฯ

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือประการใด สามารถติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะปรับปรุงและพัฒนาเสถียรภาพของระบบให้ดียิ่งขึ้น เพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุดแก่ท่านต่อไป

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง,
ทีมงาน บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์
____________________

*คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

17/06/2026

📉 Bitcoin กำลังเข้าสู่ช่วงสะสมรอบใหม่?

ข้อมูล On-chain ที่น่าสนใจจาก CryptoQuant ที่อาจบอกว่า "แรงขายกำลังลดลง" และ "นักลงทุนระยะยาวกำลังกลับมาสะสม"

หนึ่งในตัวชี้วัดที่น่าสนใจคือ Sharpe Ratio ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยง

ที่ผ่านมาในปี 2015, 2018 และ 2022 เมื่อ Sharpe Ratio ของ Bitcoin ลดลงไปใกล้ระดับ -20 มักเป็นช่วงที่ตลาดอยู่ในโซน "ความเสี่ยงต่ำ" สำหรับนักลงทุนระยะยาว และเป็นช่วงที่เกิดการสะสมก่อนเข้าสู่รอบฟื้นตัวครั้งใหญ่

รอบนี้ Sharpe Ratio กลับมาลงแตะระดับเดียวกันอีกครั้ง

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือพฤติกรรมของผู้ถือ Bitcoin

🔹 ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน กระเป๋าที่มีประวัติ "สะสมและไม่ค่อยขาย หรือวาฬ นั่นแหละ" ได้ซื้อเพิ่มกว่า 125,000 BTC

🔹 ขณะที่ Bitcoin บน Exchange ลดลงต่อเนื่อง เหลือประมาณ 2.71 ล้าน BTC ลดลงกว่า 80,000 BTC จากช่วงเดือนกุมภาพันธ์

พูดง่าย ๆ คือ

พวกวาฬ 🐋 กำลังซื้อเพิ่ม
ในขณะที่เหรียญที่พร้อมขายในตลาดกำลังลดลง

แน่นอนว่าไม่มีใครรู้หรอกว่าจุดต่ำสุดอยู่ตรงไหน

แต่ข้อมูลในอดีตบอกเราว่า ช่วงที่ Sharpe Ratio อยู่ระดับนี้ มักเป็นช่วงที่นักลงทุนระยะยาวเริ่มสะสมมากกว่าตื่นตระหนก (กราฟในคอมเม้นท์ 👇

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Bitcoin เพิ่งอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 100 สัปดาห์มาเพียง 133 วัน

ในอดีต Bitcoin ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 362 วันในการสะสมตัวใต้เส้นนี้ก่อนกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหญ่

นั่นหมายความว่า...หากประวัติศาสตร์ยังพอเป็นแนวทางได้ ช่วงเวลานี้อาจไม่ใช่ช่วงของความตื่นเต้น

แต่เป็นช่วงที่ "คนที่รอได้ สายแข็ง" กำลังค่อย ๆ สะสมของจากคนที่หมดความอดทน

และหลายครั้ง ผลตอบแทนที่ดีที่สุดของ Bitcoin ก็มักเริ่มต้นจากช่วงเวลาที่ตลาดดูเงียบที่สุดเสมอ

16/06/2026

Michael Saylor: “Bitcoin ไม่จำเป็นต้องมีผลตอบแทนแบบ Ethereum”

หลังจากหลายปีที่ผ่านมา วงการคริปโตพยายามหาวิธีสร้าง Yield จากสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น Staking, Lending หรือกลไก Inflation ต่างๆ

แต่ล่าสุด Michael Saylor ออกมาพูดชัดเจนว่า

"Bitcoin ไม่จำเป็นต้องมี Staking และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็น Ethereum"

เพราะในมุมมองของเขา Bitcoin มีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือเป็น "Digital Capital" หรือสินทรัพย์สะสมมูลค่าที่บริสุทธิ์ที่สุด

ส่วนการสร้างผลตอบแทน ควรเกิดขึ้นจากชั้นบนของ Bitcoin ผ่านระบบการเงินและตลาดทุน

Saylor เรียกแนวคิดนี้ว่า "Digital Asset Stack"

🔹 Layer 1 : Digital Capital → Bitcoin
เก็บรักษามูลค่า เป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน

🔹 Layer 2 : Digital Credit
ตราสารหนี้หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ใช้ Bitcoin เป็นหลักประกัน

