Mutual
Finding a common ground in society
“ถ้าคนรู้สึกรู้สากับสิ่งนั้น เค้าจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง แล้วถ้าคนจำนวนมากๆ รู้สึกรู้สากับสิ่งนั้นร่วมกัน มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเสมอ”
Mutual เกิดขึ้นเพราะความคิดความเชื่อแบบนี้
Mutual คือสื่อที่พยายามมองหา ‘ความเหมือน’ หรือ ‘ความร่วมกัน’ ในสังคมที่แตกต่างหลากหลาย ตั้งแต่ เพศ ร่างกาย วัย เชื้อชาติ ไปจนถึงความคิด ความเชื่อ ศรัทธา ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์
และเราเชื่อว่าการรู้ร้อนรู้หนาว หรือทุกข์ร่วม สุขร่วมกับคนในสังคมเป็นสิ่งที่ควรมี
Finding common ground in society : เราต่างมีพื้นที่ตรงกลางร่วมกัน จึงเป็นแนวคิดสำคัญของ Mutual
คนไร้บ้านต้องการพื้นที่ปลอดภัย
LGBTQ+ ต้องการแว่นที่มองมาด้วยสายตาปกติ
ผู้พิการ ต้องการการยอมรับในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง
เด็กเองก็ต้องการการรับฟังและเคารพในความคิดเห็น
เราทุกคนก็ต้องการเช่นนั้น
สังคมปัจจุบัน เราตั้งต้นและกำลังรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งการเคารพในความแตกต่างหลากหลายแล้ว
ถัดจากนี้ เราจะหาความร่วมและความเหมือน และรดน้ำมันไปด้วยกัน
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง
ปัจจุบันจังหวัดเชียงราย ภูมิลำเนาของครูอง มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 284,877 คน คิดเป็นร้อยละ 24 ของทั้งจังหวัด นับว่าใกล้เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) เต็มที
แม้จะเพิ่งเกษียณอายุราชการมาได้ไม่นาน ครูรองกลับเตรียมการเรื่องวาระสุดท้ายเอาไว้เรียบร้อยตั้งแต่ 10 ปีก่อน
05/10/2026
การจากลาคือปลายทางของความสัมพันธ์ที่ทุกคนต่างรู้ว่าสักวันต้องไปถึง แต่น่าแปลก ไม่มีใครรู้การจากลาของตัวเองหน้าตาเป็นยังไง จะจากดี จากร้าย จากตาย หรือจากเป็น
รู้แต่ว่าที่นั่น คุณจะได้พบกับแขกไม่ได้รับเชิญชื่อ ‘ความเศร้าโศก’ ผู้ไม่เคยถามไถ่ว่าเราพร้อมต้อนรับแค่ไหน และถึงเราจะปิดประตูใส่หรือพยายามวิ่งหนีไปไกลๆ มันก็จะไล่ตามเราทันจนได้ ไม่ช้าก็เร็ว
อ้างอิงบทความวิจัย ‘จากความเศร้าโศกสู่โรคทางใจ: เมื่อวิธีการทำใจที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง’ (From loss to disorder: The influence of maladaptive coping on prolonged grief) ของมหาวิทยาลัยออซฟอร์ด หลังสูญเสียใครสักคนไป เราสามารถหลีกหนีไม่ยอมรับมือกับความโศกเศร้าอาลัยได้ก็จริง แต่นอกจากจะไม่ช่วยให้ความเศร้าหายไปแล้ว ยังเพิ่มโอกาสเกิดภาวะโศกเศร้าเรื้อรังหลังการสูญเสีย (Prolonged Grief Disorder : PGD)
จากกลุ่มตัวอย่างที่เพิ่งสูญเสียคนใกล้ชิดทั้งหมด 275 คนที่ร่วมทำแบบสำรวจและเข้ารับการวิเคราะห์ระยะยาว 12-18 เดือน พบรูปแบบการหลีกเลี่ยงไม่รับมือกับการสูญเสียอยู่ 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่
1. กลุ่ม Avoidance: ไม่ยอมเผชิญหน้า พูดถึง หรือนึกถึงสิ่งที่ทำให้นึกถึงผู้เสียชีวิต เช่น สถานที่ รูปถ่าย เหตุการณ์ในความทรงจำ เป็นต้น
2. กลุ่ม Proximity Seeking: พยายามรักษาความใกล้ชิดกับผู้เสียชีวิตต่อไป เช่น ทำกิจวัตรเดิมๆ ทีทำให้รู้สึกว่าเขายังมีชีวิตอยู่
3. กลุ่ม Loss Rumination: คิดวนเรื่องปมที่ยังไม่คลี่คลายเกี่ยวกับเหตุการณ์สูญเสีย เช่น “ถ้าตอนนั้นทำแบบนี้ จะยังเสียเขาไปอยู่ไหม” หรือ “ตอนนั้นเขาทรมานแค่ไหนนะ”
4. กลุ่ม Injustice Rumination: คิดวนเรื่องความไม่ยุติธรรม เช่น ผู้เสียชีวิต (หรือตนเอง) ไม่สมควรต้องมาเจอความสูญเสียครั้งนี้
ทั้ง 4 แบบเป็นแพทเทิร์นพฤติกรรมที่ถือว่าปกติในช่วง 6 เดือนแรก โดยเฉพาะกลุ่ม Avoidance นั่นหมายความว่า เราไม่จำเป็นต้องเร่งรัดความรู้สึกตัวเอง แล้วเปิดประตูให้ความโศกเศร้าโถมเข้าใส่ตั้งแต่วันแรก
ดังนั้น ไม่เป็นไรเลยหากช่วงที่แผลยังสดใหม่ เราจะเดินเลี่ยงห้องบางห้อง คว่ำกรอบรูปบางกรอบ หรือกดข้ามเพลงบางเพลง ข้อควรระวังคือผลวิจัยชี้ว่า หากพ้น 6 เดือนไปแล้ว เรายังยึดติดกับการทำแบบเดิมอยู่ อาจส่งผลให้มีปัญหาสุขภาพจิตระยะยาวตามมาได้
แม้ความเศร้าโศกจะเป็นเพื่อนร่วมทางที่เราไม่ได้ชวนมา แต่เมื่อมันมาถึงแล้ว สิ่งที่เราทำได้คือทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ และหาวิธีที่จะอยู่ร่วมกับมันต่อไปโดยไม่ปล่อยให้มันเป็นผู้กำหนดเส้นทาง
#การทำใจ #สูญเสีย #ซึมเศร้า
02/10/2026
ความรักในการเสี่ยงดวงด้วยตัวเลขบนกระดาษของคนไทยที่ออกโดยรัฐไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน เพราะ ‘หวยถูกกฏหมาย’ มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีสาเหตุมาจากการที่ชาวสยาม ‘ไม่ยอมใช้เงิน’
ในปี 2568 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลทำรายได้ไปถึง 54,210.97 ล้านบาท โดยเป็นรายได้มาจาก สลากกินแบ่งรัฐบาลหกหลัก (Lottery 6 : L6) 2,432 ล้านฉบับ สลากการกุศล 102 ล้านฉบับ และสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลัก (N3) 243 ล้านฉบับ รวมทั้งสิ้น 2,473 ล้านฉบับ
ทำให้รายได้ในปีที่ผ่านมาของสำนักงานสลากกินฯ สูงกว่าปี 67 ถึง 6.57% หรือ 3,342.42 ล้านบาท และหากเราไปย้อนดูสถิติในแต่ละปีจะพบว่าคนไทยไม่ได้หวังรวยกันน้อยลงเลย มีแต่จะมากขึ้นๆ ในทุกๆ ปี
โดยหวยถูกกฏหมาย มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ในยุคนั้นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจถึง 2 ปีติด คนสยามใช้แรงทำงานแลกข้าว แต่ไม่มีการหยิบเอาเงินออกมาใช้ เงินตราจึงหายไปจากตลาดจนทำให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีข้อสงสัยและทรงสันนิษฐานว่า คงจะเอาเงินไปซื้อฝิ่นมากักตุนเอาไว้ จึงมีคำสั่งให้จับเอาฝิ่นมาทำลาย
แต่เมื่อจีนหง (ภายหลังมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีไชยบาน) เข้าเฝ้าก็ได้กราบทูลว่า เงินไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้แปรกลายเป็นฝิ่น แต่คน ‘เอาเงินใส่ไหฝังดิน’ ไว้ต่างหาก หากอยากให้ชาวสยามขุดเอาเงินออกมาใช้ ก็ให้ออกหวยเหมือนในเมืองจีน รัชกาลที่ 3 จึงโปรดให้ออกหวยขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนยี่ ปีมะแม พ.ศ. 2378 โดยเรียกกันว่า ‘หวย ก. ข.’
จากเดิมที่ไม่ยอมใช้เงินสักแดงเดียว ก็ต่างกันควักเงินออกจากไหมาซื้อหวย พอนานวันเข้าชาวสยามหลายคนก็เริ่มเป็นหนี้เป็นสินเพราะติดหวย รัชกาลที่ 5 จึงมีพระราชดำริให้ยกเลิกอากรหวย ก. ข. แต่ครั้นจะยกเลิกไปเลยโดยทันทีก็เป็นเรื่องยาก เพราะหวยสร้างรายได้ให้กับแผ่นดิน จึงค่อยๆ ลดให้น้อยลง และปรับรับเอา ‘ลอตเตอรี่’ แบบยุโรปมาใช้เพื่อหารายได้บำรุงการกุศล และจัดแสดงในวาระพิเศษต่างๆ ซึ่งในตอนนั้นจะออกเป็นครั้งเป็นคราวตามวาระที่ทางราชการต้องการใช้เงิน
พอเข้าสมัยรัชกาลที่ 6 หวย ก.ข. ก็ยกเลิกอย่างเด็ดขาด ส่วนลอตเตอรี่ยังคงอยู่เนื่องจากรายได้ดีมาก และมีการจัดตั้งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลขึ้นในปี 2482
แต่หวยไม่ใช่การเสี่ยงดวงเพียงอย่างเดียวที่คนไทยชื่นชอบ เพราะในปัจจุบันเรามีการเสี่ยงดวงหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบิงโกในงานกาชา ส่งซองกาแฟลุ้นรถ หรือส่งใบเสร็จลุ้นสิทธิเป็น Lucky Fan ของศิลปินชื่อดัง
หลายคนมองว่าการเสี่ยงโชค (Sweepstake) กับการพนัน (Gambling) เป็นคนละเรื่องกัน แต่เราอาจจะอยู่ใกล้ชิดกับการพนันมากกว่าที่รู้ตัว หากทำความรู้จักกับ ‘พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478’ ที่ระบุว่า กิจกรรมเสี่ยงโชคอยู่ภายใต้การควบคุมของพ.ร.บ. ฉบับนี้
อ่านต่อที่ จุ่ม-ลุ้น-ส่ง : เริ่มจากควักเงินในไหซื้อหวยสมัย ร.3 สู่การซื้อของลุ้นรางวัล และหลายครั้งก็มีจุดจบเหมือนการพนันตรงที่เราไม่ได้อะไรเลย mutualfinding.co/luck-draw/
เรื่อง : ธันยพร เกษรสิทธิ์
ภาพประกอบ : ภัทราภรณ์ สงสาร
#หวย #สลากกินแบ่งรัฐบาล
01/10/2026
สมุดเบาใจคนใช้ แต่อาจจะหนักใจที่คนชวน
“การเริ่มต้นแนะนำนี่แหละที่ไม่ง่าย ต้องอาศัยความใส่ใจ ความอดทน ใช้ทั้งเวลาและใช้จิตวิทยาด้วย” ครูรอง อัญชลี ไก่งาม ข้าราชการบำนาญ จ.เชียงราย ที่เขียนสมุดเบาใจของตัวเองมาแล้ว 3 เล่ม และชวนเพื่อนๆ รอบข้างลองใช้มานับไม่ถ้วน
ด้วยเหตุนี้ เราจึงชวนเธอมาถ่ายทอดวิชาการสื่อสารเรื่องความตายกับผู้สูงอายุอย่างมีศิลปะ
“พระอาจารย์ ถ้าแม่ตายไป ตอนเขาเผาแม่จะฮ้อนก่อเจ้า (ร้อนไหมคะ)”
คำถามเรียบง่าย ซื่อตรง แต่เปี่ยมด้วยความกังวลซึมลึกนี้ อัญชลี ไก่งาม หรือ ‘ครูรอง’ ข้าราชการบำนาญผู้ร่วมก่อตั้ง ‘บ้านชื่นสุข’ ได้ยินมาจากผู้สูงอายุคนหนึ่งตอนคุยกับพระ ในฐานะหัวเรือใหญ่ผู้ขับเคลื่อนงานจิตอาสาดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางมากว่าทศวรรษ เธอรู้ดี เมื่อพูดถึงความตาย ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักเบือนหน้าหนีเพราะกลัวอัปมงคล
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่เคยคิดถึงมัน
ปัจจุบันจังหวัดเชียงราย ภูมิลำเนาของครูรอง กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับเข้มข้น (Aged Society) ด้วยตัวเลขจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 284,877 คน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24 ของประชากรทั้งจังหวัด อีกทั้งยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง นับว่าใกล้เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) เต็มทีแล้ว
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอเริ่มครุ่นคิดถึงความตายของตัวเองอย่างจริงจังคือ ‘สมุดเบาใจ’ ซึ่งจัดทำขึ้นโดยกลุ่ม Peaceful Death เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ใช้เป็นเครื่องมือสำรวจความต้องการของตนเองในวาระสุดท้าย และวางแผนดูแลสุขภาพล่วงหน้า (Advance Care Planning) เอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับสื่อสารกับครอบครัวและแพทย์ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
“ตอนนั้นมีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมอบรม พอครูได้ยินชื่อกิจกรรม ‘เป็นมิตรกับความตาย’ ก็รู้สึกว่า โอ น่าสนใจ มันคืออะไรน้อ… ‘เป็นมิตร’ และ ‘ความตาย’ ดูเป็นสองคำที่เราไม่คิดว่าจะมาอยู่ด้วยกันได้ แต่ก็ชวนให้ฉุกคิดว่าบางทีความตายอาจไม่น่ากลัวอย่างที่เข้าใจ สุดท้ายตัดสินใจลองไปอบรม นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ครูมารู้จักและได้ลงมือเขียนสมุดเบาใจ”
ปีนี้ ครูรองอายุ 65 ปี เพิ่งเกษียณอายุราชการมาได้ไม่นาน แต่เธอเตรียมการเรื่องวาระสุดท้ายของตัวเองเอาไว้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ในสมัยที่ยังเป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียนป่าแดงวิทยา ตำบลหัวง้ม อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
สิ่งที่ครูรองคิดและทำ สอดคล้องกับ 1 ใน 6 ประเด็นที่ชี้ว่าผู้สูงอายุคนนั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดี จากเครื่องมือวัดคุณภาพชีวิตโดยองค์การอนามัยโลก (WHO Quality of Life: WHOQOL) นั่นคือ การยอมรับความตายและกระบวนการการตาย (Death and Dying) ร่วมกับอีก 5 ข้อคือ ความสามารถในการพึ่งพาตัวเอง (Autonomy), การรับรู้ตามประสาทสัมผัส (Sensory Abilities), มุมมองต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคต (Past, Present, and Future Activities), ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด (Intimacy), และ การมีส่วนร่วมในสังคม (Social Participation)
นอกจากจะดูแลตระเตรียมตัวเองเป็นอย่างดี ครูรองยังมีบทบาทสำคัญในการดูแลเพื่อนพี่น้องผู้สูงอายุในชุมชน โดยเธอจับมือกับสมพงษ์ ชำหา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหัวง้ม (รพ.สต.หัวง้ม) และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ก่อตั้งโครงการ ‘บ้านชื่นสุข’ เพื่อดูแลกลุ่มผู้สูงอายุเปราะบางที่ขาดคนดูแลโดยเฉพาะ
และที่บ้านพักแห่งนี้เองที่เธอได้นำสมุดเบาใจเข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการพูดคุยเรื่องวาระสุดท้ายกับเหล่าป้ออุ้ยแม่อุ้ย (ปู่ย่าตายาย) หรือผู้สูงอายุบ้านหัวง้ม อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
“แต่การเริ่มต้นแนะนำนี่แหละที่ไม่ง่าย ต้องอาศัยความใส่ใจ ความอดทน ใช้ทั้งเวลาและใช้จิตวิทยาด้วย” ครูรองว่า ด้วยเหตุนี้ เราจึงชวนเธอมาถ่ายทอดวิชาการสื่อสารเรื่องความตายกับผู้สูงอายุอย่างมีศิลปะ
อ่าน “ชวนยากกว่าใช้” คู่มือชวนใช้สมุดเบาใจฉบับชาวบ้าน : สื่อสารยังไงให้ผู้ใหญ่เปิดใจออกแบบวาระสุดท้ายด้วยตัวเอง ได้ทาง https://section09.thaihealth.or.th/content-detail/2e20b594-bad7-4e76-a299-a0c0d9723188
เรื่อง : ศิรอักษร จอมใบหยก
ภาพ : ศักดิ์ทิพย์ นวลศรี
ภาพประกอบ : บัว คำดี
#สมุดเบาใจ #ตายดี #อยู่ดีตายดี #ผู้สูงอายุ #สสส #สำนัก9 ับเราด้วยคน
30/09/2026
ภาพจำของคนหูหนวกในสังคม มักถูกบีบให้ประกอบอาชีพเพียงไม่กี่ประเภท งานแม่บ้าน งานทำความสะอาด หรือไรเดอร์ส่งอาหาร เพราะคิดว่ากำแพงทางภาษาที่มีระหว่างกันจะกลายเป็นการปิดกั้นโอกาสตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มทำ
รินรดา เทพแก้ว หรือริน เจ้าของ ‘ยินดี (YinD)’ บริการสแกนเอกสารโดยทีมงานคนหูหนวก เล่าว่าบริการของ YinD ไม่ใช้ความน่าสงสารเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ เพราะผลลัพธ์จากการบริการสแกนเอกสารให้แก่ลูกค้าที่ผ่านมา ลูกค้าไม่ได้สนใจว่าใครเป็นผู้ลงมือทำ ขอแค่งานเสร็จสมบูรณ์ตามเป้าหมาย
YinD เลือกปักหลักที่บริการจัดการและสแกนเอกสาร ซึ่งเป็นงานที่ตอบโจทย์ทั้งนายจ้างกับคนหูหนวก
แม้ปัจจุบันคนหูหนวกในรุ่นใหม่จะได้รับการศึกษาและฝึกทักษะมากขึ้นจนสามารถเข้าสู่ระบบงานหรือเป็นเจ้าของกิจการได้บ้าง แต่โดยรวมยังคงมีสัดส่วนการได้งานทำที่ไม่สูงนัก เนื่องจากข้อจำกัดและอุปสรรคสำคัญในการสื่อสารกับนายจ้างและเพื่อนร่วมงาน
ภาพจำของคนหูหนวกในสังคม มักถูกบีบให้ประกอบอาชีพเพียงไม่กี่ประเภท งานแม่บ้าน งานทำความสะอาด หรือไรเดอร์ส่งอาหาร เพราะคิดว่ากำแพงทางภาษาที่มีระหว่างกันจะกลายเป็นการปิดกั้นโอกาสตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มทำ
รินรดา เทพแก้ว หรือริน เจ้าของ ‘ยินดี (YinD)’ บริการสแกนเอกสารโดยทีมงานคนหูหนวก เล่าว่าบริการของ YinD ไม่ใช้ความน่าสงสารเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ เพราะผลลัพธ์จากการบริการสแกนเอกสารให้แก่ลูกค้าที่ผ่านมา ลูกค้าไม่ได้สนใจว่าใครเป็นผู้ลงมือทำ ขอแค่งานเสร็จสมบูรณ์ตามเป้าหมาย
YinD เลือกปักหลักที่บริการจัดการและสแกนเอกสาร ซึ่งเป็นงานที่ตอบโจทย์ทั้งนายจ้างกับคนหูหนวก
“เมื่อลองทำจริงก็พบข้อดีหลายอย่าง ข้อจำกัดด้านภาษาของคนหูหนวกกลับกลายเป็นจุดแข็งในกรณีเอกสารสำคัญหรือเอกสารลับ (Confidential) เพราะพวกเขาจะไม่เสียเวลาอ่านหรือทำความเข้าใจเอกสารเหล่านั้นอยู่แล้ว”
นอกจากนี้เนื้องานยังไม่มีกำแพงการสื่อสาร เพราะพนักงานคนหูหนวกไม่ต้องสื่อสารกับใคร
“ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจะไม่มีการสื่อสารเกิดขึ้นเลย ยินดีใช้วิธีนำล่ามภาษามือมาเทรนในวันแรก จากนั้นจะผลักดันให้น้องๆ ที่ทำเป็นแล้วก้าวขึ้นมาเป็น Leader เพื่อสอนงานคนหูหนวกรุ่นถัดไปผ่านภาษามือของพวกเขาเอง ซึ่งช่วยลดช่องว่างการสื่อสารได้อย่างยั่งยืนที่สุด ดังนั้นพอมีงานเข้ามา พนักงานก็รับบรีฟจากคนที่เคยทำอยู่แล้ว แล้วก็เข้าไปสแกนเอกสารเลย ไม่ต้องสื่อสารกับใครต่อ”
รินอยากให้งานนี้วางตำแหน่งตัวเองเป็น ตัวกลาง (Consultant) ระหว่างผู้จ้างงานกับคนพิการ คอยวิเคราะห์และจับคู่ว่างานแบบนี้เหมาะกับคนพิการกลุ่มไหน เพื่อช่วยให้งานสำเร็จและคนพิการมีงานทำ
“งานสแกนเอกสารเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการสร้างรายได้และเงินทุนเพื่อนำไปพัฒนาทักษะอื่นๆ และสร้างเส้นทางอาชีพ (Career Path) ของพวกเขาเองต่อไป”
"คนหูหนวกมีอุปสรรคในการสมัครงานเยอะมาก งานที่มีก็น้อยและมักไม่ตรงกับความถนัด แต่พอได้โอกาสมาทำสแกนเอกสาร ได้ทำงาน ได้มีรายได้เลี้ยงดูตัวเองโดยไม่ต้องเป็นภาระของครอบครัว มันทำให้เรามั่นใจขึ้น และยิ่งภูมิใจเมื่อได้ขยับขึ้นมาช่วยสอนงานน้องๆ คนอื่นต่อ"
‘ซินต้า’ อแมนด้า วงศ์สรณะ วัย 18 ปี ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และเป็นพนักงานคนหูหนวกคนแรกเริ่มของโครงการยินดี (YinD) เล่าว่าก่อนหน้านี้การหางานพาร์ทไทม์เป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับคนหูหนวก
"อยากบอกสังคมว่า คนหูหนวกเป็นคนพิการแต่ไม่ได้มีอุปสรรคในการทำงานเลย แค่จัดตำแหน่งงานให้เหมาะสมกับสิ่งที่เขาถนัด ดูว่าเขาทำอะไรได้ คนหูหนวกกับคนหูดีก็ทำงานร่วมกันได้ อยากให้บริษัทต่างๆ ลองเปิดใจดู" ชินต้าพนักงานหูหนวกกล่าว
อ่าน ‘สแกนอย่างมีมาตรฐาน สร้างงานอย่างมีความหมาย’ YinD บริการสแกนเอกสารโดยทีมงานคนหูหนวก ที่เปลี่ยนข้อจำกัดให้กลายเป็นจุดแข็ง https://section09.thaihealth.or.th/content-detail/e002e235-47cb-43d5-983d-92ff4a17dbdb
เรื่อง : มยุรา ยะทา
ภาพ : สุกฤษฎิ์ ปัจจันตดุสิต
ภาพประกอบ : บัว คำดี
#คนพิการ #ประชากรกลุ่มเฉพาะ #สำนัก9 #สสส #นับเราด้วยคน ับเราด้วยคน
30/09/2026
องค์การยูเนสโก (UNESCO) จัดให้ทักษะการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) และการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ (MIL) เป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 (A Vital 21st-Century Life Skill)
เราไม่ค่อยเชื่อถือวิกิพีเดียฉันใด ก็จงอย่าเชื่อถือ AI เกินไปฉันนั้น ต้องตรวจสอบที่มา แหล่งข้อมูล การอ้างอิงก่อนเชื่อ ก่อนแชร์ต่อ ก่อนบอกเล่าให้คนอื่นฟัง เพราะบทวิเคราะห์เรื่องการแพร่ระบาดของเนื้อหา AI-generated ขยะบนเสิร์ชเอนจิน (The Internet Is About to Get Weirdly Empty.) ที่เผยแพร่บนนิตยสารเดอะแอตแลนติค (The Atlantic) ของสหรัฐฯ ให้ข้อมูลว่าตอนนี้สังคมกำลังเกิดสภาวะที่อินเทอร์เน็ตกำลังก้าวเข้าสู่สมมติฐาน Dead Internet Theory หรือสภาวะที่เนื้อหาบนเว็บส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกเขียนหรือคัดกรองโดยมนุษย์อีกต่อไป โดยที่ AI สามารถปั๊มบทความยาวหลายพันคำขึ้นมาได้ภายในไม่กี่วินาที แต่เต็มไปด้วยคำพูดเวิ่นเว้อ ปราศจากความลึกซึ้ง และบ่อยครั้งเกิดอาการ AI Hallucination มั่วบ้านงาน ซึ่งเมื่อเครื่องมือค้นหาอย่าง Google นำเนื้อหา AI สรุปขึ้นมาแสดง หรือดึงข้อมูลจากเว็บขยะเหล่านี้ ผลการค้นหาจึงเต็มไปด้วยข้อมูลที่ผิดพลาดและตรวจสอบต้นตอไม่ได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโลโนยีอธิบายว่า AI ไม่ได้เจตนาจะโกหก แต่โครงสร้างของมันถูกออกแบบมาให้คาดเดาคำถัดไปที่ฟังดูสมเหตุสมผลที่สุด ไม่ใช่คำที่ถูกต้องที่สุด นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในยุคที่ใครๆ ก็ใช้ AI สกิลการ Fact-Check หรือจับผิดแหล่งที่มา ถึงกลายเป็นทักษะที่ควรเพิ่มพูนประดับติดตัว
โดยงานวิจัยเกี่ยวกับการการเติบโตของ AI (The Curse of Recursion: Training on Generated Data Makes Models Forget) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ชี้ว่าหากเรานำข้อมูลที่สร้างโดย AI (AI-Generated Data) ไปใช้เทรน AI ในรุ่นถัดไปเรื่อยๆ โมเดลจะค่อยๆ เกิดอาการหลงลืมข้อเท็จจริง และความเบี่ยงเบนเล็กๆ น้อยๆ ในรุ่นแรก จะถูกขยายผลจนกลายเป็นข้อมูลที่ผิดเพี้ยนถาวรในรุ่นต่อๆ มา
ซึ่งวิจัยยังสรุปว่า หากเราต้องการป้องกันไม่ให้ AI ยุคหน้าฉลาดน้อยลง บริษัทเทคโนโลยี จำเป็นต้องมีชุดข้อมูลที่สร้างและคัดกรองโดยมนุษย์ (Human-created Data) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลยืนพื้นในอ้างอิง
ปัจจุบัน วิกิพีเดียเลยกลายเป็นสารานุกรมที่ทรงคุณค่าหนึ่งที่ทั้งนักวิจัย AI และบริษัท Big Tech ต้องยอมจ่ายเงินเพื่อดึงฐานข้อมูลนำไปพัฒนา AI และยิ่งโมเดล AI อย่าง ChatGPT, Claude หรือ Gemini มีความฉลาดล้ำและตอบคำถามแทนมนุษย์ได้ดีเท่าไร ตัว AI เองกลับยิ่งต้องพึ่งพาและขาด Wikipedia ไม่ได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
อ่าน Wikipedia ยังอยู่! สารานุกรมออนไลน์บ้านๆ ที่ชวนเราเอ๊ะ! กับแหล่งอ้างอิง และหาต้นทาง ในยุคที่ AI ชอบมั่วบ้านงาน https://mutualfinding.co/wikipedia-is-still-here-in-ai-era/
เรื่อง : มยุรา ยะทา
ภาพประกอบ : ภัทราภรณ์ สงสาร
#ความน่าเชื่อถือ #คิดวิเคราะห์แยกแยะ
29/09/2026
อาบน้ำร้อนมาก่อน อาจใช้ได้ในเหตุการณ์ที่อดีตกับปัจจุบันไม่ต่างกันมาก แต่ถ้าพูดถึงภัยออนไลน์แล้ว การอาบน้ำร้อนมาก่อนของผู้ใหญ่ไม่สามารถเป็นประสบการณ์หรือเกราะป้องกันเด็กจากความเสี่ยงในโลกไซเบอร์ได้
รายงานผลการสำรวจดัชนีชี้วัดความปลอดภัยบนสื่อออนไลน์สำหรับเด็ก (COSI) ปี 2566 จากสถาบันดีคิว (DQ Institute) ระบุว่า 70% ของเด็กและเยาวชนทั่วโลกเผชิญความเสี่ยงทางไซเบอร์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และเมื่อเจาะสถิติมาทางเด็กไทย ก็พบข้อมูลที่น่ากังวลว่า อัตราการถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyber Bully) อยู่ที่ 41% ซึ่งสู่งกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ
เด็กทุกคนจึงมีความเสี่ยงจากโลกออนไลน์ ผู้ใหญ่หลายคนจึงพยายามจะปกป้องเด็กด้วยวิธีที่คิดว่าเหมาะสม แต่ไม่ได้รับฟังเด็กว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร เขากำลังเผชิญหน้ากับอะไร และต้องการความช่วยเหลือแบบไหน
ด้วยเหตุนี้ ‘มีมี่ - ณพัชรวัลย์ มหาเศรษฐวรกุล’ คณะทำงานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดนนทบุรี จึงร่วมเข้ามาอยู่ในวงเสวนาภายในเปิดตัว ‘Family Digital Safety Playbook คู่มือสร้างความปลอดภัยในโลกดิจิทัลฉบับภาษาไทย’ ในแคมเปญ #วัยทีนรู้ทัน ( ) ของ TikTok แพลตฟอร์มวิดีโอสั้น เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ในฐานะเยาวชนคนหนึ่งที่ภัยจากโลกออนไลน์สามารถส่งผลกระทบต่อเธอกับเพื่อนๆ ได้ และในฐานะ ‘ผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบ’ คู่มือสร้างความปลอดภัยในโลกดิจิทัลฉบับนี้
เพราะจากประสบการณ์ที่รับฟังปัญหาของเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันทำให้เธอรู้ว่า การที่จะทำให้เด็กและเยาวชนรู้สึกปลอดภัยและได้รับเกราะป้องกันในการเผชิญภัยในยุคดิจิทัล ไม่ได้มาจากการที่ ‘คนอายุมากกว่า’ สั่งสอนว่าอะไรควรไม่ควร แต่มาจากการที่คนในครอบครัวทำความเข้าใจร่วมกันว่าความเสี่ยงบนโลกออนไลน์คืออะไร และอะไรคือข้อตกลงร่วมกันที่เราจะทำเพื่อให้ตัวเองปลอดภัย
อ่าน ‘ภัยออนไลน์’ น้ำร้อนยุคใหม่ที่ผู้ใหญ่ก็ไม่เคยอาบ : คุยกับ ‘มีมี่ - ณพัชรวัลย์’ สภาเด็กกับการออกแบบเกราะคุ้มกันภัยออนไลน์ในมุมเด็กที่ผู้ใหญ่ช่วยได้หากรับฟัง mutualfinding.co/cyber-threat/
เรื่อง : ธันยพร เกษรสิทธิ์
ภาพประกอบ : ภัทราภรณ์ สงสาร
#ภัยไซเบอร์ #เด็กและเยาวชน
รินรดา เทพแก้ว เจ้าของโครงการยินดี (YinD) บริการสแกนเอกสารโดยทีมงานคนหูหนวก กล่าวว่าโมเดลการจ้างงานนี้ที่ชื่อ ยินดี (YinD) อยากให้เป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดของคนพิการเพื่อสร้างรายได้ระหว่างทางของชีวิต มากกว่าที่จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ
โดยบริการสแกนเอกสารโดยทีมงานผู้พิการทางการได้ยิน (คนหูหนวก) เป็นการจับคู่งานเพื่อลดอุปสรรคการสื่อสาร เปลี่ยนความไม่ถนัดให้เป็นจุดเด่นของการทำงาน
ติดตามบทความเร็วๆ นี้
สามารถติดตามคอนเทนต์อื่นๆ ของนับเราด้วยคนในช่องทาง TikTok ได้ที่ https://www.tiktok.com/
#คนพิการ #สสส #นับเราด้วยคน ับเราด้วยคน
28/09/2026
เราใช้ภาพนี้เมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
ทุกครั้งที่ทำภาพหรือปล่อยเนื้อหาออกมา ในฐานะคนทำสื่อก็หวังว่าคอนเทนท์ชิ้นนั้นจะได้ทำงานมากกว่า 1 ครั้ง อย่างน้อยก็ได้เอามา ‘รีโพสต์’ หรือเผยแพร่อีกครั้งไม่วาระใดก็วาระหนึ่ง
แต่ไม่ใช่กับภาพนี้
ไม่มีใครคิดว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปีถัดมา ถึงแม้สาเหตุ สถานการณ์ และรับมือจะแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ มันฉายภาพความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่ากัน ของประชาชนที่อยู่กันอย่างหนาแน่นในเขตเมือง
เราเห็นบ้านที่ถมจนสูง น้ำเลยไม่เข้า
แต่เราก็เห็นชุมชนที่แช่น้ำมา 3 วัน น้ำไฟโดนตัดตั้งแต่วันแรก
เราเห็นคนขับรถโฟร์วีลไปส่งลูกที่ซ้อมรับปริญญาได้
แต่เราก็เห็นนิสิตบางคนที่มาไม่ได้เพราะน้ำเข้าบ้าน
เราเห็นคนก่นด่าว่าไม่เห็นหน้า สส. สก. ลงพื้นที่บำบัดทุกข์
แต่เราก็เห็นว่า สส. สก. กลุ่มเดียวกันนั่นแหละ ทำงานแบบไม่ได้นอนเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ กทม. และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
เราเห็นคนถกเถียงกันมากมายว่าเรื่องนี้ใครควรรับผิดชอบ โดยไม่ลงแรงอะไรมากกว่านี้
แต่เราก็เห็นเหมือนกันว่า ถ้าศึกษาและอ่านขอบเขตอำนาจกันดีๆ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ไม่มีใครทำแต่อยู่ที่ทำแล้วแต่อำนาจถูกแยกส่วน บางส่วนก็ทำเต็มที่แต่เข็มขัดสั้นเกินกว่าจะสั่งการใดๆ
คนที่บ้านแห้งก็ถามคนที่ ‘ท่วมอยู่’ ก็ถูกถามไถ่รัวๆ ว่าเป็นยังไง มีของกินของใช้เพียงพอหรือเปล่า
แต่ก็คนที่ ‘ท่วมอยู่’ อีกเหมือนกัน ที่ถ่ายคลิปโพสต์ลงโซเชียลว่าช่วยน้องหมา น้องแมวที่ลอยคอและตากฝนตัวเปียกมาหลายวันด้วย
ล่าสุดก็อาจจะกำลังขำทั้งน้ำตากับคลิปคนนอนเฝ้ารถที่ตัดสินใจขอติดรถนักข่าวไปดูหนังฆ่าเวลารอน้ำลงดีกว่า
ยิ่งเหลื่อมล้ำมากๆ เราก็ยิ่งเห็นความแตกต่างข้างต้น แต่ในความแตกต่างนี้มันก็มีบางอย่างที่ถ่ายเทถึงกันได้ หนึ่งในนั้นคือ ‘Empathic Imagination’ คุณสมบัติทางสมองของมนุษย์ที่ใช้ ‘เข้าอกเข้าใจ’ และร่วมทุกข์กับผู้อื่น
นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ที่เคยไปศึกษาต่อปริญญาเอกสาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอกว่า จริงๆ แล้ว ทุกคนมีจินตนาการที่เข้าอกเข้าใจคนอื่นได้ เช่น เราเข้าใจว่าคนที่บ้านน้ำท่วมจะเศร้าแค่ไหน
มนุษย์ทุกคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกันเพื่อเข้าใจกันได้ การแตกต่างก็ทำให้เราเข้าใจผู้อื่นได้เหมือนกัน เมื่อมีทักษะนี้แล้วก็หยิบมาใช้ให้เป็น แล้วเราจะเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจคนอื่นได้
“เป็นจินตนาการที่ทำให้เราเข้าใจว่าชะตากรรมของคนอื่นเป็นยังไง แม้ว่าเราจะไม่เคยเผชิญด้วยตัวเองแต่ในแง่หนึ่งมันเป็นศักยภาพ”
จึงเป็นคำอธิบายว่าเพราะอะไรความทุกข์ยากของคนอื่นมันจึงกลายมาเป็นธุระกงการของเรา
ในช่วงเวลาลำบากอย่างนี้ นี่คือคุณสมบัติขั้นพื้นฐานที่เราต่างมี อย่างน้อยที่สุดเมื่อเราพูดกับตัวเองดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า “แล้วเราทำอะไรได้บ้างมั้ย”
เป็นกำลังใจและเอาใจช่วยทุกฝ่ายอย่างเต็มกำลัง
Mutual
#น้ำท่วมกทม69 #ความเหลื่อมล้ำ
26/09/2026
“ไม่รู้สิเจสซี ของเล่นมันมีไว้เล่น แต่หน้าจอน่ะมีไว้ทำได้ทุกอย่างเลยนะ”
แฟรนไชส์เดิม ตัวละครชุดเดิม อบอุ่นเหมือนเดิม แต่กลับมาภาคนี้ Toy Story 5 ชวนเรามาสำรวจสมดุลใหม่ในโลกของการเล่นที่กำลังเปลี่ยนไปเพราะเทคโนโลยี ผ่านมุมมองของ 2 ตัวละครหลัก
ฝั่งหนึ่งคือ ‘เจสซี’ ตุ๊กตาคาวเกิร์ลตัวเก่าที่ในเวลา 30 กว่าปีเปลี่ยนเจ้าของมาแล้ว 3 มือ เธอจึงหวั่นใจอยู่ลึกๆ เสมอว่าจะต้องโยกย้ายอีกครั้งเร็วๆ นี้รึเปล่า ส่วนอีกด้านคือ ‘บอนนี’ สาวน้อยช่างจินตนาการที่กำลังจะมีเอไอแท็บเล็ตเป็นของตัวเองครั้งแรก
เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่บอนนีหาเพื่อนหาเพื่อนไม่ได้สักทีจนพ่อแม่เริ่มกังวล สองสามีภรรยาจึงแก้ปัญหาด้วยการซื้อ ‘ลิลลีแพด’ แท็บเล็ตรูปกบที่กำลังฮิตในหมู่เด็กๆ ให้ลูก หวังว่าโซเชียลมีเดียและเกมจะช่วยให้เข้าสังคมง่ายขึ้น แต่เนื่องจากไม่ค่อยมีโอกาสดูแลนิสัยการใช้หน้าจอของลูกเท่าไร ปัญหาจึงเริ่มเกิด และไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระหว่างบอนนีกับเพื่อนๆ เท่านั้น แต่รวมถึงการตั้งตัวเป็นศัตรูกันของพวกเจสซีกับลิลลีแพดด้วย
เจสซีและเหล่าของเล่นรู้จักบอนนีดี เธอสนุกกับการออกไปเสียเหงื่อวิ่งเล่นในสวนและคิดจินตนาการเรื่องราวสมมติมากกว่า พวกเขาจึงยังไม่ยอมแพ้ คิดสารพัดแผนการทำให้เพื่อนๆ หันมาเล่นเลอะเทอะนอกโลกออนไลน์ไปกับบอนนี
แต่ความจริงแล้วพวกเจสซีกำลังทำเพื่อบอนนี หรือกลัวว่าในยุคที่เอไอเติมเต็มทุกอย่างได้ ตัวเองจะหมดความหมายกันแน่?
ความน่าสนใจของ Toy Story 5 คือหนังเรื่องนี้เล่ามากกว่าแค่ปัญหา ‘เด็กติดจอ’ ทั่วไป แต่ยังโยงไปถึงบทบาทท้าทายขึ้นของผู้ใหญ่ เพราะไม่ใช่แค่จำกัดชั่วโมงหน้าจอของลูกแล้วทุกอย่างจะจบ
อ่านบทความ ของเล่น หน้าจอ โลกจริง : Toy Story 5 กับภารกิจของผู้ใหญ่ในยุคที่สายสัมพันธ์ในเด็กเปลี่ยนไป เพราะหน้าจอเข้ามาแทนที่การเล่น ได้ทาง https://mutualfinding.co/bite-toy-story-5-film-review/
เรื่อง : ศิรอักษร จอมใบหยก
ภาพ : บัว คำดี
#ของเล่น #หน้าจอ #ยุคใหม่ #จิตวิทยาเด็ก
คลิกที่นี่เพื่อรับประกาศแบบสปอนเซอร์ของคุณ
หมวดหมู่
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เว็บไซต์
ที่อยู่
1371 ถนนพหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10400
แจ้งเตือน
เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Mutual โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