JAM Records - Vinyl Store

JAM Records - Vinyl Store

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก JAM Records - Vinyl Store, ร้านจำหน่ายสื่อภาพยนตร์และเพลง, Bangkok.

J.A.M.parlor
J.A.M. - Jingjit Analog Music
Parlor - ห้องนั่งเล่น
Vinyl,café,live music & JAM culture
You’ll never know what’s going to happen here, so will we. VINYL RECORDS หรือแผ่นเสียง เป็นเหมือนเครื่องย้อนเวลาที่ส่งต่อดนตรีจากรุ่นสู่รุ่น เหมือนเป้น family legacy ที่ทำให้ครอบครัวได้ใช้เวลาด้วยกัน เล่าเรื่องราวสู่กันผ่านเสียงดนตรีจากร่องเสียงบนแผ่นครั่งสู่ร่องเสียงในความทรงจำ

สำหรับคนที่รักเสียงเพลง โดยเฉพาะเสียงเพลงจากแผ่นเสียง คัดเลือกโดยครอบครัวนักดนตรีที่ชื่นชอบการฟังเพลง

Photos from Grateful Dead's post 06/08/2026
06/08/2026
05/08/2026

Parlor made orange marmalade
• all natural ingredients
• homemade
• low sugar (หวานน้อยมาก)
• smooth feel jam
• refrigerator store ( ใส่ตู้เย็น อยู่ได้นานมากครับ
• 8 oz. / 230 ML
• 220 bht. (+ 60 bht for EMS-mailing)

31/07/2026

Blues at the parlor

30/07/2026

รากเหง้าทางดนตรีของ George Benson

จากที่ผู้เขียนได้อ่าน หนังสืออัตชีวประวัติ (หนังสือประวัติที่เขียนด้วยตัวเอง) ของ จอร์จ เบนสัน (George Benson) ความรู้สึกของผู้เขียน คือ หนังสือของเขาค่อนข้างสำรวม และ หลีกเลี่ยงประเด็นเรื่องส่วนตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งแตกต่างจากหนังสือของนักดนตรีแจ๊สหลายคน ที่มักจะเปิดเผยเรื่องชีวิตส่วนตัว เช่น เรื่องเซ็กส์ ปัญหาทางการเงิน หรือ ทัศนะทางการเมืองอย่างโจ่งแจ้งจนดูออกจะมากจนเกินไป แต่ สำหรับเบนสันแล้ว เขาเลือกที่จะอุทิศหน้ากระดาษจำนวนมาก ให้กับการเล่าเรื่องกิจกรรมทางดนตรีของเขา ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เขียนรู้สึกว่า น่าสนใจมากกว่า

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังชื่นชอบ การแนะนำข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับ ‘แจ็ก แม็กดัฟฟ์’ (Jack McDuff) และ ‘ครีด เทย์เลอร์’ (Creed Taylor) เป็นพิเศษ สำหรับ แจ็กนั้้น อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางนัก ส่วนครีด ก็มักจะถูกเข้าใจผิด ว่า เป็นพวกนายทุนหน้าเลือด ที่หวังแต่ผลประโยชน์ทางการค้า (แม้ว่าเขาจะเน้นทำเพลงเพื่อการค้าจริง ๆ แต่ เขาก็ไม่ใช่คนหิวเงินแบบนั้น) ดังนั้น ผู้เขียนจึงแนะนำให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดู แม้ว่า คุณอาจจะไม่ได้สนใจในตัว จอร์จ เบนสัน มากนักก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณสนใจเรื่องราวของสองคนนี้ก็ยิ่งต้องอ่าน ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมมาก ที่เขาได้ถ่ายทอดความรักที่เขามีต่อดนตรี ผ่านข้อมูลมากมายเกี่ยวกับวงการเพลงแจ๊สในเมืองพิตต์สเบิร์ก (Pittsburgh) รวมถึง การมีปฏิสัมพันธ์ที่อบอุ่น และ เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขันกับเพื่อนนักดนตรีด้วยกัน

สำหรับบทความนี้ ผู้เขียนจะขอแนะนำ ‘รากเหง้าทางดนตรีของ จอร์จ เบนสัน’ และจะทดลองเขียนเลียนแบบสไตล์การเล่าเรื่องแบบเป็นกันเอง เหมือนในหนังสืออัตชีวประวัติของเขาดูครับ

1. ‘แน็ต คิง โคล’ (Nat King Cole)

‘แน็ต คิง โคล’ เป็นทั้งซูเปอร์สตาร์ และ เป็นแรงผลักดันให้จอร์จ เริ่มต้นเส้นทางนักดนตรี การบันทึกเสียงครั้งแรกของจอร์จ เกิดขึ้นตอนอายุเพียง 8 ขวบเท่านั้น โดยเขาได้ร้องเพลง และ เล่นอูคูเลเล่ในเพลง ‘Mona Lisa ของแน็ต สิ่งสำคัญที่เราต้องจำ คือ ทั้งคู่ ต่างเริ่มต้นเส้นทางจาก การเป็นนักร้อง จากนั้น ก็ประสบความสำเร็จในฐานะนักดนตรี (Instrumentalist) และ ในท้ายที่สุด ก็กลับมาได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ในฐานะนักร้องอีกครั้ง ให้เราลองจินตนาการ ถึงจอร์จในวัยเด็ก ที่กำลังหลงใหลในเสียงดนตรีอันหวานซึ้งและการเล่นเปียโนและกีตาร์ของแน็ต และ ในเวลาต่อมา ก็เปิดฟังวง Small Combo ยุคแรก ๆ ที่มี ‘ออสการ์ มัวร์’ (Oscar Moore) เล่นกีตาร์อยู่ อันนี้ แม้ว่า ในหนังสือจะไม่ได้ระบุไว้ตรง ๆ แต่เราก็จินตนาการภาพตามได้โดยไม่ยากเลย

2. ‘ชาร์ลี คริสเตียน’ (Charlie Christian)

คงไม่มีใครคัดค้าน หากจะใส่ชื่อของเขาไว้ ในรายชื่อนักดนตรีผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของกีตาร์ พ่อบุญธรรมของจอร์จ รัก ชาร์ลี คริสเตียน มาก ถึงขนาดใส่หมวกแบบเดียวกันเป๊ะ จึงเป็นเรื่องธรรมดามาก ที่เด็กชายจอร์จจะเริ่มฟังเพลงของคริสเตียน เพราะ พ่อบุญธรรมผู้ใจดีคนนี้ และ มันก็เป็นจุดเปลี่ยนของโชคชะตาที่แปลกประหลาด เพราะ ‘จอห์น แฮมมอนด์’ (John Hammond) ผู้ซึ่งค้นพบชาร์ลี คริสเตียนในเวลาต่อมา ก็เป็นคนแมวมอง ที่พาจอร์จเข้าสู่วงการเช่นกัน และ ถ้าคุณไม่อยากทำให้จอร์จผิดหวัง คุณก็ควรไปหาเพลงที่ ‘เบนนี กูดแมน’ (Benny Goodman) กับ ชาร์ลี เล่นด้วยกันมาฟังประกอบบรรยากาศ (ถ้าหาไม่ได้ ก็เปิด YouTube สิ)

3. ‘เวส มอนต์โกเมอรี’ (Wes Montgomery)

เขาคือ มือกีตาร์แจ๊สอีกคน ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล ลองนึกภาพตามดูนะครับ จอร์จ ในวัยหนุ่ม กำลังจับตาดู เวส มอนต์โกเมอรี เล่นโซโล่อิมโพรไวส์อันน่าทึ่งด้วยการใช้เพียง ‘นิ้วโป้ง’ เท่านั้น แล้วจากนั้น ก็ร้องเพลงบัลลาดออกมาอย่างไพเราะจับใจ จอร์จได้รับการบอกกล่าวจาก ‘บัดดี้’ (Buddy) พี่ชายของเวส (ซึ่งเป็นนักเปียโนและนักไวบราโฟน) ว่า เขาสามารถเติบโตไปเป็นมือกีตาร์แจ๊สที่ยิ่งใหญ่ได้ จากนั้น จอร์จก็ก้าวขึ้นสู่เวทีด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกังวลใจ กับช่องว่างระหว่างฝีมือในตอนนั้น กับ ภาพลักษณ์ของตัวเอง ที่อยากจะอิมโพรไวส์ให้ได้แบบเวส ในตอนนั้น ใครจะไปคาดคิด ว่า จอร์จจะกลายมาเป็น ‘ผู้สืบทอดตำแหน่งของเวส’ หลังจากที่เวสต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร อย่างน่าสลดใจ