🔹 Layer 3 : Digital Money
สินทรัพย์ที่ใช้ชำระเงินหรือรักษาเสถียรภาพ

🔹 Layer 4 : Digital Yield
ผลิตภัณฑ์ที่สร้างกระแสเงินสดจากโครงสร้างทางการเงิน

🔹 Layer 5 : Digital Equity
หุ้นหรือสินทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์จากการถือ Bitcoin

สิ่งที่น่าสนใจคือ Saylor มองว่าความผันผวนของ Bitcoin ไม่ใช่ "ข้อเสีย"

แต่เป็นคุณสมบัติของสินทรัพย์ที่มีความขาดแคลนระดับโลก และเปิดซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง

หน้าที่ของตราสารอย่าง STRC, STRF หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ คือการเข้ามาดูดซับความผันผวนบางส่วน เพื่อเปลี่ยน Bitcoin ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนสถาบันสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

พูดง่ายๆ คือ

Bitcoin = พลังงานดิบ

ส่วน Yield = วิศวกรรมการเงินที่สร้างขึ้นบน Bitcoin

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม Strategy ถึงไม่ได้พยายามเปลี่ยน Bitcoin ให้สร้างดอกเบี้ยในตัวเอง

แต่เลือกสร้าง "Digital Credit" และ "Digital Equity" ขึ้นมารอบๆ Bitcoin แทน

คำถามที่น่าสนใจคือ...

ในอนาคต เราอาจไม่ได้เห็นโลกที่ Bitcoin แข่งกับ Ethereum

แต่อาจเห็นโลกที่ Bitcoin กลายเป็น "สินทรัพย์ฐาน" (Base Asset) ของระบบการเงินยุคใหม่

เหมือนที่พันธบัตรรัฐบาลเคยเป็นในโลกการเงินแบบเดิม

แล้วปล่อยให้ชั้นบนๆ เป็นผู้สร้างผลตอบแทน

คิดเห็นอย่างไร คอมเม้นท์มาคุยกันครับ

15/06/2026

💵 เงินไม่มีมูลค่า...ถ้าไม่มีแรงงานหรือพลังงาน

ช่วงนี้ผมมีโอกาสฟังมุมมองของ Elon Musk หลายคลิป แล้วมีอยู่ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมาก

นั่นคือ..."เงินไม่มีมูลค่าในตัวมันเอง"

เงินเป็นเพียงกระดาษ หรือแค่ตัวเลขในบัญชี

สิ่งที่ทำให้เงินมีมูลค่าจริงๆ คือความสามารถในการแลกเปลี่ยนกับแรงงาน พลังงาน และผลผลิตของมนุษย์

---

ย้อนกลับไปปี 1971

สหรัฐฯ ยกเลิกการผูกดอลลาร์กับทองคำ Nixon shock

โลกเข้าสู่ยุคเงิน Fiat อย่างเต็มตัว

หลายคนตั้งคำถามว่า

"ถ้าไม่มีทองคำหนุนหลัง แล้วอะไรทำให้ดอลลาร์มีมูลค่า?"

คำตอบคือ "พลังงาน"

ผ่านระบบ Petrodollar

เพราะโลกต้องใช้ดอลลาร์ในการซื้อน้ำมัน

ดอลลาร์จึงกลายเป็นเหมือนตั๋วสำหรับการเข้าถึงพลังงานของโลก

ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา

ดอลลาร์ → น้ำมัน → พลังงาน → เศรษฐกิจ

คือห่วงโซ่ที่ทำให้ดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรองของโลก

---

แต่วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนอีกครั้ง

AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจ

และ AI ไม่ได้กินน้ำมัน

AI กินไฟฟ้า ต้องกา Data Center ขนาดใหญ่ GPU หลายแสนตัว โรงไฟฟ้า ไปจนถึงพลังงานนิวเคลียร์

ทั้งหมดกำลังกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของโลกยุคใหม่

---

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราเห็น Trump พยายามผลักดันหลายเรื่องพร้อมกัน

🇺🇸 ดึงโรงงานผลิตชิปกลับเข้าสหรัฐฯ

🇺🇸 สนับสนุน Data Center และ AI Infrastructure

🇺🇸 เพิ่มกำลังการผลิตพลังงานภายในประเทศ

🇺🇸 ผลักดันให้อเมริกาเป็นศูนย์กลาง AI ของโลก
Claude , Chatgpt

หากยุค 1970 คือการผูกอิทธิพลของดอลลาร์เข้ากับน้ำมัน

ยุค 2030 อาจเป็นการผูกอิทธิพลของดอลลาร์เข้ากับ AI และพลังงานไฟฟ้า

---

แล้ว Bitcoin เกี่ยวอะไร?

