NetZeroCarbon

NetZeroCarbon

แชร์

Everything about our planet and more 🌍
ติดต่องานที่ : [email protected] 📩

https://linktr.ee/netzerocarbonth

05/10/2026

เมื่อพูดถึง ‘โลกร้อน’ หลายคนมักนึกถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นหรือคลื่นความร้อนที่เกิดบ่อยขึ้น แต่ข้อมูลล่าสุดจากยุโรปกำลังชี้ว่าปัญหาอาจซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะฤดูร้อนปี 2026 ไม่ได้มีเพียงอากาศร้อนเป็นประวัติการณ์ แต่ยังดึง ‘วิกฤตอีกหลายด้าน’ ตามมาพร้อมกัน
รายงานจาก Copernicus Climate Change Service ระบุว่า ยุโรปตะวันตกเพิ่งเผชิญฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา หลายประเทศมีจำนวนวันที่อุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียสมากกว่าที่เคยพบในอดีต และหลายพื้นที่เผชิญความเครียดจากความร้อนต่อเนื่องเป็นเวลานาน
แต่ทว่าสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กังวลอาจไม่ใช่อุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในหลายพื้นที่ของยุโรปก็ทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน ซึ่งขณะเดียวกัน ฤดูใบไม้ผลิที่แห้งผิดปกติได้ทำให้หลายพื้นที่มีฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ดินสูญเสียความชุ่มชื้น และระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายลดลงต่อเนื่องจนเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน
ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสภาพอากาศ ภาคเกษตรต้องเผชิญความเสี่ยงด้านน้ำ การขนส่งทางน้ำได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่ลดลง และหลายเมืองเริ่มกังวลเรื่องความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว
ข้อมูลจาก Copernicus ยังระบุว่า ภัยแล้งได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของยุโรปภายในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดเฉพาะบางประเทศ แต่กระจายเป็นวงกว้างทั่วทั้งภูมิภาค โดยผลกระทบที่เห็นชัดคือไฟป่า เมื่ออากาศร้อนและแห้งต่อเนื่อง ความเสี่ยงในการเกิดไฟป่าก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
พื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาไหม้ในสหภาพยุโรปช่วงต้นเดือนกันยายนมีขนาดเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยในรอบเกือบ 20 ปี สิ่งที่น่าสนใจคือ นักวิทยาศาสตร์เริ่มมองว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์สุดขั้วที่เกิดแยกจากกัน แต่เป็น ‘วิกฤตที่เชื่อมโยงกัน’
ดินที่แห้งทำให้อากาศร้อนขึ้น อากาศที่ร้อนขึ้นทำให้แหล่งน้ำสูญเสียน้ำมากขึ้น และเมื่อทุกอย่างแห้งลง ความเสี่ยงของไฟป่าก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมาเวลาพูดถึง Climate Change เรามักนึกถึงน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือคลื่นความร้อนแยกเป็นคนละเรื่อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรปกำลังแสดงให้เห็นว่าปัญหาเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกัน และเสริมความรุนแรงให้กันเองได้
บทเรียนสำคัญจากฤดูร้อนปี 2026 อาจไม่ใช่การที่ยุโรปทำลายสถิติอากาศร้อนอีกครั้ง แต่อาจเป็นการเตือนว่า Climate Change ไม่ได้ส่งผลกระทบทีละเรื่องอีกต่อไป แต่กำลังสร้างหลายวิกฤตให้เกิดขึ้นพร้อมกันในคราวเดียว


ที่มา
- Forbes
- Copernicus Climate Change Service

05/10/2026

องค์การสหประชาชาติ (UN) โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตต่อประชาคมโลกให้เร่งฟื้นฟูและปกป้องผืนป่าอย่างเร่งด่วน เนื่องจากโลกได้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปแล้ว 3,056 ล้านไร่ นับตั้งแต่ปี 1990
สาเหตุเกิดจากการบุกรุกพื้นที่เพื่อทำเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์และพืชเศรษฐกิจ ประกอบกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลกในปัจจุบันยังคงสูงกว่าเกณฑ์และห่างไกลจากเป้าหมายที่จะยุติการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ภายในปี 2030 ส่งผลให้โอกาสในการกู้คืนระบบนิเวศน้อยลงไปทุกที
การสูญเสียพื้นที่ป่ากลายเป็นตัวเร่งสภาวะโลกร้อนโดยตรง เพราะการตัดไม้ทำลายป่าเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกถึงร้อยละ 12-20 เมื่อไม่มีผืนป่าโลกจึงต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งปัญหาภัยแล้งที่กินระยะเวลานานกว่าปกติ น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
ไม่เพียงเท่านั้นวิกฤตการณ์นี้ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงทางอาหารและน้ำในระดับสากล เมื่อพื้นที่ป่าลดลง หน้าดินที่เคยอุดมสมบูรณ์จะถูกความร้อนแผดเผาและถูกฝนชะล้าง ก็จะนำไปสู่สภาวะดินเสื่อมสภาพ ทำให้ผลผลิตด้านอาหารทั่วโลกลดลง นอกจากนี้ สิ่งมีชีวิตบนบกกว่าร้อยละ 80 กำลังถูกทำลาย ส่งผลให้พืชและสัตว์ป่าต้องสูญพันธุ์เฉลี่ยสูงถึง 137 ชนิดในแต่ละวัน
ความน่ากังวลยังไม่จบเพียงเท่านี้ ประชากรโลกมากกว่า 1,600 ล้านคนหรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของโลกอาศัยทรัพยากรจากป่าไม้ในการดำรงชีวิตและสร้างรายได้ การสูญเสียป่าจึงซ้ำเติมปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงยิ่งขึ้น
ความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้ คือการป้องกันไม่ให้ผืนป่าทั่วโลกกลายสภาพจาก ‘แหล่งกักเก็บคาร์บอน’ เป็น ‘แหล่งปล่อยคาร์บอน’ เนื่องจากป่าไม้ดั้งเดิมกักเก็บคาร์บอนไว้สูงถึง 714 กิกะตัน แต่ปัญหาจากภัยแล้งและไฟป่าที่รุนแรงทำให้พื้นที่ป่าหลายแห่ง เช่น บางส่วนของป่าแอมะซอน ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากกว่าปริมาณที่ดูดซับ
ทาง UN ระบุว่า หากชะลอมาตรการแก้ไขปัญหาออกไป ความเสื่อมโทรมของดินจะยิ่งส่งผลเสีย ทำให้ต้นทุนและงบประมาณที่ต้องใช้ในการฟื้นฟูป่าในอนาคตพุ่งสูงขึ้นกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว ที่ผ่านมาในช่วง 20 ปี โลกประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูป่าตามเป้าหมายเพียง 1 ใน 5 เท่านั้น
พร้อมทั้งย้ำว่าจำเป็นต้องร่วมมือกันเร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าและธรรมชาติเสื่อมโทรมให้ได้ตามเป้าหมายอย่างจริงจัง โดยมีการประเมินว่าจะสามารถปกป้องเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าทดแทนกลับคืนมาได้สูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

#ภัยพิบัติธรรมชาติ #ป่า #โลกร้อน #ไฟป่า

ที่มา
-fao
-theguardian
-UN
-UNFCCC

05/10/2026

สหรัฐอเมริกามีโรงเรียนสำหรับแรคคูน ที่ ‘Woodside Wildlife Rescue’ เพื่อช่วยฝึกทักษะการเอาชีวิตรอดให้กับเหล่าลูกแรคคูนกำพร้า ก่อนกลับคืนสู่ธรรมชาติ

#แรคคูน

05/10/2026

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ขบวนประชาชนได้รวมตัวกันเคลื่อนสู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อคัดค้านการสอดไส้ข้อเสนอ ‘Article X.51’ ในการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-EU ภายใต้แฮชแท็ก #หยุดUPOV1991
การเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่แค่การเรียกร้องของ ‘เกษตรกร’ แต่คือปฐมบทการต่อสู้เพื่อปกป้อง ‘อธิปไตยทางอาหาร’ ของคนไทยทุกคน
จุดเริ่มต้นของ ‘UPOV 1991’ ก็คือการเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วย ‘การคุ้มครองพันธุ์พืช’ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อ ‘ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา’ และให้สิทธิผูกขาดแก่ ‘นักปรับปรุงพันธุ์เชิงพาณิชย์’
สำหรับความจำเป็นที่ทำให้ภาครัฐต้องนำเรื่องนี้มาพิจารณา คือการที่อนุสัญญานี้กลายเป็น ‘เงื่อนไขทางการค้า’ ในการเจรจา ‘FTA’ ซึ่งถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกกำแพงภาษี ดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และขยายตลาดส่งออกของไทยสู่ยุโรป
แม้จะแลกมาด้วยผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศ แต่ความสำคัญที่ทำให้สังคมต้องตระหนักถึงวิกฤตนี้ นั่นก็คือการสูญเสียสมดุลในการจัดการทรัพยากร
ปัจจุบันไทยมี ‘พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542’ ที่ช่วยรักษาสมดุลระหว่าง ‘สิทธิกลุ่มทุน’ กับ ‘สิทธิเกษตรกรท้องถิ่น’ แต่ว่า UPOV 1991 จะเข้ามารวบอำนาจไปไว้ในมือบรรษัทข้ามชาติอย่างเบ็ดเสร็จ
ส่วนหนึ่งจากรายงานของสภาผู้แทนราษฎร ปี 2563 ได้เตือนถึงความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่
1) ภัยคุกคามจากโจรสลัดชีวภาพ (Biopiracy) เปิดช่องให้ทุนต่างชาตินำพันธุกรรมพืชพื้นเมืองไทยไปพัฒนาต่อยอด จดสิทธิบัตร และนำกลับมาขายผูกขาดโดยไม่ต้องแบ่งปันผลประโยชน์ให้ชุมชนเจ้าของสายพันธุ์
2) เมล็ดพันธุ์ราคาพุ่งและการถูกฟ้องร้อง เกษตรกรจะถูกลดสถานะเป็นเพียง ‘ผู้เช่าซื้อ’ ที่ต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์แพงขึ้น 2-6 เท่า และมีความเสี่ยงถูกฟ้องร้องดำเนินคดี หากละอองเกสรจากฟาร์มของกลุ่มทุนปลิวมาผสมข้ามสายพันธุ์กับพืชพื้นเมืองแบบไม่เจตนา
3) เปิดช่องทางให้พืช GMOs อาจสร้างภาระผูกพันที่นำไปสู่การยอมรับพืชดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ตลาดเกษตรอินทรีย์ของไทยอย่างรุนแรง
การทำความเข้าใจ UPOV 1991 จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้ชี้ชะตาแค่ตัวเลข GDP ของประเทศ แต่กำลังจะกำหนดว่า รากฐานความมั่นคงทางอาหารและราคาข้าวปลาอาหารบนโต๊ะของเราในอนาคต จะยังคงเป็นสิทธิของคนไทย หรือถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่อย่างถาวร

#การคุ้มครองพันธุ์พืช

ที่มา
- thaipbs
- สภาองค์กรของผู้บริโภค

05/10/2026

หลายปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำว่า ‘Energy Transition’ หรือ ‘การเปลี่ยนผ่านพลังงาน’ ภาพที่หลายคนจินตนาการคือโลกกำลังค่อย ๆ ลดการพึ่งพาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ก่อนหันไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น แต่รายงานล่าสุดจาก McKinsey กลับชี้ว่าภาพจริงอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมด
แม้การลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกจะอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ความต้องการใช้น้ำมันในปี 2025 กลับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 ขณะที่การใช้ถ่านหินก็ยังทำสถิติสูงสุดใหม่ และความต้องการก๊าซยังเพิ่มขึ้นในแทบทุกภูมิภาคของโลก
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องขัดแย้ง เพราะหากพลังงานสะอาดกำลังเติบโต ทำไมเชื้อเพลิงฟอสซิลจึงยังเติบโตตามไปด้วย ?
คำตอบอาจอยู่ที่ความต้องการพลังงานของโลกที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น Data Center ที่รองรับ AI รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ระบบทำความเย็นในเมืองที่ร้อนขึ้น หรือการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนา ล้วนทำให้โลกต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นพร้อมกัน
นั่นทำให้หลายประเทศเริ่มเปลี่ยนลำดับความสำคัญ จากเดิมที่พูดเรื่องลดคาร์บอนเป็นหลัก ไปสู่คำถามที่ใกล้ตัวกว่าอย่าง ‘ไฟจะพอไหม’ และ ‘ค่าไฟจะแพงขึ้นหรือเปล่า’ ความมั่นคงทางพลังงานและราคาพลังงานจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้เป้าหมาย Net Zero
ด้วยเหตุนี้ พลังงานหมุนเวียนจึงไม่ได้เข้ามาแทนที่พลังงานเดิมเสมอไป หลายประเทศกลับต้องลงทุนทั้งโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ โครงข่ายไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ และบางแห่งยังรวมถึงนิวเคลียร์ไปพร้อมกัน เพื่อให้มีไฟฟ้าเพียงพอรองรับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น
คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ หากโลกยังเพิ่มการใช้พลังงานทุกชนิดพร้อมกัน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เราพูดถึงมาตลอดกำลังเกิดขึ้นจริง หรือกำลังกลายเป็นเพียงการ ‘ขยายระบบพลังงาน’ ให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
แน่นอนว่าพลังงานสะอาดยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และจะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต แต่สิ่งที่รายงานนี้สะท้อนคือ โลกแห่งความเป็นจริงอาจไม่ได้เปลี่ยนจากพลังงานเก่าไปสู่พลังงานใหม่แบบเส้นตรงอย่างที่หลายคนเคยคาดหวัง
บางทีโจทย์สำคัญของทศวรรษหน้าอาจไม่ใช่การเลือกว่าพลังงานชนิดใดจะเป็นผู้ชนะ แต่เป็นการหาว่าโลกจะตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร โดยไม่ทำให้ต้นทุนสูงเกินไป และไม่ผลักเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศให้ไกลออกไปกว่าเดิม



ที่มา
- Forbes
- McKinsey & Company

05/10/2026

‘กรุงเทพมหานคร’ เดินหน้าพลิกโฉม ‘พื้นที่จัดการขยะ’ ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ ด้วยการเปิดตัวโครงการประกวดออกแบบ ‘สวนป่าอ่อนนุช 86’ มุ่งเปลี่ยนพื้นที่ 88 ไร่ ให้เป็นสวนสาธารณะเพื่อทุกคน พร้อมชิงเงินรางวัลรวมกว่า 7 แสนบาท
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ‘พรพรหม วิกิตเศรษฐ์’ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงเปิดโครงการประกวดออกแบบ สวนป่าอ่อนนุช 86 ภายในงาน ‘BKKCAW 2026’ โดยระบุว่า กทม. มีแผนพัฒนา ‘ศูนย์จัดการขยะอ่อนนุช’ ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 580 ไร่ เพื่อลดผลกระทบด้านมลพิษต่อชุมชน
โดยจะทยอยยุติการใช้งานโรงงานเก่าภายในปี 2570 และปรับพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่สาธารณะ หลังจากได้ฟื้นฟูกองขยะเดิมขนาด 5-10 ไร่ จนระบบนิเวศเริ่มฟื้นตัวและร่มรื่นขึ้นตั้งแต่ปี 2565
สำหรับโครงการสวนป่าอ่อนนุช 86 มีเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ 88 ไร่ ให้เชื่อมต่อกับสวนป่านิเวศอ่อนนุชเดิมเนื้อที่ 55 ไร่ เพื่อสร้างผืนป่าขนาดใหญ่รองรับการพักผ่อน ออกกำลังกาย และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม
โดยการประกวดในครั้งนี้ทางร่วมมือกับบริษัท JUTI และสมาคม TALA เปิดโอกาสให้นักออกแบบ นักศึกษา สถาปนิก และประชาชน ส่งผลงานชิงเงินรางวัลรวม 700,000 บาท โดยผลงานที่ชนะจะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรกเพื่อนำไปต่อยอดสร้างจริง
สำหรับผู้เข้าประกวดต้องออกแบบภายใต้ 8 แนวคิดหลัก ได้แก่
1) สวนสำหรับทุกคน ที่ทุกวัยเข้าถึงได้
2) ส่งเสริมสุขภาวะ
3) ส่งเสริมระบบนิเวศเมืองด้วยพรรณไม้ที่เหมาะสม
4) รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการจัดการน้ำและลดความร้อน
5) เชื่อมโยงชุมชน
6) มีความปลอดภัยสูง
7) ก่อสร้างและบริหารจัดการได้จริงในระยะยาว
8) พลิกฟื้นพื้นที่เดิม (Revive Area) ให้เกิดประโยชน์และสร้างคุณค่าใหม่
ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนขอรับ TOR ได้ระหว่างวันที่ 5-22 ตุลาคม 2569 ก่อนคัดเลือกและนำเสนอผลงานจริงในปี 2570 ถือเป็นก้าวสำคัญเพื่อคนเมือง

#สวนป่าอ่อนนุช86 #พื้นที่จัดการขยะ #กทม #ศูนย์จัดการขยะอ่อนนุช

05/10/2026

โลกของเราในทุกวันนี้ ‘วิกฤตภูมิอากาศ’ ทวีความรุนแรงจนภาพน้ำท่วมฉับพลัน พายุเฮอร์ริเคน คลื่นความร้อน หรือควันไฟป่า กลายเป็น ‘ความโกลาหลระดับดิสโทเปีย’ ที่ผู้คนเริ่มมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว
ทัศนคติความคุ้นชินต่อภัยพิบัติเหล่านี้ได้จุดประกายให้เกิดผลงานออกแบบที่สะท้อนความตลกร้ายของยุคสมัย
กลุ่มศิลปินจากอินสตาแกรม ‘L\FEL\NE’ (.nyc) ได้สร้างสรรค์ ‘กระเป๋าโท้ต’ (Tote bag) สไตล์มินิมอลที่ซ่อนฟังก์ชันเอาชีวิตรอดเอาไว้ เพราะมันสามารถแปลงร่างเป็น ‘เสื้อชูชีพ’ ได้ในยามวิกฤต เพียงแค่ผู้ใช้กางกระเป๋าออก สวมศีรษะ และดึงเชือกเพื่อให้พองลมเป็นเสื้อกั๊กได้ทันที
แต่ว่าผลงานนี้ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายจริง เพราะว่ามันคือ ‘การประท้วงเชิงสัญลักษณ์’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากน้ำท่วมขังระบบรถไฟใต้ดินของนิวยอร์ก เพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแก่ไม่สามารถรับมือมวลน้ำจากพายุได้ จนผู้คนต้องลุยน้ำลึกระดับเข่าหรือเกาะผนังเพื่อเอาชีวิตรอด แม้ว่าภาครัฐจะทุ่มงบปรับปรุงระบบตั้งแต่พายุแซนดี้ในปี 2012 แล้วก็ตาม รวมถึงเหตุการณ์สลดในอุโมงค์รถไฟใต้ดินของจีน
ผลงานศิลปะชิ้นนี้กำลังตั้งคำถามสำคัญว่า เพราะอะไรมนุษย์จึงต้องดิ้นรนสร้างนวัตกรรมเพื่อปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมที่ย่ำแย่ลง แทนที่จะมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
ฟิล เลอ บรุน (Phil le Brun) หนึ่งในผู้สร้างสรรค์โครงการตั้งคำถามว่าว่า “ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงต้องมีอยู่ด้วยตั้งแต่แรก”
ทางด้าน กาเบรียลา เมสตรินเนอร์ (Gabriela Mestriner) สถาปนิกผู้ร่วมโครงการกล่าวเสริมว่า นักออกแบบมักสร้างโปรดักส์เพื่อแก้ปัญหา แต่วิกฤตสิ่งแวดล้อมซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ด้วยสิ่งของเพียงชิ้นเดียว
การแก้ไขที่แท้จริงต้องอาศัยการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ท่ามกลางความจริงที่ว่าระบบภาครัฐปัจจุบันยังคงเพิกเฉยและเดินสวนทางกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่โลกกำลังเผชิญหน้าอยู่อย่างสิ้นเชิง

#กระเป๋าเสื้อชูชีพ

ที่มา
- Fast Company
- Spring News

05/10/2026

เคยสงสัยไหมว่าถ้าวันหนึ่งพื้นที่สีเขียวและความหลากหลายทางชีวภาพรอบตัวหายไป ชีวิตเมืองของเราจะเป็นอย่างไร ? ท่ามกลางปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แต่มี ‘เยาวชน’ กลุ่มหนึ่งที่กำลังลุกขึ้นมาพิสูจน์ให้เห็นว่า พลังเล็ก ๆ ในระดับชุมชนก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้
หากสุดสัปดาห์นี้คุณกำลังมองหากิจกรรมรับแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ขอชวนไปเดินเล่นฮีลใจกันที่งาน ‘Youth in Biodiversity Showcase’ อีเวนต์รักษ์โลกที่ไม่ได้มาแค่ทฤษฎี แต่พาไปดูการลงมือทำจริง
งานนี้จัดโดยโครงการ Training of Trainers on Citizen Science and Biodiversity Conservation (TOT) ที่เชื่อหมดใจว่า หากเยาวชนได้รับความรู้และเครื่องมือที่เหมาะสม พวกเขาก็พร้อมเป็นผู้นำในการปกป้องธรรมชาติ
ภายในงานคุณจะได้พบกับตัวแทนเยาวชนจาก 8 พื้นที่ทั่วไทย ตั้งแต่ย่านอารีย์ สวนเบญจกิติ ไปจนถึงขอนแก่นและนราธิวาส ที่จะมาบอกเล่าประสบการณ์ผ่านเวที Sharing Stage ถึงความท้าทายในการนำวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) ไปใช้แก้ปัญหาจริง พร้อมเดินชม Booth and Exhibition แลกเปลี่ยนไอเดียสร้างคอนเนกชันกับเจ้าของโปรเจกต์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมี Youth Oasis วงสนทนาแบบเปิดที่ให้ผู้คนทุกวัยได้แชร์มุมมองกันอย่างอิสระแบบไร้กำแพง
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้สำหรับสายกิจกรรมคือ Nature Walk การเดินสำรวจระบบนิเวศเมือง (Urban Ecology) ไปกับน้อง ๆ และทีม Nature Plearn Club ที่จะชวนคุณสวมบทนักสำรวจ สังเกตสิ่งมีชีวิตรอบตัวแล้วบันทึกลงแอปพลิเคชัน iNaturalist สัมผัสการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองแบบสนุกสนานและเป็นกันเองเหมือนได้ย้อนวัย
มาร่วมรับฟังและสนับสนุนก้าวต่อไปของเยาวชนไทยได้ฟรี ในวันที่ 10 ตุลาคม 2026 เวลา 09.00 - 18.00 น. ณ อาคารเรือนกระจก สวนลุมพินี กรุงเทพฯ (ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook และ Instagram: training.of.trainer) แล้วคุณจะพบว่าเมื่อเด็ก ๆ ได้รับความไว้วางใจ พลังสร้างสรรค์เหล่านั้นก็พร้อมจะเปลี่ยนโลกได้จริง

#เยาวชน #คนรุ่นใหม่

05/10/2026

ในวันที่กรุงเทพฯ น้ำท่วม พื้นที่ฝั่งตะวันออกก็กลายเป็นพื้นที่รับน้ำของชาว กทม. ไปโดยปริยาย ชวนคุยกับ ‘ส.ก.อนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์’ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตวังทองหลาง ถึงเบื้องหลังปัญหาน้ำท่วมขัง และอะไรคือสาเหตุที่ทำให้น้ำยังระบายออกได้ไม่ทัน

#อนุรักษ์ #กทม #น้ำท่วม

05/10/2026

วันที่ 5 ตุลาคม ของปีนี้ คือ ‘วันอยู่อาศัยโลก’ (World Habitat Day) เพราะการเข้าถึง ‘ที่อยู่อาศัย’ ที่เหมาะสมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สะท้อนถึงศักดิ์ศรีและความปลอดภัย ทว่าโลกยังคงเผชิญวิกฤตที่อยู่อาศัยอย่างหนัก ประชากรกว่า 3 พันล้านคนขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม กว่า 1.1 พันล้านคนต้องอยู่ในชุมชนแออัด และอีกหลายร้อยล้านคนกลายเป็น ‘คนไร้บ้าน’
ปัญหาเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากความขัดแย้ง ภัยพิบัติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่ง ‘กลุ่มคนเปราะบาง’ มักต้องเผชิญความเสี่ยงสูงสุดและมีทรัพยากรในการฟื้นตัวน้อยที่สุด
สำหรับธีมปี 2026 ก็คือ ‘ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับทุกคน’ (Adequate Housing for All) โดยก่อนหน้านี้ ‘องค์การสหประชาชาติ’ (UN) กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นวันอยู่อาศัยโลก เพื่อทบทวนสถานการณ์ของเมืองและสิทธิขั้นพื้นฐานด้านที่อยู่อาศัย
สำหรับปี 2026 ธีมหลักมุ่งเน้นไปที่นโยบาย ความร่วมมือ และทางแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย คนไร้บ้าน และผู้ประสบภัย โดยเรียกร้องให้มีความมั่นคงในการถือครองที่ดิน การวางผังเมืองที่ดี มีทางเลือกที่อยู่อาศัยที่หลากหลาย เช่น ที่พักอาศัยเพื่อสังคม บ้านเช่า และที่พักที่ชุมชนเป็นผู้นำ ตลอดจนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ
งานเฉลิมฉลองระดับโลกในปีนี้ จะจัดขึ้นที่กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน ระหว่างวันที่ 5-8 ตุลาคม เพื่อเป็นเวทีให้ภาครัฐ ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสริมสร้างความร่วมมือ
และวันนี้ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘Urban October’ หรือเดือนแห่งกิจกรรมขับเคลื่อนเมืองและชุมชนยั่งยืน ซึ่งจะไปสิ้นสุดในวันรักษ์เมืองโลก (World Cities Day) วันที่ 31 ตุลาคม โดยสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนจัดกิจกรรมรณรงค์อย่างกว้างขวาง
วันอยู่อาศัยโลกเริ่มขึ้นในปี 1985 เพื่อย้ำเตือนถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการกำหนดอนาคตของถิ่นฐานมนุษย์ นอกจากนี้ UN ได้จัดตั้งรางวัลเกียรติยศ UN-Habitat Scroll of Honour ขึ้นในปี 1989 เพื่อเชิดชูบุคคลและองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน
โดยในวันที่ 5 ตุลาคม 2026 จะมีการมอบรางวัลให้ผู้ชนะ 5 รายที่กรุงมัสกัต ซึ่งเน้นผลงานที่ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 11 (SDG 11: เมืองและถิ่นฐานมนุษย์อย่างยั่งยืน)

#วันอยู่อาศัยโลก

ที่มา
- UN

ต้องการให้ธุรกิจของคุณขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในหมวด บริษัทสื่อ ที่ Bangkok หรือไม่?
คลิกที่นี่เพื่อรับประกาศแบบสปอนเซอร์ของคุณ

เว็บไซต์

ที่อยู่


33 SoiSoonvijai 4 Bangkapi Huaykwang
Bangkok
10310

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:30
อังคาร 09:00 - 17:30
พุธ 09:00 - 17:30
พฤหัสบดี 09:00 - 17:30
ศุกร์ 09:00 - 17:30

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ NetZeroCarbon โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

สมัครรับข่าวสาร

เราจะแจ้งให้คุณทราบเมื่อมีความเคลื่อนไหวใน Bangkok