นอกจากนี้ ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เกี่ยวกับทั้งสองคนอีก คือ ในเวลาต่อมา เมื่อจอร์จเริ่มมีชื่อเสียง ในฐานะมือกีตาร์แจ๊ส เขาเคยไปขอเรียนกีตาร์กับเวส แต่กลับถูกปฏิเสธ ซึ่งนั่น มันไม่ใช่เพราะ ความประสงค์ร้าย หรือ เพราะเวสกลัวว่า เด็กหนุ่มรุ่นใหม่จะมาสั่นคลอนตำแหน่งของเขา แต่ เวสพูดเพียงแค่ว่า ‘แม้แต่ฉันเอง ก็ยังต้องเรียนรู้ดนตรีอยู่ทุกวันเหมือนกัน’ ซึ่งเป็นคำพูดที่สะท้อนตัวตนอันอ่อนน้อมถ่อมตนอันเป็นเลิศ ของ มือกีตาร์ระดับตำนานคนนี้ [แต่ก็มีหนังสือบางเล่ม ที่ระบุว่า เวส ก็ได้ให้คำแนะนำการเล่น Octave ด้วย Thumb เพื่อให้ได้ซาวด์ที่ดีเหมือนกัน]

4. ‘ชาร์ลี พาร์กเกอร์’ (Charlie Parker)

ตอนที่จอร์จเหน็ดเหนื่อยจากการทัวร์คอนเสิร์ต และ นอนพักผ่อนอยู่ในห้องของเพื่อนร่วมวงคนหนึ่ง ที่เล่นแซกโซโฟนแปลก ๆ เขาได้ยินเสียงดนตรีที่แปลกประหลาด แต่ทว่าไพเราะจับใจลอยออกมา มันคือ เสียงของ ‘ชาร์ลี พาร์กเกอร์’ ที่กำลังเป่าอัลโตแซกโซโฟนด้วยวลี (Phrases) ที่แปลกใหม่ โดยมีเสียงเครื่องสาย (Strings) เป็นแบ็คกิ้งอยู่เบื้องหลัง แม้ว่า ในตอนนั้น จอร์จจะไม่รู้จักชื่อของเขา แต่เขาก็ใช้เวลาไม่นาน ก็ตระหนักถึงความอัจฉริยะของพาร์กเกอร์ และ นำมันมาปรับใช้ในการเล่นกีตาร์ของตัวเอง อันนี้ หากคุณรู้สึกว่า มีท่อนอิมโพรไวส์ท่อนไหนที่ดูแปลกหูในเพลง ‘On Broadway’ ของจอร์จ แล้วจากนั้น ก็ลองไปฟังเพลง ‘Just Friends’ ของพาร์กเกอร์ดู แล้วคุณจะร้องอ๋อทันที ว่า จอร์จหยิบยกประโยคโซโล่มาจากเพลงนี้นั่นเอง

จากนี้ ผู้เขียนจะแนะนำ นักดนตรีบางคน ที่จอร์จได้กล่าวถึงในหนังสือ:

‘แฮงก์ การ์แลนด์’ (Hank Garland) : มือกีตาร์แนวคันทรี ที่มีทักษะเพลงแจ๊สอันยอดเยี่ยม ตอนที่เพื่อน ๆ ในวงแจมเห็นหน้าปกอัลบั้มที่มีรูปกีตาร์วางอยู่ในรถสปอร์ต พวกเขาคิดทันทีว่า ‘หมอนี่ต้องฝีมือฉกาจแน่ ๆ’ พวกเขาจึงรีบเปิดให้จอร์จฟังทันที และ การคาดเดาก็ถูกต้อง จอร์จถึงกับรู้สึกช็อกกับฝีมือของเขาพอ ๆ กับตอนที่ได้ยินเสียงของ ชาร์ลี คริสเตียน เลยทีเดียว

‘แกรนต์ กรีน’ (Grant Green) : ผู้เปรียบเสมือนตัวตนของดนตรีบลูส์ (The Blues Itself) จอร์จเคยระบุไว้ว่า อัลบั้มของมือออร์แกนผู้ลึกลับอย่าง ‘แซม เลเซอร์’ (Sam Lazer) ซึ่งเป็นคนที่จอร์จร่วมบันทึกเสียงด้วยครั้งแรก เป็นหนึ่งในอัลบั้มโปรดของเขา

‘บิลลี่ บัตเลอร์’ (Billy Butler) : ดูเหมือนว่า จะขาดคนนี้ไม่ได้เลย ในหนังสืออัตชีวประวัติ จอร์จพูดถึงเพลงแนว ‘ฮองกี้-ทองค์’ (Honky-tonk) ที่บัตเลอร์แต่งขึ้นด้วยความหลงใหล และ เล่าว่า เขาเคยนั่งฟังและศึกษาท่อนริฟฟ์ (Riffs) ของมือกีตาร์คนนี้อย่างจริงจัง ยิ่งไปกว่านั้น บัตเลอร์ยังเป็นหนึ่งในมือกีตาร์ที่ร่วมเล่นในเพลง ‘On Broadway’ เวอร์ชันดั้งเดิมของวง The Drifters อีกด้วย การมีอยู่ของบัตเลอร์ในเพลงนั้น อาจเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้จอร์จเลือกหยิบเพลงนี้มาคัฟเวอร์จากบรรดาเพลงทั้งหมดของวง The Drifters

‘ธอร์เนล ชวาร์ตซ์’ (Thornel Schwartz) : มือกีตาร์คนโปรดของ ‘จิมมี่ สมิธ’ (Jimmy Smith) เขาเป็นคนที่ดึงดูดความสนใจของจอร์จในช่วงวัยรุ่น และ ต่อมาจอร์จก็ได้ไปลงเรียนวิชากับเขาด้วย

‘เคนนี เบอร์เรล’ (Kenny Burrell) : อิทธิพลจากมือกีตาร์คนนี้ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยอัลบั้มที่ จอร์จ เบนสัน (GB) แนะนำ คือ อัลบั้มชื่อเดียวกับตัวศิลปิน (Self-Titled) ที่วางจำหน่ายโดยค่าย Prestige ในปี 1957

สำหรับศิลปินคนอื่น ๆ นอกเหนือจากมือกีตาร์:

‘จอห์นนี่ สมิธ’ (Johnny Smith) : ผู้บันทึกเสียงเพลง ‘Walk, Don't Run’ เวอร์ชันดั้งเดิม ก่อนที่วง The Ventures จะนำไป Cover จนโด่งดัง

‘แจ็ก แม็กดัฟฟ์ (Jack McDuff) : ชายผู้แข็งแกร่ง ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในอุตสาหกรรมดนตรีมาอย่างโชกโชน เขาเป็นผู้ขัดเกลาทักษะ และ ความอึดถึกทนให้กับจอร์จในวัยหนุ่ม

‘ไมล์ส เดวิส’ (Miles Davis) : ทางดนตรี อันเปี่ยมด้วยศิลปะ ที่ไมล์สแสดงให้เห็นในอัลบั้ม ‘Kind of Blue’ ช่วยยกระดับรสนิยมทางดนตรีแจ๊สของจอร์จ ในขณะที่การที่จอร์จได้เข้าไปมีส่วนร่วมในอัลบั้ม ‘Miles in the Sky’ ก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเขาเป็นอย่างมาก

จากนี้ไป ผู้เขียนจะขอแนะนำ รายชื่ออัลบั้มแบบเฉพาะเจาะจงจากจอร์จ ที่ควรต้องไปหามาฟัง เพื่อที่จะได้เข้าถึง ‘รากเหง้า’ ทางดนตรีของจอร์จให้มากขึ้นครับ:

‘แน็ต คิง โคล’ (Nat King Cole) : แนะนำให้ลองฟังเพลงฮิตของเขา จากอัลบั้มรวมฮิต (Greatest Hits) หรือ ทางบริการสตรีมมิ่งต่าง ๆ ก่อน (จริงๆ YouTube ก็มี) จากนั้น ค่อยขยับไปฟังอัลบั้ม Vocal Classics & Instrumental Classics ซึ่งในอัลบั้มหลังนี้ เราจะได้ยินเสียงกีตาร์ของ ‘เออร์วิง แอชบี’ (Irving Ashby) และ ‘ออสการ์ มัวร์’ (Oscar Moore) มาร่วมแจมด้วย แม้ว่า จอร์จจะไม่เคยได้ประกาศต่อสาธารณะชน ว่า เขาได้รับอิทธิพลจากสองคนนี้ แต่ จากหนังสือ เขาได้ฟังเพลงเหล่านี้อย่างแน่นอน ดังนั้น ผู้เขียนจึงคิดว่า เขาต้องได้รับอิทธิพลมาไม่มากก็น้อย

‘ชาร์ลี คริสเตียน’ (Charlie Christian) : มีอัลบั้มเวอร์ชันรวมเพลงที่ผ่านการเรียบเรียงใหม่ (พร้อมบันทึกรายละเอียดใน Liner Notes อย่างถี่ถ้วน) ซึ่งรวบรวมผลงานการบันทึกเสียงทั้งหมดของวง Small Combo ของ เบนนี กูดแมน เอาไว้ รวมถึงแทร็กที่ยังไม่เคยปล่อยที่ไหนมาก่อนด้วย ผู้เขียนขอแนะนำ ให้ซื้อชุดนั้นมาเลยครับ ผู้เขียนคิดว่า ถ้าคุณฟังชุดนี้ รับรองว่า คุณจะผ่านการทดสอบของจอร์จแน่นอน

‘เวส มอนต์โกเมอรี’ (Wes Montgomery) : จากหนังสืออัตชีวประวัติของเขา จะเห็นได้ว่า จอร์จได้เปิดฟังอัลบั้มของเวสอยู่หลายชุด อย่างไรก็ตาม เพลงที่เวสและจอร์จได้ร่วมงานกันจริง ๆ มีเพียงเพลง ‘California Dreaming’ และ ‘Down Here On The Ground’ เท่านั้นนะครับ โดยเพลงแรก น่าจะเกิดจากความต้องการของบริษัทแผ่นเสียง ส่วนเพลงหลัง เป็นเพลงบรรเลงของเวส ที่มีเสียงร้องของจอร์จ เบนสันใส่เข้ามา ดังนั้น จึงไม่มีเพลงไหนที่คุณจะสัมผัสได้ถึงอิทธิพลทางดนตรีที่ส่งต่อกันโดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก ผลงานทุกชิ้นที่จอร์จกล่าวถึง ล้วนถือเป็นผลงานชิ้นเอก (Masterpieces) ของเวสทั้งสิ้น ผู้เขียนว่า จะให้ดี ก็อยากแนะนำให้ลองหาฟัง ‘ทุกอัลบั้ม’ ที่เขากล่าวถึงครับ (จริงๆก็กล่าวถึงทุกชุดของเวสแหละ)

‘ชาร์ลี พาร์กเกอร์’ (Charlie Parker) : อัลบั้ม "With Strings" คือ ตัวเลือกเดียวเท่านั้นครับ เพราะดูจอร์จจะชื่นชอบเหลือเกิน ถ้าคุณได้อ่านหนังสืออัตชีวประวัติของจอร์จเล่มนี้อย่างละเอียดแล้ว คุณจะเข้าใจเป็นอย่างดีเลย ว่า จอร์จเขารักและหลงใหลผลงานชุดนี้มากแค่ไหน

‘แฮงก์ การ์แลนด์’ (Hank Garland) : จากการสืบค้นทางอินเตอร์เน็ตของผู้เขียน จากภาพปกที่ระบุในเนื้อหา คาดว่า น่าจะเป็นอัลบั้ม ‘Jazz Winds From A New Direction’ ผู้เขียนคิดว่า บางคนจะถูกดึงดูดด้วยอัลบั้มนี้ เพราะ นอกจากไลน์กีตาร์ที่โดดเด่นแล้ว คุณยังจะได้ยินเสียงบันทึกเสียงยุคแรก ๆ ของ ‘แกรี เบอร์ตัน’ (Gary Burton - นักไวบราโฟน) อีกด้วย นอกจากนี้ มือกีตาร์เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง ‘เมลวิน สปาร์กส์’ (Melvin Sparks) ก็เคยกล่าวไว้ว่า จอร์จ แฮร์ริสัน (George Harrison) เคยแนะนำอัลบั้มนี้ให้เขาฟังอย่างกระตือรือร้น และ ทั้งตัวเขาและจอร์จ ต่างก็ได้รับอิทธิพลจากอัลบั้มนี้อย่างมากเช่นกัน (หมายเหตุผู้แปล: ในต้นฉบับภาษาอังกฤษมีการใช้ชื่อ George Harrison สลับกับ George Benson ในบางจุด แต่จากบริบทที่ผู้เขียนอ่าน คาดว่า ต้นฉบับ น่าจะหมายถึง George Benson หรือ George Harrison มือกีตาร์วง The Beatles ที่ชื่นชอบงานดนตรีหลากหลาย แต่น่าจะเป็น George Benson แหละ)

‘แกรนต์ กรีน’ (Grant Green) : ตามที่ระบุไว้ในเนื้อหาหลัก เขาได้แนะนำอัลบั้มของมือออร์แกน ‘แซม เลเซอร์’ (Sam Lazer) ซึ่ง เขาเป็นนักดนตรีลึกลับจากชิคาโกที่มีผลงานบันทึกเสียงน้อยมาก แต่ อัลบั้ม ‘Space Flight’ มี ‘วิลลี ดิกสัน’ (Willie Dixon) ตำนานเพลงชิคาโกบลูส์มาเล่นเบสให้ และ มี ‘แกรนต์ กรีน’ เล่นกีตาร์ ซึ่งดูเหมือนว่า นี่จะเป็นการบันทึกเสียงครั้งแรกของ แกรนต์ กรีน ด้วยซ้ำ

‘บิลลี่ บัตเลอร์’ (Billy Butler) : ประวัติการทำงานของเขา ค่อนข้างลึกลับ เนื่องจากนิสัยเสียของวงการดนตรีในอดีตที่ ‘มักจะไม่ให้เครดิตชื่อนักดนตรี’ ในผลงานส่วนใหญ่ ดูเหมือนว่า เขาจะมีส่วนร่วมในเพลง ‘On Broadway’ ของวง The Drifters แต่ก็มีข้อมูลที่ขัดแย้งกันอยู่ ว่า ใครเป็นคนเล่นกีตาร์โซโล่ และ กีตาร์ลีด ระหว่าง ‘บิลลี่ บัตเลอร์’ กับ ‘ฟิล สเปกเตอร์’ (Phil Spector) [จากบริบท เดาว่า จอร์จหมายถึง Billy Butler แหงๆ] นอกจากนี้ บัตเลอร์ยังได้ร่วมทำผลงานอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงเพลง ‘Honky Tonk’ ของ Bill Doggett และ การเล่นโซโล่ให้กับค่าย Prestige อนึ่ง มีบางคนบอกว่า เขาเป็นพี่น้องกับ ‘เจอร์รี บัตเลอร์’ (Jerry Butler) แต่ นั่นเป็นเรื่องเข้าใจผิด คือ พวกเขาแค่ชื่อซ้ำกันเฉย ๆ บิลลี่คนนี้ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับเจอร์รีแต่อย่างใด

‘ธอร์เนล ชวาร์ตซ์’ (Thornel Schwartz) : การเลือกนักดนตรีคนนี้ ถือเป็นทางเลือกที่ ‘สมกับเป็นมือกีตาร์ตัวจริง’ แม้ว่า ในแผ่นเสียงของเขา จะถูกบดบังรัศมีโดย ‘จิมมี่ สมิธ’ อยู่บ่อยครั้ง แต่ จอร์จ เบนสัน ก็เคยเรียนกับเขา และ น่าจะเคยเห็นเขาเล่นสดมาแล้วหลายครั้ง ส่วนตัวผู้เขียน แนะนำให้ฟังอัลบั้ม ‘At The Organ, Vol. 3’ (ของ Jimmy Smith) เพราะดูเหมือนว่า ชวาร์ตซ์ได้มีบทบาทในการเล่นค่อนข้างมากในอัลบัมชุดนี้

หนังสืออัตชีวประวัติของ จอร์จ เบนสัน เล่มนี้ เป็นแหล่งข้อมูลที่มีค่ามากเกี่ยวกับดนตรีออร์แกนแจ๊ส (Organ Jazz) อีกด้วย แต่ผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึง เนื้อหาโดยรวมนับว่า เป็นหนังสือที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักที่มีต่อดนตรีอย่างแท้จริง

สวัสดีวันเข้าพรรษา

Photos from Siam Inter Comics's post 27/07/2026

ใครชอบเรื่องนี้มาคุยกันครับ
หรือใครมีการ์ตูนเรื่องนี้ อยากโล๊ะ ให้คิดต่อมานะครับ มาวางไว้ที่ร้านได้ครัย แต่อยากให้มาแบบครบชุดนะครับ