Bitcoin เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลไม่กี่ชนิดที่ต้องใช้พลังงานจริงในการสร้าง

ทุก Bitcoin ต้องแลกมาด้วยไฟฟ้า เครื่องจักร และต้นทุนจริงผ่านระบบ Proof of Work

ในขณะที่เงินสามารถพิมพ์เพิ่มได้

Bitcoin ถูกจำกัดไว้ที่ 21 ล้านเหรียญ

---

สิ่งที่น่าสนใจคือ

ขณะที่สหรัฐฯ กำลังแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำด้าน AI และพลังงาน

ก็มีความพยายามผลักดัน Strategic Bitcoin Reserve ไปพร้อมกัน

เป้าหมายคือการสะสม Bitcoin ให้ได้ประมาณ 1 ล้าน BTC ภายใน 5 ปี

หรือเกือบ 5% ของ Bitcoin ทั้งหมดที่จะมีอยู่บนโลก

แนวคิดนี้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจมาก

ในอดีต ประเทศมหาอำนาจสะสมทองคำ

ต่อมาสะสมน้ำมันสำรอง

แต่ในอนาคต อาจเริ่มสะสม Bitcoin ควบคู่ไปกับพลังงาน ชิป และ AI

เพราะหาก Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์สำรองระดับโลกในอนาคต

การถือครองตั้งแต่วันนี้อาจมีความสำคัญไม่ต่างจากการสะสมทองคำในศตวรรษก่อน

---

หากมองในมุมหนึ่ง

ทองคำ คือการเก็บพลังงานและแรงงานไว้ในโลหะ

Petrodollar คือการผูกเงินเข้ากับน้ำมัน

ส่วน Bitcoin คือการเปลี่ยนพลังงานให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ขาดแคลน

---

ทองคำ → น้ำมัน → ไฟฟ้า → AI → Bitcoin

อาจเป็นเพียงวิวัฒนาการของการเก็บรักษามูลค่าและพลังงานในแต่ละยุค

และคำถามสำคัญในอีก 10 ปีข้างหน้าอาจไม่ใช่

"ใครมีเงินมากที่สุด?"

แต่คือ

"ใครควบคุมพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน AI และสินทรัพย์สำรองของโลกยุคใหม่ได้มากที่สุด?"

เพราะท้ายที่สุดแล้ว...

เงินไม่ใช่ความมั่งคั่ง

เงินเป็นเพียงสิทธิในการเข้าถึงแรงงาน พลังงาน และผลผลิตของมนุษยชาติ

15/06/2026

BTC เบรค 65,000 หลัง อิหร่าน - สหรัฐ ปิดดีล

14/06/2026

"รอราคาถูก " หรือ "เสียโอกาส" อะไรแพงกว่ากัน

เวลาพูดถึง Bitcoin คนส่วนใหญ่มักโฟกัสที่ความเสี่ยงของการซื้อผิดจังหวะ

แต่มีอีกความเสี่ยงหนึ่งที่ถูกพูดถึงน้อยกว่า...

คือการรอ

หากดูข้อมูลในภาพ จะพบว่าจุดต่ำสุดของ Bitcoin ในแต่ละวัฏจักรมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนว่า Bitcoin ยังมีการปรับฐานรุนแรงอยู่เสมอ รอบล่าสุดย่อลงไปกว่า 70% (ปี 2022)

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ ตลาดหมี และความผันผวนหลายรอบ

จุดต่ำสุดใหม่กลับสูงกว่าจุดต่ำสุดเดิม

นั่นไม่ได้แปลว่าราคาจะขึ้นตลอด

และไม่ได้หมายความว่าควรซื้อโดยไม่สนใจความเสี่ยง

แต่เป็นคำถามที่น่าสนใจว่า...

