WAY

WAY

แชร์

bitter life, better world

WAY เคยเป็นสิ่งพิมพ์รายเดือน ตีพิมพ์เผยแพร่ฉบับแรก ตุลาคม พ.ศ. 2549 เป็นนิตยสารที่มีเนื้อหาหนักแน่น แต่รูปแบบนำเสนออุดมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ครอบคลุมประเด็นทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ศิลปะ และไลฟ์สไตล์

WAY ก่อตั้งโดย อธิคม คุณาวุฒิ เป็นการรวมตัวของคนหนุ่มสาวที่ชำนาญการทำนิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นผู้ผลิตคอนเทนท์ที่สนใจข่าวสารความเคลื่อนไหวทางสังคม และเป็นแหล่งชุมนุมคอลัมนิสต์คุณภาพสูง

waymagazine.org คือเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของนิตยสาร WAY เปิดตัวในปี 2555 เพื่อรองรับพฤติกรรมการบริโภคข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนไป เป็นศูนย์รวมงานชิ้นสื่อสารในโลกออนไลน์ทุกรูปแบบของ WAY ไม่ว่าจะเป็นข้อเขียน ภาพถ่าย กราฟิก วิดีโอ โดยทำงานร่วมกับเครื่องมือโซเชียลมีเดีย เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนยุคปัจจุบันและอนาคต

18/09/2026

ปีหน้า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย จะมีอายุครบ 25 ปี นับจากวันที่นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคทำให้คนไทยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าครบทั้งประเทศเมื่อปี 2545 ในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ภายใต้การผลักดันของเครือข่ายประชาสังคม

ตลอดระยะเวลา 25 ปี ระบบที่ช่วยชีวิตคนมหาศาล ผ่านแรงเสียดสีทั่วสารทิศ กลายเป็นหนึ่งในผลงานด้านสาธารณสุขของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เป็นตัวอย่างระดับโลกของการใช้ความมุ่งมั่นทางการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน และระบบการเงินการคลังที่ทำให้ UHC (Universal Health Coverage) เกิดผลจริง

แต่ปัจจุบันมีร่างแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2 ฉบับอยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อประชาชน ขณะที่ข้อเสนอปฏิรูปจากฝั่งวุฒิสภาก็พูดถึงทั้งการเปลี่ยนโครงสร้างบอร์ด วิธีจ่ายเงิน และการแก้กฎหมายเพื่อให้ระบบ “ยั่งยืน” มากขึ้น

แน่นอนว่าบัตรทองไม่ได้เป็นระบบที่ไม่มีปัญหา โรงพยาบาลมีต้นทุนเพิ่มขึ้น บุคลากรทำงานหนัก ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย และงบประมาณมีข้อจำกัด แต่คำถามคือ ทำไมทุกครั้งที่ระบบมีปัญหา คำตอบจึงมักย้อนกลับมาที่การเปลี่ยนหลักการของบัตรทอง เปลี่ยนโครงสร้าง สปสช. หรือเพิ่มอำนาจให้ผู้ให้บริการ มากกว่าการถามว่าเงินที่มีอยู่ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครรักหรือเกลียดบัตรทอง แต่อยู่ที่ว่า ระบบบัตรทองไปเปลี่ยนเส้นทางของเงินและอำนาจในระบบสุขภาพไทยอย่างไร ใครได้ประโยชน์จากระบบแบบนี้ และใครเสียประโยชน์

หากตามรอยเงินและผลประโยชน์จะเห็นตัวละครอย่างน้อย 4 กลุ่มที่ไม่อยากให้ระบบบัตรทองและอำนาจของ สปสช.แข็งแรงไปมากกว่านี้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

+ + +

1.ความสำเร็จของบัตรทองจะกระทบแหล่งรายได้ของโรงพยาบาลใหญ่

ความสำเร็จของบัตรทองไม่ได้อยู่เพียงการทำให้ประชาชนมีสิทธิรักษา แต่คือการทำให้เงินที่มีจำกัดดูแลคนได้มากที่สุด ผ่าน Strategic Purchasing หรือการจัดซื้อบริการสุขภาพเชิงกลยุทธ์