24/07/2026

เด็กหนุ่มชาวญี่ปุ่นผู้หัดเล่นดนตรีทุกชนิดด้วยตัวเองเพียงเพื่อ “อุดช่องโหว่” ในวงของเพื่อน คือคนเดียวกับที่สร้างตำนานทางดนตรีที่สั่นสะเทือนโลกในชื่อ คิทาโร่

ย้อนกลับไปในปี 1953 ณ เมืองโทโยฮาชิ มาซาโนริ ทาคาฮาชิ เติบโตมาในครอบครัวเกษตรกรที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางวิถีชินโตและพุทธ แต่ในหัวของเขากลับก้องกังวานด้วยท่วงทำนองของ Otis Redding ศิลปินผิวสีผู้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาตั้งวงดนตรีแนว R&B ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นในชื่อ Albatross

ในช่วงแรกของการเป็นนักดนตรี เขาไม่ได้เลือกเครื่องดนตรีตามความชอบ แต่เลือกตามความขาดแคลน หากวันไหนเพื่อนร่วมวงหายตัวไป เขาก็พร้อมจะกระโดดไปคว้ากีตาร์ เบส หรือแม้แต่กลองมาเล่นแทนจนชำนาญด้วยการฝึกฝนด้วยตัวเองทั้งหมดเพื่อรักษาจังหวะของวงเอาไว้

ทว่าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่เปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไปตลอดกาลเกิดขึ้นเมื่อเขาเดินทางไปทัวร์ยุโรปกับวง Far East Family Band และได้พบกับ Klaus Schulze ปรมาจารย์ด้านซินธิไซเซอร์โดยบังเอิญ การพบกันครั้งนั้นเปิดประตูสู่โลกแห่งดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการทิ้งแนวดนตรีเดิมเพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด

ชื่อของ คิทาโร่ กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วทุกมุมโลกอย่างเป็นทางการผ่านผลงานประกอบสารคดีชุด Silk Road เสียงดนตรีที่ผสมผสานความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเข้ากับจิตวิญญาณแห่งตะวันออกได้อย่างลุ่มลึก จนสามารถส่งให้เขาคว้ารางวัลแกรมมี่และลูกโลกทองคำมาครอบครองได้สำเร็จ

จากเด็กหนุ่มที่เริ่มฝึกดนตรีเพียงเพื่อไม่ให้วงล่ม เขากลับกลายเป็นผู้ที่สร้างลมหายใจใหม่ให้กับวงการเพลง New Age มรดกทางดนตรีของเขายังคงบรรเลงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ชะตากรรมของชีวิตมักเปลี่ยนไปได้เสมอ เพียงแค่เรากล้าเปิดรับท่วงทำนองใหม่ๆ ที่เข้ามาอย่างไม่ตั้งตัว

23/07/2026

Remembering John Mayall 💙

John Brumwell Mayall, known professionally as John Mayall, was an English blues musician, singer, songwriter, keyboard player, guitarist, and harmonica player. Born on November 29, 1933, in Macclesfield, Cheshire, England, he became one of the leading figures in British blues through a career that lasted for more than six decades.

He developed an interest in American blues while he was young. After serving in the British Army and working as a graphic designer, he moved to London in the early 1960s to focus on music. In 1963, he formed John Mayall & the Bluesbreakers. The group became well known for introducing and supporting musicians who later achieved worldwide success. Eric Clapton, Peter Green, Mick Taylor, John McVie, Mick Fleetwood, Jack Bruce, and several others were members of the Bluesbreakers at different times.

Mayall recorded for Decca Records during the early years of his career and later worked with Polydor Records, ABC Records, DJM Records, Island Records, Eagle Records, Forty Below Records, and other labels. His music included British blues, Chicago blues, electric blues, acoustic blues, jazz blues, and blues rock. His best-known albums include "Blues Breakers with Eric Clapton," "A Hard Road," "Crusade," "Bare Wires," "The Turning Point," "Back to the Roots," and "Wake Up Call." He continued recording and performing well into his later years and remained active for decades.

His work introduced many listeners to blues music and helped launch the careers of several respected musicians. He received many honors during his lifetime, including induction into the Blues Hall of Fame in 2016. In 2024, he was inducted into the Rock and Roll Hall of Fame in the Musical Influence Award category in recognition of his contribution to modern music.

John Mayall died on July 22, 2024, at his home in California, United States.

Photos from ArtBangkok Thailand's post 23/07/2026
ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านขายของ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10250