ระหว่าง

"ความเสี่ยงจากการลงทุน"

กับ

"ค่าเสียโอกาสจากการไม่ลงทุน"

อะไรคือสิ่งที่เราประเมินต่ำเกินไปมากกว่ากัน

เพราะในบางครั้ง ต้นทุนที่แพงที่สุด อาจไม่ใช่การตัดสินใจผิด

แต่อาจเป็นการไม่ตัดสินใจอะไรเลย

สิ่งที่ข้อมูลบอกเราอาจไม่ใช่ว่า Bitcoin จะไปถึงราคาเท่าไร

แต่คือการพยายามรอราคาที่ "ถูกกว่านี้อีกหน่อย"

อาจมีต้นทุนซ่อนอยู่เช่นกัน ซึ่งถ้านึกอะไรไม่ออก
ทำให้ง่ายเข้าไว้ keep stacking

13/06/2026

🚀 เฮียแกก็พูดถูกนะ..แต่แอบเบียวๆ
หลัง SpaceX IPO สำเร็จกลายเป็นบริษัท ที่มูลค่าอันดับ 7 ของโลก (กลายเป็น 8 นางฟ้าไปแล้ว 😂)

Michael Saylor ออกมาแสดงความยินดี พร้อมทิ้งประโยคที่น่าสนใจ
"ตอนนี้ 25% ของ Mag 8 ถือ Bitcoin อยู่บนงบดุลแล้ว"

ก่อนหน้านี้มี Tesla ที่ถือ Bitcoin อยู่แล้ว และเมื่อ
SpaceX ถูกเปิดเผยว่าถือ Bitcoin เช่นกัน ทำให้ 2 ใน 8 บริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก มี Bitcoin เป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์บริษัท

บางทีคำถามอาจไม่ใช่ว่า "บริษัทจะซื้อ Bitcoin หรือไม่"
แต่อาจเป็น...

🤔 อีกกี่บริษัทใน Mag 8 ที่จะเดินตาม Tesla และ SpaceX ในอนาคต? น่าสนใจดี

13/06/2026

🚀 SpaceX อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Bitcoin ร่วง?

อาจฟังดูแปลก...แต่มีนักวิเคราะห์จาก Standard Chartered มองแบบนั้น

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา Bitcoin ปรับตัวลงอย่างหนัก จากจุดสูงสุด $126,000 ลงมาแตะบริเวณ $60,000

ขณะที่ Bitcoin ETF ในสหรัฐมีเงินไหลออกต่อเนื่อง

รวมแล้วกว่า 7.6 พันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา

และกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ไหลออกเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2026

มีสมมติฐานหนึ่งที่น่าสนใจคือ...

นักลงทุนบางส่วนอาจขาย Bitcoin ETF เพื่อนำเงินไปเตรียมจองหุ้น SpaceX ในการ IPO (ไหนจะ Antropic และ OpenAI ที่มี oversubcribe เกิน 3 เท่า) เงินเหล่านั้นก็จะกลับมาในสัปดาห์หน้านี้

ถือเป็นหนึ่งในดีลที่นักลงทุนรอคอยมากที่สุดในรอบหลายปี

แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีสัญญาณที่หลายคนจับตา

📈 Bitcoin ETF กลับมาเป็น Net Inflow อีกครั้ง❗️

เงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 86 ล้านดอลลาร์ หลังจากแดงติดต่อกันมาหลายสัปดาห์

โดยกองทุน IBIT ของ BlackRock เพียงกองเดียว มีเงินไหลเข้ากว่า 58 ล้านดอลลาร์

ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มมองว่า

แรงขายจาก ETF อาจกำลังใกล้จบลงแล้ว

Standard Chartered ระบุว่ามี 3 ปัจจัยที่อาจช่วยหนุนตลาดคริปโตในระยะสั้น

1️⃣ ราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลง

2️⃣ Strategy ของ Michael Saylor กลับมาซื้อ Bitcoin อีกครั้ง

3️⃣ Bitcoin ETF กลับมามีเงินไหลเข้า

จนถึงขั้นมองว่า Bitcoin ที่บริเวณ $59,000 อาจเป็นจุดต่ำสุดของรอบนี้แล้ว

แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่าจุดต่ำสุดอยู่ตรงไหน

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ...