สปสช.ใช้ทั้งเหมาจ่ายรายหัว DRG ภายใต้งบปลายปิด ตรวจสอบการเบิก และจัดซื้อรวมเพื่อต่อรองราคายาและเวชภัณฑ์ เงินที่ประหยัดได้ก็กลับไปเพิ่มบริการให้ประชาชน

ลองเทียบกับสวัสดิการข้าราชการ ปี 2569 ค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มเกิน 1.1 แสนล้านบาท ดูแลคนประมาณ 5 ล้านคน ขณะที่บัตรทองดูแลประมาณ 47.5 ล้านคน ด้วยงบเหมาจ่ายรายหัวราว 1.98 แสนล้านบาท พูดง่าย ๆ คือใช้เงินมากกว่าครึ่งของบัตรทอง แต่ดูแลคนประมาณ 1 ใน 10

ส่วนหนึ่งมาจากวิธีจ่าย ผู้ป่วยนอกข้าราชการยังเป็น Fee-for-Service ให้บริการเท่าไรก็เบิกตามรายการ ขณะที่บัตรทองใช้ระบบปลายปิด

ตรงนี้เองที่เรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะสวัสดิการข้าราชการเป็นแหล่งรายได้สำคัญของโรงพยาบาลใหญ่ โดยเฉพาะโรงเรียนแพทย์ หากกรมบัญชีกลางเอาวิธีที่ สปสช.ทำแล้วได้ผลไปใช้ ทั้งการจัดซื้อรวม ต่อรองราคา หรือตรวจสอบการเบิก เงินที่รัฐประหยัดได้ก็หมายถึงรายได้บางส่วนของโรงพยาบาลที่ลดลง

นี่จึงเป็นความกังวลหนึ่งที่มีอยู่ในหมู่ผู้บริหารโรงพยาบาลใหญ่บางแห่งว่า วันหนึ่งกรมบัญชีกลางจะเอาวิธีบริหารเงินแบบ สปสช.ไปใช้กับสิทธิข้าราชการ

และยิ่ง สปสช.พิสูจน์ว่าควบคุมค่าใช้จ่ายได้มากเท่าไร คำถามก็ยิ่งดังขึ้นว่า แล้วทำไมสวัสดิการข้าราชการจึงไม่ใช้วิธีเดียวกัน

ที่สำคัญ เรายังแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรงเรียนแพทย์แต่ละแห่งมีรายได้ เงินบำรุง และเงินสะสมอยู่เท่าไร เพราะข้อมูลทางการเงินของโรงพยาบาลกลุ่มนี้ยังเป็น “แดนสนธยา” ที่สาธารณชนมองเห็นได้ยาก

เคยมีผู้บริหารโรงเรียนแพทย์ท่านหนึ่งกล่าวในการประชุมหนึ่งว่า หากระบบสวัสดิการข้าราชการบังคับให้จ่ายยาต้นแบบน้อยลง จ่ายยาชื่อสามัญมากขึ้น อาจทำรายได้ของโรงพยาบาลหายไปสูงถึง 1,000 ล้านบาทต่อปี

+ + +

2.ต้องการอำนาจในการบริหารเงินกองทุน

หัวใจของบัตรทองคือการแยก “ผู้ซื้อบริการ” ออกจาก “ผู้ให้บริการ” สปสช.บริหารเงินและซื้อบริการแทนประชาชน ส่วนโรงพยาบาลเป็นผู้ให้บริการ สองฝ่ายจึงต้องต่อรองกันเป็นเรื่องปกติ

แต่ข้อเสนอแก้กฎหมายครั้งนี้มีความพยายามเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช. โดยให้เหตุผลว่าเสียงผู้ให้บริการน้อยเกินไป และอัตราจ่ายต้องสะท้อนต้นทุนโรงพยาบาลมากขึ้น

ฟังเผินๆ ก็สมเหตุสมผล แต่ปัญหาคือ เมื่อผู้ให้บริการเข้ามามีอำนาจในฝั่งผู้ซื้อมากขึ้น ทำให้สัดส่วนผู้ให้อาจจะเกินกึ่งหนึ่ง หลักคิดของระบบก็อาจเปลี่ยน

จากเดิมที่ถามว่า
“ประชาชนจำเป็นต้องได้รับบริการอะไร แล้วจะบริหารเงินอย่างไรให้เข้าถึงบริการนั้นได้”

กลายเป็น
“โรงพยาบาลมีต้นทุนเท่าไร มีเงินเท่าไร แล้วรักษาได้แค่ไหน”

ความหมายระหว่างบรรทัดของคำว่า “งบไม่พอ” จึงอาจกลายเป็นว่า มีเงินเท่านี้ก็รักษาได้เท่านี้ ถ้าอยากให้รักษามากกว่านี้ รัฐก็ต้องเพิ่มเงิน

แต่หน้าที่ของผู้บริหารกองทุนต้องมากกว่านั้น ต้องต่อรองราคา ออกแบบวิธีจ่าย ตรวจสอบการเบิก ลดความสูญเปล่า และทำให้เงินภาษีที่มีจำกัดเกิดประโยชน์สูงสุด

เพราะถ้าทุกครั้งที่ต้นทุนเพิ่ม คำตอบมีเพียงให้รัฐใส่เงินเพิ่ม โดยไม่ถามว่าทรัพยากรเดิมถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือยัง สุดท้ายภาระทั้งหมดก็กลับมาตกที่เงินภาษีของประชาชน

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่าจะเพิ่มหมอในบอร์ดอีกกี่คน แต่คือ สปสช.จะยังเป็นผู้ซื้อบริการแทนประชาชน หรือจะค่อยๆ กลายเป็นกลไกที่ผู้ให้บริการเข้ามากำหนดว่าตนเองควรได้รับเงินเท่าไร

ตัวอย่างชัดๆ มีให้เห็นแล้วจากนโยบายฟอกไต ปี 2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. เป็นผู้ผลักดันให้เปลี่ยนนโยบายจาก PD First ที่ให้การล้างไตทางช่องท้องเป็นทางเลือกแรก มาเป็น “เลือกฟอกไตแบบที่ใช่ ได้ทุกคน” เปิดให้ผู้ป่วยเลือกฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มีผลตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2565

แต่หลังเปลี่ยนนโยบายเพียง 2 ปี ผลกระทบเริ่มชัด ผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือ HD เพิ่มจากประมาณ 25,000 คน เป็น 55,000 คน หรือเพิ่มขึ้น 124% ขณะที่ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง หรือ PD ลดจาก 26,000 คน เหลือ 17,000 คน ที่สำคัญพบข้อมูลว่าผู้ป่วย HD เสียชีวิตมากกว่าที่ควรจะเป็นสะสมประมาณ 5,500 คนในเวลา 2 ปี โดยเฉพาะการเสียชีวิตภายใน 90 วันหลังเริ่มฟอกเลือด ขณะที่งบบำบัดทดแทนไตเพิ่มจากต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี เป็นประมาณ 16,000 ล้านบาท

ผลกระทบรุนแรงจนปลายปี 2567 บอร์ด สปสช.ต้องมีมติให้นำ PD First กลับมาใช้โดยทันที พร้อมกำหนดระบบตรวจสอบความเหมาะสมก่อนเข้าสู่การบำบัดทดแทนไต และมาตรการควบคุมงบประมาณ เพื่อแก้ทั้งปัญหาการเสียชีวิตและความยั่งยืนของกองทุน

เรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพว่า ใครมีอำนาจกำหนดทิศทางในบอร์ด สปสช. สามารถเปลี่ยนทั้งวิธีรักษาคนและทิศทางการใช้เงินกองทุนได้จริง

+ + +

3.บริษัทยาข้ามชาติย่อมไม่ชอบผู้ซื้อที่ต่อรองราคาเก่ง

อีกกลุ่มที่ไม่ได้ประโยชน์จากความสำเร็จของบัตรทอง คือบริษัทยาและเวชภัณฑ์ โดยเฉพาะสินค้าที่มีผู้ขายน้อยรายหรือมีสิทธิบัตร

เพราะ สปสช.ไม่ได้เพียงจ่ายค่ายา แต่รวมอำนาจซื้อของประชาชนหลายสิบล้านคนไปต่อรองกับผู้ขาย

ผลเกิดขึ้นมาแล้วทั้งยา เลนส์แก้วตาเทียม ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดหัวใจ และน้ำยาล้างไต งานวิชาการช่วงหนึ่งพบว่าการต่อรองราคายาและเวชภัณฑ์ช่วยประหยัดเงินกองทุนรวมกว่า 188 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,850 ล้านบาทในมูลค่าเงินช่วงปี 2555

ในมุมประชาชน นี่คือประสิทธิภาพ

แต่ในมุมผู้ขาย เงินที่กองทุนต่อรองลงมาได้ก็คือรายได้ที่ผู้ขายไม่ได้รับในระดับเดิม ยิ่งกองทุนใหญ่และต่อรองเก่ง อำนาจกำหนดราคาของบริษัทก็ยิ่งลดลง

สหรัฐเป็นตัวอย่างชัด Medicare เคยไม่มีอำนาจเจรจาราคายากับผู้ผลิตโดยตรง จนกฎหมายปี 2022 เปิดทางให้ต่อรองได้ ยา 10 รายการแรกเพียงอย่างเดียว CMS ประเมินว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ราว 6,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 22% และอุตสาหกรรมยาก็ออกมาต่อต้านถึงขั้นฟ้องศาล

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ซื้ออยากได้ยาที่มีคุณภาพในราคาที่ต่ำลง เพื่อให้เงินก้อนเดิมดูแลคนได้มากขึ้น ส่วนผู้ขายย่อมต้องการรักษาราคาและรายได้ของตัวเอง

ความสำเร็จอีกด้านของบัตรทองจึงคือ ทำให้รัฐมีอำนาจต่อรองกับตลาดยาเพิ่มขึ้น และนั่นย่อมหมายถึงอำนาจของผู้ขายที่ลดลงตามไปด้วย

+ + +

4.สิทธิบัตรทองยิ่งครอบคลุม ประกันเอกชนยิ่งขายยาก

ประกันสุขภาพเอกชนเสียประโยชน์ไม่ต่างจากบริษัทยา เพราะถ้ารัฐรักษาได้ครอบคลุม เจ็บป่วยแล้วไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่ และแทบไม่มีการร่วมจ่าย คนส่วนใหญ่ก็ไม่มีเหตุผลต้องซื้อประกันเอกชนมารับผิดชอบค่ารักษาพื้นฐานอีกชั้นหนึ่ง

งานของธนาคารโลกที่ศึกษาประเทศไทยพบว่า หลังเกิด UHC ประกันเอกชนมีบทบาทเป็น “ประกันเสริม” มากกว่าจะเข้ามาแทนระบบของรัฐ

พูดง่ายๆ คือ รัฐดูแลมากเท่าไร สิ่งที่ประกันเอกชนเหลือให้ขายก็น้อยลงเท่านั้น

แต่ตลาดนี้ไม่เล็ก ปี 2568 เบี้ยประกันสุขภาพมีมูลค่าถึง 154,502 ล้านบาท และสมาคมประกันชีวิตไทยเองก็ใช้คำว่า ประกันเอกชนทำหน้าที่ “เติมเต็มสิทธิประโยชน์”

คำว่า “เติมเต็ม” นี่เองที่น่าสนใจ

เพราะตรงไหนที่สิทธิของรัฐไปไม่ถึง ตรงนั้นก็คือตลาดของประกันเอกชน

และข้อเสนอเรื่องสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน ที่ถูกกำหนดในร่างกฎหมายที่เสนอมาตรา 5 กับการเปิดให้ผู้มีกำลังจ่ายจ่ายเพิ่ม หรือ Co-payment จึงมีความหมายมากกว่าการบริหารงบประมาณ

ถ้าวันหนึ่งรัฐบอกว่า สิทธิของคุณมีเท่านี้ (สิทธิพื้นฐาน) ส่วนที่เกินจากนี้ต้องจ่ายเอง สิ่งที่รัฐไม่จ่ายก็กลายเป็นตลาดทันที คนมีเงินอาจจ่ายเอง ส่วนคนที่ไม่อยากเสี่ยงก็ซื้อประกันไว้ล่วงหน้า

สิ่งที่เห็นชัดในตอนนี้คือ ผลประโยชน์เชิงโครงสร้าง ถ้าสิทธิบัตรทองยังครอบคลุม ประกันเอกชนก็อยู่ในตลาดเสริม แต่ถ้าสิทธิของรัฐแคบลง สิ่งที่หายไปจากสิทธิประชาชนก็มีโอกาสกลายเป็นสินค้าที่บริษัทประกันนำไปขายได้มากขึ้น

เมื่อมองทั้ง 4 ข้อ จะเห็นว่าเรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ความเห็นต่างทางวิชาการว่า “บัตรทองควรบริหารอย่างไร” แต่เป็นเรื่องของ เงิน อำนาจ และผลประโยชน์ ที่ระบบบัตรทองเข้าไปเปลี่ยนตั้งแต่วันแรก ยิ่ง สปสช.ต่อรองเก่ง คุมค่าใช้จ่ายได้ และทำให้สิทธิประชาชนครอบคลุมมากขึ้น ก็ยิ่งมีคนบางกลุ่มเสียพื้นที่เดิมของตัวเองไป

นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในแต่ละกลุ่มคิดเหมือนกันหรือร่วมมือกันล้มบัตรทอง แต่ช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมระบบที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก จึงต้องเผชิญแรงเสียดทานภายในประเทศมาตลอดเกือบ 25 ปี


text : กรรณิการ์ กิจติเวชกุล

#ระบบประกันสุขภาพ #บัตรทอง #สามสิบบาทรักษาทุกโรค

17/09/2026

นี่คือ #ประชากรนักอ่าน รายการที่เกิดจากความมุ่งมั่นอันเรียบง่ายว่า สังคมไทยควรมีประชากรนักอ่านเพิ่มมากขึ้น

ตอนที่ 24/24 อ่าน #แผ่นดินนี้ของใคร

แผ่นดินนี้ของใคร เขียนโดย ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ เป็นนวนิยายเล่มสำคัญในประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทย แต่เป็นงานเขียนค่อนข้างอาภัพเนื่องจากมีผู้อ่านและถูกพูดถึงในปัจจุบันน้อยเกินไป แม้นว่าจะได้รับคัดสรรให้เป็น 1 ในหนังสือ 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน

ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ เขียนงานเล่มนี้ตอนอายุ 24 ทยอยตีพิมพ์ในปิยะมิตรรายสัปดาห์ ระหว่างเผยแพร่ได้รับปฏิกิริยาเสียงตอบรับค่อนข้างดี ก่อนจะพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในปี 2518

แผ่นดินนี้ของใคร เล่าเรื่องคนหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ใฝ่ฝันจะใช้ชีวิตในชนบท ปลอดพ้นจากบรรยากาศแก่งแย่งแข่งขันในสังคมเมือง ทั้งคู่เลือกไปใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรที่อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ก่อนจะพบว่าความคิดฝันอันเรียบง่ายสมถะนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย

ผู้เขียนใช้ประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่ภาคเหนือ บรรยายภูมิทัศน์ในเรื่องเล่าอย่างละเอียดสมจริง ประกอบฉากเหตุการณ์รอยต่อสงครามโลกครั้งที่ 2 บทบาทของกองทัพญี่ปุ่น ขบวนการเสรีไทย รวมถึงการใช้อำนาจรัฐกับประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม

ในฐานะนักประวัติศาสตร์ อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เลือกหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาพูดคุยเพื่อไม่ให้ถูกหลงลืม และตอกย้ำคำถามที่ยังไม่มีคำตอบตราบจนปัจจุบันว่า ตกลงแล้วแผ่นดินนี้เป็นของใคร


ร่วมสร้างบรรยากาศการอ่าน โดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
#แผ่นดินนี้ของใคร
อ่านโดย #อาชญาสิทธิ์_ศรีสุวรรณ
#ศรีรัตน์_สถาปนวัฒน์ เขียน #นวนิยายไทย
#ประชากรนักอ่าน #วรรณกรรม

15/09/2026

นี่คือ #ประชากรนักอ่าน รายการที่เกิดจากความมุ่งมั่นอันเรียบง่ายว่า สังคมไทยควรมีประชากรนักอ่านเพิ่มมากขึ้น

ตอนที่ 23/24 อ่าน #ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต

ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต เป็นนวนิยายเรื่องแรกของวีรพร นิติประภา ได้รับรางวัลซีไรต์เมื่อปี 2558 เล่าเรื่องโศกนาฏกรรมในครอบครัวที่แตกร้าว ตัวละครวนเวียนอยู่ในความเจ็บปวดจากบาดแผลในอดีต ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ รักสามเส้า ความเปราะบางของมนุษย์ การปะทะกันของแรงปรารถนา บาดแผลที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ประกอบสร้างเป็นเขาวงกตที่สิ่งมีชีวิตเยี่ยงไส้เดือนตาบอด ชอนไช เวียนว่าย ใช้จ่ายเวลา โดยไม่รับรู้ว่ายิ่งใช้ชีวิต ยิ่งสร้างสร้างเขาวงกตโอบล้อมกักขังตนเอง

หนังสือเล่มนี้จึงถูกพูดถึงและเข้าใจอย่างน้อยสองแง่มุม
หนึ่ง คือนวนิยายรักสามเส้าที่มีวิธีการเล่าไม่เป็นเรื่องน้ำเน่า
กับอีกมุมหนึ่ง นี่เป็นนวนิยายการเมือง ในความหมายที่ว่าการเมืองคือเรื่องลงลึกถึงระดับครัวเรือน

ในฐานะผู้สนใจความรู้ปรัชญา ภูริ ศิวสิริการุณย์ เลือกหยิบเล่มนี้มาพูดคุยด้วยจุดเริ่มต้นอันเรียบง่ายคือ อ่านตัวละครเพื่อกลับมาอ่านความเป็นตัวเรา

ประเด็นหนึ่งที่ภูริชวนคุยคือ ทำไมชีวิตจึงควรค่าแก่การดำรงอยู่ คำตอบคือเราใช้ชีวิตเพื่อแก้ปัญหาชีวิต


ร่วมสร้างบรรยากาศการอ่าน โดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
#ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต
อ่านโดย #ภูริ_ศิวสิริการุณย์
#วีรพร_นิติประภา เขียน #นวนิยายไทย
#ประชากรนักอ่าน #วรรณกรรม

Photos from WAY's post 13/09/2026

บรรยากาศบริเวณหอศิลป์กรุงเทพมหานคร เวลา 18.00 น.

เรียกร้อง กกต.สั่งฟ้อง 229 ส.ว.

Photos from WAY's post 13/09/2026

บรรยากาศบริเวณหอศิลป์กรุงเทพมหานคร

เรียกร้อง กกต.สั่งฟ้อง 229 ส.ว.

13/09/2026

นี่คือ #ประชากรนักอ่าน รายการที่เกิดจากความมุ่งมั่นอันเรียบง่ายว่า สังคมไทยควรมีประชากรนักอ่านเพิ่มมากขึ้น

ตอนที่ 22/24 อ่าน #ฉันจึงมาหาความหมาย

ฉันจึงมาหาความหมาย เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น บทละคร และบทกวี โดย วิทยากร เชียงกูล ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2514 สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ ตั้งคำถามกับระบบการศึกษา การแสวงหาความหมายของชีวิต และการประเมินคุณค่าผ่านสายตาผู้คนสังคม เป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลทางความคิดต่อคนยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516

สมบัติ บุญงามอนงค์ เลือกหยิบหนังสือเล่มนี้มาพูดคุยด้วยเหตุผลที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของเขาหลากหลายแง่มุม

หนึ่ง เขาอ่านหนังสือเล่มนี้ขณะอายุ 20 ต้นๆ ขณะที่เพื่อนวัยเดียวกันกำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย แต่เขาไม่ได้เรียน เนื่องจากถูกโรงเรียนไล่ออกก่อนจบม.6

สอง เขาพบว่าสามารถเชื่อมโยงตนเองเข้ากับคำถามใหญ่ๆ ในหนังสือได้ โดยไม่มีอุปสรรคช่องว่างเวลา

สาม ในฐานะคนที่เรียนรู้ด้วยตนเองมาตลอดชีวิต สมบัติชวนคุยต่อว่า หากหนังสือเล่มนี้ตั้งคำถามกับปริญญาบัตรในยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับปริญญา แต่ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยและใบปริญญากำลังถูกไล่ล่าด้วยเทคโนโลยีการเรียนรู้ใหม่ๆ เราจะคุยกันเรื่องนี้ต่ออย่างไร


ร่วมสร้างบรรยากาศการอ่าน โดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
#ฉันจึงมาหาความหมาย
อ่านโดย #สมบัติ_บุญงามอนงค์
#วิทยากร_เชียงกูล เขียน
#เรื่องสั้นไทย #บทละคร #บทกวี
#ประชากรนักอ่าน #วรรณกรรม

12/09/2026

นี่คือ #ประชากรนักอ่าน รายการที่เกิดจากความมุ่งมั่นอันเรียบง่ายว่า สังคมไทยควรมีประชากรนักอ่านเพิ่มมากขึ้น

ตอนที่ 21/24 อ่าน 1984

นวนิยายแนวดิสโทเปีย (Dystopia) ที่ทรงอิทธิพลที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก เขียนโดยจอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) นักเขียนชาวอังกฤษ ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1949 เจตนาของผู้เขียนคือต้องการวิพากษ์ขบวนการคอมมิวนิสต์ยุคโจเซฟ สตาลิน

จอร์จ ออร์เวลล์ จินตนาการโลกในอีก 30 กว่าปีข้างหน้าในช่วงชีวิตเขาผ่านการต่อสู้ของตัวละครชื่อ วินสตัน สมิธ (Winston Smith) ที่ต้องเผชิญกับการควบคุมความคิดผ่านการจำกัดภาษา การบิดเบือนปรุงแต่งประวัติศาสตร์โดยรัฐ เพื่อสร้างความทรงจำและควบคุมกลไกการคิดของคน

ทั้งในฐานะนักวิชาการด้านวรรณคดีและคนดื้อรั้น อาทิตย์ ศรีจันทร์ ชวนอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยเหตุผลข้อแรกคือ มันเป็นหนังสือที่อ่านสนุก อ่านโดยแสร้งไม่สนใจนัยหรือจุดยืนทางความคิดของผู้เขียนก็สนุกได้

แต่ถ้าอยากสนใจชั้นความคิดเบื้องหลังเรื่องเล่า สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ มันมีพี่เบิ้ม (big brother) คอยจัดการความรู้ความเข้าใจให้เราเสมอ คำเตือนนี้จะคอยสะกิดให้เราระแวดระวังและตั้งคำถามเวลารับข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข่าวสารที่ดูเหมือนมีเจตนาโจ่งแจ้งอยากจะทำให้เราเชื่อตามคำบอกเล่าและห้ามสงสัย


ร่วมสร้างบรรยากาศการอ่าน สนับสนุนโดยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
#1984
อ่านโดย ิตย์_ศรีจันทร์
#นวนิยายอังกฤษ
#จอร์จ_ออร์เวลล์ เขียน
#ประชากรนักอ่าน #วรรณกรรม

11/09/2026

นี่คือ #ประชากรนักอ่าน รายการที่เกิดจากความมุ่งมั่นอันเรียบง่ายว่า สังคมไทยควรมีประชากรนักอ่านเพิ่มมากขึ้น

ตอนที่ 20/24 อ่าน #เมตามอร์โฟซิส

ฟรันซ์ คาฟคา (Franz Kafka) ได้รับคำยกย่องเป็นหนึ่งในนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 และเมื่อเอ่ยชื่อคาฟคา นวนิยาย เมตามอร์โฟซิส (Metamorphosis) ของเขาก็มักถูกอ้างอิงถึงควบคู่ไปกับคำว่า คาฟคาเอสก์ (Kafkaesque) ซึ่งไม่ได้จำกัดขอบเขตเฉพาะพื้นที่วรรณกรรม งานเขียนแปลกประหลาด อุดมด้วยเนื้อหาและบรรยากาศกดทับคุกคามคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างแยบยลซับซ้อน

หากยังหมายถึงทุกพฤติกรรมในสังคมมนุษย์ที่ไร้เหตุไร้ผล แต่ส่งผลให้ผู้มีอำนาจต่อรองต่ำกว่าเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำถูกกระทำเสมอ

บรรทัดแรกของนวนิยายเรื่องนี้เขียนว่า “เช้าวันหนึ่งเมื่อเกรกอร์ ซามซา ตื่นขึ้นมา เขาพบว่าตนเองกลายร่างเป็นแมลงไปเสียแล้ว”

พิธีกรคอมิเดียนแบบ #กตัญญู_สว่างศรี เลือกคุยถึงหนังสือเล่มนี้ด้วยเหตุผลหนึ่งคือ มีภูมิหลังชีวิตบางช่วงเกี่ยวพันกับบุคคลผู้มีสถานะคล้ายคลึงเกรกอร์ ซามซา

กตัญญูให้คำอธิบายปรากฏการณ์ที่มีคนหนุ่มสาวจำนวนมากในปัจจุบัน ขวนขวาย ไถ่ถาม ต้องการอ่านเมตามอร์โฟซิสว่า มันอาจเป็นวิกฤตที่คนหนุ่มคนสาวจำนวนไม่น้อย รู้สึกว่าตนเองเป็นบุคคลไร้ค่า เป็นภาระของครอบครัว เช่นที่คาฟคาสาธิตผ่านนวนิยายเล่มนี้

*08:35 ขึ้นข้อความผิดไว้ ชื่อที่ถูกต้องคือ 'Grete Samsa : น้องสาว'


ร่วมสร้างบรรยากาศการอ่าน โดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
#เมตามอร์โฟซิส
อ่านโดย #กตัญญู_สว่างศรี

#ฟรันซ์_คาฟคา เขียน #นวนิยายเยอรมัน
#ประชากรนักอ่าน #วรรณกรรม

09/09/2026

เมืองที่เป็นธรรมไม่ใช่ ‘เมืองในอุดมคติ’ (Utopia) ที่ผุดบังเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แบบอย่างฉับพลัน แต่เป็น ‘เมืองที่ก้าวหน้า’ เมืองที่คำนึงถึงความหลากหลาย (Diversity) มีพื้นที่ให้ต่อรอง 1 สิทธิ 1 เสียงเท่าเทียมกัน (Democracy) และจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม (Equity) ภายใต้ข้อเท็จจริงของระบบทุนนิยมที่ดำรงอยู่

ซูซาน ไฟนสตีน (Susan Fainstein)


สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

08/09/2026

9 กันยายน 2026

เตรียมรับชม สารคดีขนาดยาว 50 นาที

เมืองที่เป็นธรรม (Just City)


สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

ต้องการให้ธุรกิจของคุณขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในหมวด บริษัทสื่อ ที่ Bangkok หรือไม่?
คลิกที่นี่เพื่อรับประกาศแบบสปอนเซอร์ของคุณ

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


339/1 อ่อนนุช 66 ซอย 7 แขวงอ่อนนุช เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ
Bangkok
10250

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ WAY โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

สมัครรับข่าวสาร

เราจะแจ้งให้คุณทราบเมื่อมีความเคลื่อนไหวใน Bangkok