ในอดีต เวลาตลาดลงแรง มักเกิดจากความกลัว

ส่วนรอบนี้ อาจมีส่วนหนึ่งเกิดจากนักลงทุนกำลังย้ายเงินไปหา "โอกาสใหม่"

และถ้าเงินก้อนนั้นเริ่มไหลกลับมา

ตลาดก็อาจดูต่างจากช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอย่างมาก

13/06/2026

"จงทำงานหนัก" อาจเป็นคำแนะนำที่แย่ที่สุดในยุคนี้
จากบทสัมภาษณ์ล่าสุดของ Michael Saylor

ฟังดูขัดแย้ง... แต่ลองมาวิเคราะห์ดูก็มีมุมที่น่าสนใจ
ในอดีต ถ้าคุณอยากมีรายได้มากขึ้น คุณต้องทำงานเก่งขึ้น ทำงานหนักขึ้น หรือใช้เวลามากขึ้น..ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นข้อจำกัดในอดีต

แต่ตอนนี้ AI สามารถเขียนบทความ เขียนโค้ด สรุปรายงาน วิเคราะห์ข้อมูล หรือทำงานที่เคยต้องใช้คนเชี่ยวชาญได้ภายในไม่กี่วินาที

● รถกำลังขับเองได้
● หุ่นยนต์กำลังทำงานแทนคน
● AI กำลังเรียนรู้ทักษะที่มนุษย์ใช้เวลาฝึกฝนนับสิบปี

สิ่งที่กำลังถูกลดมูลค่า อาจไม่ใช่แค่แรงงาน
แต่คือความรู้และทักษะบางอย่างที่เคยสร้างรายได้ให้เรา
แต่นั่นไม่ได้แปลว่า "ไม่ต้องทำงานหนัก"
แต่หมายความว่า การทำงานหนักเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่
"เราจะทำงานหนักขึ้นได้อย่างไร?"
แต่คือ
"เราจะใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าที่ AI ทดแทนไม่ได้อย่างไร?"
เพราะในโลกที่ทุกคนเข้าถึงเครื่องมือเดียวกันได้
คนที่ได้เปรียบที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ทำงานหนักที่สุด
แต่เป็นคนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด
สุดท้ายยังไง Capital หรือทุน คือสิ่งสำคัญ
คำถามคือตอนนี้ทุนที่เราถืออยู่มีอะไรเป็นของเราจริงๆบ้าง... คอมเม้นท์มาคุยกันหน่อย

12/06/2026

⚽️ บอลโลกกำลังจะเริ่มแล้ว... แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมเพิ่งสังเกต

ทุกครั้งที่มีการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก คนไทยมักถกเถียงกันว่า

"ปีนี้แพงกว่ารอบก่อนอีกแล้ว"

แต่พอลองย้อนดูตัวเลขจริง ๆ กลับน่าสนใจกว่าที่คิด

ปี 2014 คนไทยได้ดูบอลโลกด้วยงบประมาณราว 427 ล้านบาท

ปี 2018 ขยับเป็น 960 ล้านบาท

ปี 2022 แตะ 1,400 ล้านบาท

ส่วนดีลล่าสุดปี 2026 หากเฉลี่ยจากแพ็กเกจที่ซื้อยาวไปถึงปี 2030 ก็อยู่ราว 1,150 ล้านบาทต่อสมัย

พูดอีกแบบคือ...

คนไทยกำลังจะได้ดูบอลโลกในต้นทุนที่ต่ำกว่าปี 2022 เสียอีก

แต่สิ่งที่ทำให้ผมสนใจมากกว่าตัวเลขเงินบาท คืออีกมุมหนึ่งของกราฟ

ถ้าเอาเงินค่าลิขสิทธิ์แต่ละปีไปคิดเป็น Bitcoin

จำนวน Bitcoin ที่ซื้อได้กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง

จากหลักหลายหมื่น BTC

เหลือหลักพัน BTC

และวันนี้เหลือเพียงไม่กี่ร้อย BTC เท่านั้น

มันทำให้ผมนึกถึงคำถามง่าย ๆ ข้อหนึ่ง

🤔 เวลาที่เราบอกว่าของอะไรสักอย่าง "แพงขึ้น"

จริง ๆ แล้วตัวสินค้านั้นแพงขึ้น

หรือหน่วยเงินที่เราใช้วัดมูลค่าของมันกำลังเปลี่ยนไป?

ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถยนต์ ทองคำ หุ้น หรือแม้แต่ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก

บางครั้งสิ่งที่เปลี่ยนอาจไม่ใช่ตัวสินค้า

แต่อาจเป็น "ไม้บรรทัด" ที่เราใช้วัดมูลค่าของมันต่างหาก

สุดท้ายแล้ว...

ลิขสิทธิ์บอลโลกแพงขึ้นหรือถูกลง?

ผมว่าคำตอบอาจขึ้นอยู่กับว่าคุณเลือกหยิบไม้บรรทัดอันไหนขึ้นมาวัด 📏

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ บุคคลสาธารณะ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บุคคลสาธารณะ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok