VPN Magazine
นิตยสารรายเดือน และ E-magazine สำหรับสัตวแพทย์
สมัครสมาชิกที่ www.readvpn.com
Line : @VPNmagazine
VPN (Veterinary Practitioners NEWS)
นิตยสารรายเดือนสำหรับสัตวแพทย์
ออกทุกวันที่ 15 ของเดือน
สามารถติดต่อสั่งซื้อ/สมัครสมาชิกใหม่/ต่ออายุสมาชิก
ได้ผ่านทาง LINE@
แค่คลิ๊ก https://line.me/R/ti/p/%40vpnmagazine
หรือ Line ID : @vpnmagazine (มี@ด้วย)
29/09/2026
Osteoarthritis (OA) หรือ degenerative joint disease (DJD) ในแมว เป็นภาวะการเสื่อมของข้อต่อเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนผิวข้อ (articular cartilage) กระดูกใต้กระดูกอ่อน (subchondral bone) การเกิดการสร้างกระดูกใหม่รอบข้อ (osteophytosis) และการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบข้อส่งผลให้เกิดความเจ็บปวด การเคลื่อนไหวลดลง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของแมว อย่างไรก็ตามโรคนี้มักถูกมองข้ามในทางคลินิก เนื่องจากแมวมักไม่แสดงอาการปวดหรือความผิดปกติของการเดินอย่างชัดเจนเหมือนในสุนัข การเปลี่ยนแปลงที่เจ้าของสังเกตเห็นจึงมักเป็นการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม เช่น กระโดดขึ้นที่สูงน้อยลง เล่นน้อยลง นอนมากขึ้น เป็นต้น
โดยจากการศึกษาพบว่าแมวที่มีอายุมากกว่าเท่ากับ 6 ปี ร้อยละ 61 มีหลักฐานของ osteoarthritis จากภาพถ่ายทางรังสีอย่างน้อยหนึ่งข้อ ยิ่งอายุมากขึ้น ความถี่และความรุนแรงของโรคจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม แมวจำนวนมากกลับไม่แสดงอาการทางคลินิกที่ชัดเจน แต่มักถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงอาการตามวัยเท่านั้น ดังนั้นความท้าทายของโรคข้อเสื่อมในแมวจึงไม่ใช่เพียงการมองเห็นรอยโรคจากภาพถ่ายทางรังสี แต่คือการประเมินว่าแมวตัวนี้มีความเจ็บปวดที่เกี่ยวข้องกับภาวะข้อเสื่อมหรือไม่และความเจ็บปวดนั้นส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของแมวมากน้อยเพียงใด
การประเมินและวินิจฉัยโรคข้อเสื่อม
การวินิจฉัยโรคข้อเสื่อมในแมวนั้นทำได้ยากกว่าในสุนัข เนื่องจากแมวเป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรมซ่อนความเจ็บปวดได้ดี การที่เจ้าของไม่รายงานพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความเจ็บปวดจึงไม่สามารถใช้ยืนยันว่าแมวไม่มีความเจ็บปวด แต่มักเป็นความเจ็บปวดแบบเรื้อรังที่ไม่แสดงออกมาอย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงจะค่อย ๆ เกิดขึ้นและมักถูกเข้าใจว่าเป็นพฤติกรรมตามวัย ในทางคลินิกเจ้าของมักไม่ได้มาพบสัตวแพทย์ด้วยคำว่า “แมวปวดข้อ” แต่จะเล่าว่าแมวไม่ค่อยขึ้นโต๊ะเหมือนเดิม ไม่กระโดดขึ้นตู้ นอนชั้นล่างมากขึ้น เล่นน้อยลง หรือเริ่มใช้กระบะทรายลำบาก ดังนั้นการซักประวัติควรเน้นการเปรียบเทียบกับพฤติกรรมเดิมของแมวมากกว่าการถามเพียงว่ามีอาการเดินกะเผลกหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและกิจกรรมอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่สังเกตได้ก่อนการเกิด lameness ที่ชัดเจน ซึ่งควรสอบถามจากเจ้าของแมวอย่างเป็นระบบโดยจะแสดงตัวอย่างไว้ในตารางที่ 1 (ดูตารางได้ที่บทความบนเว็บไซต์)
และจากประสบการณ์ทางคลินิกของผู้เขียนพบว่าการทำแบบสอบถามประเมินพฤติกรรมที่เป็นมาตรฐาน (client-reported outcome measures) เช่น feline musculoskeletal pain index (FMPI) รวมถึงการดูวิดีโอจากกล้องวงจรปิดภายในบ้านมีส่วนช่วยอย่างมากในการวินิจฉัยโรค เนื่องจากจะสามารถแสดงให้เห็นพฤติกรรมการเดิน กระโดด ขึ้นหรือลงบันไดตามปกติเมื่ออยู่ที่บ้านและมักแสดงความผิดปกติได้ชัดเจนกว่าการประเมินจากในห้องตรวจ
สำหรับการตรวจร่างกายแมวที่สงสัยภาวะข้อเสื่อม ควรเริ่มจากการตรวจร่างกายทั่วไปและตรวจระบบประสาทให้สมบูรณ์ก่อน จากนั้นจึงทำ orthopedic examination โดยมักเริ่มจากการสังเกตท่าทางการยืนและเดินก่อน จากนั้นจึงทำการจับคลำตรวจทั้ง 4 ขา ไล่จากข้างล่างขึ้นข้างบน ประเมินความเจ็บปวด ระยะพิสัยของข้อ ความหนาแน่นของกล้ามเนื้อ รวมถึงความบวมของข้อ เป็นต้น อย่างไรก็ตามการตรวจไม่พบความเจ็บปวดในห้องตรวจจะไม่สามารถตัดโรคข้อเสื่อมออกได้ โดยเฉพาะในแมวที่มีความเจ็บปวดอย่างเรื้อรัง โดยจากการศึกษาพบว่าแมวที่มีความผิดปกติจากภาพถ่ายทางรังสีจำนวนมาก ไม่มีการแสดงความเจ็บปวดอย่างชัดเจนเมื่อทำการจับคลำข้อต่อ ดังนั้นควรอาศัยข้อมูลจากประวัติ พฤติกรรม การตรวจร่างกาย และภาพถ่ายทางรังสีร่วมกันในการวินิจฉัย
การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพถ่ายทางรังสี
การถ่ายภาพทางรังสี (radiography) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของข้อ โดยเฉพาะในแมวสูงอายุหรือแมวที่มีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม โดยควรถ่ายภาพทางรังสีอย่างน้อย 2 ระนาบที่ตั้งฉากกัน ซึ่งความผิดปกติของภาพถ่ายทางรังสีที่พบได้ เช่น การสร้างกระดูกใหม่บริเวณขอบข้อ (periarticular new bone formation) การพบกระดูกใต้กระดูกอ่อนมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น (subchondral bone sclerosis) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม radiography เป็นเพียงการประเมิน structural change และไม่สามารถใช้ประเมินระดับความเจ็บปวดของแมวได้โดยตรง ความรุนแรงของ radiographic changes จึงไม่ได้สัมพันธ์กับระดับ clinical pain โดยตรง ซึ่งจากการศึกษาพบว่าแมวที่มี radiographic changes รุนแรงอาจแสดงอาการเจ็บปวดเพียงเล็กน้อย ขณะที่แมวที่มี radiographic changes ไม่มากอาจแสดงอาการเจ็บปวดอย่างชัดเจนได้ [3] ดังนั้นการวินิจฉัยภาวะข้อเสื่อมในแมวจึงควรเป็นการประเมินแบบองค์รวม ไม่ควรวินิจฉัยจาก radiographic findings เพียงอย่างเดียว
แนวทางการรักษาแบบผสมผสาน (Multimodal Management)
โรคข้อเสื่อมเป็นภาวะเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป้าหมายหลักในการรักษาคือ การบรรเทาความเจ็บปวดเรื้อรัง (chronic pain relief) ชะลอความเสื่อมของข้อ และคืนคุณภาพชีวิตที่ดีแก่สัตว์เลี้ยง โดยใช้แนวทาง multimodal therapy ซึ่งจะพิจารณาทั้งการควบคุมความเจ็บปวด การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม การปรับสิ่งแวดล้อม โภชนาการ และการทำกายภาพบำบัดตามความเหมาะสมของแมวแต่ละตัว โดยมีเป้าหมายคือทำให้แมวกลับมาดำเนินกิจกรรมตามปกติได้ เช่น กระโดดขึ้นที่ชอบ เล่นของเล่นแมว ดูแลขน และใช้กระบะทรายได้สะดวก มากกว่าประเมินเพียงว่ามีหรือไม่มีอาการกะเผลก
- การบรรเทาปวดทางเภสัชกรรม (pharmacological pain management) ปัจจุบัน NSAIDs และ anti-nerve growth factor monoclonal antibody ถือเป็น pharmacological options สำคัญสำหรับการจัดการ chronic pain associated with feline OA การเลือกใช้ควรพิจารณาตามความเหมาะสมของสัตว์ป่วยแต่ละตัว การเลือกยาและขนาดยาต้องคำนึงถึงอายุ hydration status และการทำงานของตับและไต รวมถึงข้อกำหนดการขึ้นทะเบียนของยาในประเทศที่ใช้งาน
- Meloxicam เป็นหนึ่งใน NSAIDs ที่มีข้อมูลสนับสนุนสำหรับการควบคุม chronic pain ของแมวในบางประเทศ โดยการใช้ระยะยาวควรเป็นไปตามฉลากผลิตภัณฑ์หรือปรับลดลงจนถึง lowest effective dose ตาม clinical response ทั้งนี้ควรประเมินอายุ hydration status การทำงานของตับและไต รวมถึงโรคร่วมอื่นก่อนเริ่มยา และต้องติดตามผลระหว่างการรักษาอย่างต่อเนื่อง
- Robenacoxib เป็นยาในกลุ่ม COX-2 selective NSAIDs ที่มีข้อมูลสนับสนุนสำหรับการจัดการความเจ็บปวดใน feline OA สามารถปรับขนาดยาตาม clinical response โดยควรใช้ lowest effective dose ซึ่งมีการศึกษาทางคลินิกในแมวที่มี OA พบว่าการใช้ยาในขนาด 1–2.4 mg/kg q24h ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ไม่พบความผิดปกติต่อตับ ไต และระบบทางเดินอาหารอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้ placebo อย่างไรก็ตามการใช้ NSAIDs ต้องมีการตรวจประเมินผลเลือด (CBC, serum biochemistry) และ urinalysis ก่อนเริ่มยาและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม NSAIDs ในสัตว์ป่วยที่มีภาวะ dehydration หรือ hypovolemia
- Adjunctive analgesia เช่น gabapentin และ tramadol อาจพิจารณาเป็นยาเสริมลดปวดร่วมกับยากลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องใช้ multimodal analgesia อย่างไรก็ตามหลักฐานเฉพาะสำหรับการจัดการความเจ็บปวดใน feline OA ยังมีจำกัด ดังนั้นควรเลือกใช้เมื่อมีเหตุผลทางคลินิกชัดเจนและประเมินผลตอบสนองเป็นรายตัว
- Anti-nerve growth factor monoclonal antibody เป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีหลักฐานสนับสนุนสำหรับการจัดการความเจ็บปวดแบบเรื้อรังในแมวที่มีภาวะข้อเสื่อม โดย nerve growth factor (NGF) มีส่วนสำคัญต่อ nociceptor sensitization และการคงอยู่ของ pain signaling การยับยั้ง NGF จึงช่วยลดการส่งสัญญาณปวดที่เกี่ยวข้องกับข้อเสื่อม Frunevetmab เป็น felinized anti-NGF monoclonal antibody ที่มีการศึกษาทางคลินิกในแมวที่มีภาวะข้อเสื่อม และพบว่าช่วยเพิ่มผลลัพธ์ด้าน pain และ mobility เมื่อเทียบกับ placebo อย่างไรก็ตามการใช้จริงทางคลินิกควรใช้ตามฉลากผลิตภัณฑ์และข้อกำหนดของประเทศที่ใช้งาน โดยฉีดเข้าทางใต้ผิวหนัง เดือนละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ควรพิจารณาตามความเหมาะสมของสัตว์ป่วยแต่ละรายและติดตาม response ต่อการรักษา
- การควบคุมน้ำหนักและการจัดการด้านโภชนาการ (weight and nutrition management) เป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยเฉพาะในแมวที่มีภาวะ overweight เพราะน้ำหนักตัวที่มากขึ้นเพิ่ม mechanical load ต่อข้อและสัมพันธ์กับ inflammatory mediators จาก adipose tissue การลดน้ำหนักจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของ treatment plan ไม่ใช่คำแนะนำเพิ่มเติมที่แยกออกจากการรักษาภาวะข้อเสื่อม ควรกำหนดเป้าหมายน้ำหนักและติดตาม body condition score รวมถึง muscle condition อย่างต่อเนื่อง [1,4]
- การออกกำลังกาย (exercise) ควรเป็นแบบ low-impact และค่อยเป็นค่อยไป เช่น interactive play ที่กระตุ้นให้เดินหรือไล่ของเล่นในช่วงเวลาสั้น ๆ หลายครั้งต่อวัน ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดการกระโดดสูงหรือการลื่นไถลซ้ำ ๆ อย่างไรก็ตาม exercise plan ควรปรับตาม pain level และ mobility ของแมวแต่ละตัว
- การปรับสิ่งแวดล้อม (environmental modification) เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและมีประโยชน์มากในแมวที่มีภาวะข้อเสื่อม เช่น วางอาหารและน้ำในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย เพิ่มขั้นหรือทางลาดไปยังจุดที่แมวชอบนอน ใช้พื้นผิวที่ไม่ลื่น และเลือกกระบะทรายที่มีด้านทางเข้าเตี้ยเพื่อให้ก้าวเข้าออกได้สะดวก จากประสบการณ์ในคลินิกมักพบว่า เจ้าของสามารถทำตามคำแนะนำส่วนนี้ได้ง่ายกว่าการปรับกิจกรรมที่ซับซ้อน และเมื่อรวมกับการควบคุมความปวดแล้ว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้ functional outcome ของแมวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- การทำกายภาพ (rehabilitation) สามารถช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ เพิ่ม range of motion และส่งเสริมการเคลื่อนไหวได้ดี โดยควรเลือกวิธีที่แมวยอมรับได้และหลีกเลี่ยงการบังคับ หากแมวเจ็บมาก การให้ analgesia ก่อนทำ rehabilitation อาจช่วยลดความเครียดและทำให้ทำกิจกรรมได้ดีขึ้น การติดตามผลควรใช้ตัวชี้วัดที่วัดซ้ำได้ เช่น owner questionnaire, activity หรือ mobility assessment, joint range of motion และ muscle circumference ร่วมกับการประเมินคุณภาพชีวิต การให้เจ้าของถ่ายวิดีโอพฤติกรรมเดิมซ้ำทุก 2–4 สัปดาห์ เช่น การกระโดดขึ้นเก้าอี้หรือการเล่น สามารถช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ตรวจในคลินิกได้ยาก
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมหัวข้อเรื่องการสรุปการรักษาแบบ Multimodal ต่อได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2645
บทความโดย : น.สพ.รุจธร มณีวรรณ
Disclaimer: เนื้อหานี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลวิชาการจากต่างประเทศเพื่ออัปเดตความรู้เท่านั้น ยาบางชนิดอาจยังไม่ขึ้นทะเบียนในไทย VPN Magazine มิได้มีเจตนาโฆษณาหรือส่งเสริมการใช้ยาผิดกฎหมาย สัตวแพทย์ควรใช้วิจารณญาณในการรักษาตามหลักวิชาการอย่างรอบคอบ
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :
29/09/2026
รู้หรือไม่ 29 กันยายน เป็นวัน WorldHeartDay !!!
YourPetHeart ขอชวนคุณหมอสัตวแพทย์มาร่วมแคมเปญ "CountNow" กิจกรรมทำคอนเทนต์ให้ความรู้ถึงอันตรายของโรคหัวใจในสุนัข
กติกากิจกรรม CountNow❤️
1️⃣ ทำคลิปสั้น 30–60 วินาที ให้ความรู้เรื่องโรคหัวใจในสุนัข เช่น อาการของโรค การดูและ หรือวิธีการเช็กง่ายๆที่บ้าน เช่นการวัดอัตราการหายใจ (สามารถทำคอนเทนต์ในสไตล์ที่ถนัดได้เลย)
2️⃣ พร้อมใส่แฮชแท็ก
ีกว่าCountDown #โรคหัวใจรอไม่ได้
3️⃣ โพสต์ และเปิดสาธารณะ คลิปผ่านช่องทางโรงพยาบาล / คลินิก หรือโพสต์ส่วนตัวของคุณหมอ
4️⃣พร้อมแคปหน้าจอส่งกิจกรรมผ่าน LINE: เพื่อยืนยันการเข้าร่วมแคมเปญ
เพราะทุก 30 วินาทีที่เจ้าของใช้ตรวจเช็กอัตราการหายใจของน้องหมา อาจจะทำให้น้องหมาเข้าถึงการรักษาโรคหัวใจได้เร็วยิ่งขึ้น 💖
🎁 ร่วมกิจกรรม ลุ้นรับรางวัล Cardiology Stethoscope มูลค่า 10, # # # บาท
📅 ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2569
🏆 ประกาศผลทาง VetBuddy วันที่ 8 พฤศจิกายน 2569
มาร่วม กิจกรรม CountNow เพื่อยืดเวลาหัวใจ เพราะโรคหัวใจ รอไม่ได้ 🐾💙
เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
28/09/2026
นิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ คนไหนมีของ พร้อมลับสมองประลองไหวพริบ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 30,000 บาท กันได้เลย !!!
พบ VET ศาสตร์ on Tour – ศึกประลองความรู้ของนิสิตสัตวแพทย์ที่คุณห้ามพลาด !!!
ก่อนอื่นทางทีมงาน VPN ขอแสดงความห่วงใยทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้นะ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปโดยเร็ว จากนั้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมเตรียมพบกับการแข่งขันสุดฮิตที่นิสิตสัตวแพทย์ทุกคนรอคอย ที่คราวนี้เราขนทัพจัดหนักกันที่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่บอกเลยงานนี้มีมันส์สะใจแน่นอน
📢 ใครสมัครได้บ้าง?
✅ นิสิตสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทุกชั้นปี
✅ รวมทีม 3 คน จะเพื่อนซี้ หรือรุ่นพี่รุ่นน้องก็จัดมาได้เลย
📆 แข่งขันจริง: 21 ตุลาคม 2569 ⏰ เวลา 16.30-19.45 น.
📍 สถานที่: โถงอาคาร 60 ปี คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ
💵 เงินรางวัล : ที่หนึ่ง 10,000 บาท (1 รางวัล), รางวัลชมเชย 3,000 บาท (3 รางวัล)
⏳ เปิดรับสมัครแล้ววันนี้! ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2569
🔗 สมัครเลย 👉 https://forms.gle/3h3eT3xfpcYj9xGs9
ทีมไหนจะคว้าเงินรางวัลไปครอง หรืออาจเป็นคุณ! มาพิสูจน์ตัวเองกัน!
์onTour ์ฉลาดสุดๆ
28/09/2026
28 กันยายน 𝗪𝗼𝗿𝗹𝗱 𝗥𝗮𝗯𝗶𝗲𝘀 𝗗𝗮𝘆 🌍🐾
“พิษสุนัขบ้า” ป้องกันได้ เริ่มต้นที่การฉีดวัคซีน
เพราะโรคพิษสุนัขบ้ายังเป็นโรคที่พบได้ในประเทศไทย และเมื่อสัตว์ติดเชื้อแล้วมีโอกาสเสียชีวิตถึง 100%
รวมทั้งยังเป็นโรค Zoonosis ที่ยังพบได้ โดยมีสถิติในปี 2568 พบผู้ป่วย 7 ราย และเสียชีวิตทั้ง 7 ราย*
สัตวแพทย์เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ทุกคนในสังคมผ่าน การฉีดวัคซีน ในสัตว์เลี้ยง เป็นประจำทุกปี จึงเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญในการปกป้องทั้งน้องหมา น้องแมว และคนรอบตัว 🐶🐱💚
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ 𝗦𝘁𝗼𝗽 𝗥𝗮𝗯𝗶𝗲𝘀
ช่วยส่งต่อความรู้ และสร้างความตระหนักเรื่องการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าไปด้วยกัน
รู้เร็ว ป้องกันได้ ปลอดภัยทั้งสัตว์และคน 💉
*ข้อมูลจากเอกสาร “โรคพิษสุนัขบ้าภัยเงียบที่ป้องกันได้” (กรมควบคุมโรค)
#หยุดพิษสุนัขบ้าคร่าชีวิต
25/09/2026
ภาวะเอ็นลูกสะบ้าไม่มั่นคง หรือ patellar instability เป็นภาวะที่มีโอกาสเจอได้ในม้าค่อนข้างน้อยกว่าในสุนัขและมนุษย์ หนึ่งในความผิดปกติจากภาวะ patellar instability ได้แก่ Upward Fixation of the Patella (UFP) สำหรับในม้ามีเส้นเอ็นลูกสะบ้า (patellar ligaments) ทั้งหมด 3 เส้น ได้แก่ medial intermediate (middle) และ lateral patellar ligament ซึ่งเส้นเอ็นทั้งหมดนี้เชื่อมกับกระดูก tibia ในส่วน proximal
Patellar ligaments มีบทบาทที่สำคัญอย่างมากต่อการทำงานของ stay apparatus ของการทำงานของขาหลัง โดยกระบวนการ stay apparatus ของขาหลังจะทำการ lock stifle ให้สัมพันธ์กับ hock บทบาทของ patellar ligaments มีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการ lock stifle ทำให้ม้าสามารถยืนพักได้โดยใช้พลังงานของกล้ามเนื้อน้อยมาก เพราะไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในขณะพักหรือหลับ ช่วยให้ข้อต่อของขาสามารถอยู่ในตำแหน่งที่รับน้ำหนักได้ ซึ่งเส้นเอ็นที่มีบทบาทในการทำงานนี้มากที่สุดคือ medial patellar ligament (MPL) โดยเมื่อม้าต้องการที่จะพักขาหลัง กล้ามเนื้อ quadriceps เกิดการหดตัว ทำให้กระดูก patella เลื่อนขึ้นและเส้นเอ็น medial patellar ligament มาเกี่ยวที่บริเวณ medial trochlear ridge ของกระดูก femur ทำให้เกิดการ lock stifle ขณะที่ stifle มีการ extension
นอกจากนั้น เพื่อให้กระบวนการ stay apparatus ของขาหลังเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ นอกจาก stifle เกิดการ extension แล้ว hock ก็จะ extend เพื่อให้เกิดการทำงานที่สัมพันธ์กัน พุ่งเป้าหมายมาที่การรับน้ำหนักของขาหลัง จากการทำงานของกล้ามเนื้อ peroneus tertius และกล้ามเนื้อ superficial digital flexor ด้วยเช่นกัน และเมื่อ patellar ligaments เคลื่อนตัวลงมาจากที่ขึ้นไปพาด medial trochlear ridge จะทำให้บริเวณข้อ stifle สามารถเกิดการ flex ได้ ทำให้ hock เกิดการ flex ตามมาผ่าน reciprocal apparatus ส่งผลให้ขาสามารถยกขึ้นและก้าวไปด้านหน้าได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับในสุนัขที่ไม่มี stay apparatus แต่ในสุนัข patellar ligament เป็นส่วนหนึ่งของ extensor mechanism ในสุนัขไม่ได้มี locking mechanism ดังเช่นในม้า
ในภาวะ Upward Fixation of the Patella หรือ ภาวะ locking patella เกิดจากการทำงานของ patellar ligament ที่ผิดปกติไป ส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการ stay apparatus ของขาหลัง ทำให้เกิด pathological locking โดยเฉพาะในบริเวณ medial patellar ligament ไปเกี่ยวอยู่เหนือบริเวณ medial trochlear ridge ของกระดูก femur และไม่สามารถเคลื่อนตัวออกมาจากบริเวณที่ขึ้นไปเกี่ยวไว้ได้ตามปกติ (MPL fixation) ทำให้เกิดภาวะที่ patella ขึ้นไปค้างอยู่บริเวณ proximal ข้อ stifle อยู่ในภาวะ extension และข้อ hock มาจนถึงบริเวณ distal limb จะถูกดึงให้เหยียดออกตามการทำงานของ reciprocal apparatus จากกล้ามเนื้อที่ได้กล่าวไป ส่งผลให้ม้ามีอาการขาหลัง lock เดินเหยียดขา และลากขาออกด้านหลัง หากปลด patella ลงมาได้จะเห็นว่าม้าสามารถกลับมางอ stifle ได้
ภาวะ UFP สามารถวินิจฉัยได้โดยการสังเกตพฤติกรรมการเดิน ดูอาการแสดงทางคลินิกพร้อมกับซักประวัติเพิ่มเติม รวมถึงการคลำตรวจบริเวณ patellar ligament หาก patella เกิดการ lock อยู่ในขณะตรวจ สามารถทำ manual manipulation ได้โดยการดึงขาม้าไปด้านหลัง และดันกระดูก patella เข้าด้าน medial และ distal หรือสามารถใช้เชือกผูกบริเวณปลายขาเพื่อดึงขามาด้านหน้าได้เช่นกัน นอกจากนี้สามารถทำการอัลตราซาวนด์ตรวจลักษณะเส้นเอ็น และกำหนดตำแหน่ง proximal third of MPL ได้
สำหรับแนวทางการรักษาภาวะ Upward Fixation of the Patella มีทั้งการรักษาแบบ conservative และการทำศัลยกรรมแก้ไข สำหรับการรักษาแบบ conservative จะเหมาะสมในกรณีที่มีภาวะ intermittent UFP โดยม้ายังไม่ได้แสดงอาการขากะเผลก โดยสามารถเพิ่ม tone และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ quadriceps กล้ามเนื้อ hamstring และกล้ามเนื้อ gluteal ได้ โดยการพาม้าออกกำลังกายในการเดินขึ้นและลงเนินได้ แต่หากการรักษาแบบ conservative ไม่ได้ผล สามารถทำการรักษาโดยการผ่าตัดแก้ไขได้
ในปัจจุบันสามารถทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดได้ โดยการทำ medial patellar ligament splitting/desmoplasty โดยมีหลักการคือ การทำ localized desmitis ในบริเวณ proximal third ของ MPL จากการทำ multiple small splits/incisions ในบริเวณดังกล่าวด้วยใบมีดผ่าตัดขนาดเล็ก โดยกรีดเป็นรูป fan shaped และไม่ควรกรีดเป็น complete longitudinal transaction เพราะต้องการให้เป็นแค่ controlled localized desmitis ไม่ได้ต้องการให้ MPL complete ruptured ซึ่งการสร้างรอยกรีดไปที่บริเวณเส้นเอ็น ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ และทำให้เกิดการสะสมพังผืด (fibrosis) ตามมา ทำให้เส้นเอ็นหนาขึ้นหรืออาจจะสั้นลง ช่วยลดโอกาสการขึ้นไปคล้องแล้วติดอยู่ในบริเวณ medial trochlear ridge ได้
นอกจากนี้จากผลงานวิจัยของคุณ Tnibar ระบุว่าสามารถทำ ultrasound guided percutaneous splitting ได้เช่นกัน และจากผลงานวิจัยของคุณ Andersen และคณะ ระบุว่าม้าสามารถหายจากภาวะ UFP ได้หลังจากการผ่าตัดภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งการรักษาโดยการผ่าตัด สามารถทำในขณะที่ม้า standing sedate ได้ หรือ general anesthesia ก็ได้เช่นกัน ควรมีการระมัดระวังไม่ให้ปลายมีดบาดโดน femoropatellar synovial pouch และ medial trochlear ridge cartilage
ภาวะ UFP ไม่ได้บ่งบอกว่ากระดูก patella ต้องหลุดออกจากเบ้าเสมอไป แต่เป็นการที่กระบวนการ stay apparatus ไม่สามารถ release patella ในเวลาที่เหมาะสมได้ สำหรับ post operative care ของเคสนี้ สามารถเริ่มจากการขยับตัวเบา ๆ เช่น การปล่อยแปลงเล็ก ๆ หรือจูงเดิน (hand walking) 10-15 นาทีต่อวัน บนพื้นราบ และควรหลีกเลี่ยงการเดินบนพื้นชันในช่วงสองสัปดาห์แรกหลังผ่าตัด หลักจากนั้นในช่วงสัปดาห์ที่ 2-4 ให้ประเมินลักษณะการเดินอื่น ๆ ร่วมด้วย ถ้าปกติ สามารถเพิ่มการเดินบนพื้นราบเพิ่มขึ้นได้ หรือสามารถเริ่ม controlled trot ได้ ในช่วงสัปดาห์ที่ 4 - 6 สามารถเพิ่มการ trot ได้ เพิ่มการตีวงในวงกลมขนาดใหญ่ และสามารถเริ่มให้ trot ข้าม pole ได้ และตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6 ขึ้นไป หากไม่มีการกลับมาเป็นซ้ำของภาวะ UFP และ stifle สามารถทำงานได้ตามปกติ สามารถพิจารณาให้เริ่มกลับไปฝึกตาม discipline ของตนเองได้ และสามารถทำการตรวจติดตามอาการได้ผ่านการอัลตราซาวนด์เอ็นทุก 2 สัปดาห์ จนม้าอาการดีขึ้นได้ นอกจากนี้ควรมีการระมัดระวังในการใช้ยาลดอักเสบกลุ่มของ NSAIDs เนื่องจากเราต้องการทำให้เอ็นเกิดภาวะ desmitis แต่ให้ประเมินร่วมกับความเจ็บปวดที่ม้าแสดงอาการอีกที
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2640
บทความโดย : สพ.ญ.ทสร สง่างาม
Disclaimer: เนื้อหานี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลวิชาการจากต่างประเทศเพื่ออัปเดตความรู้เท่านั้น ยาบางชนิดอาจยังไม่ขึ้นทะเบียนในไทย VPN Magazine มิได้มีเจตนาโฆษณาหรือส่งเสริมการใช้ยาผิดกฎหมาย สัตวแพทย์ควรใช้วิจารณญาณในการรักษาตามหลักวิชาการอย่างรอบคอบ
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :
24/09/2026
เมื่อวันก่อนเปิดไปเจอรายการทีวีหนึ่งที่ใช้ STEM ในการวิเคราะห์โจทย์ crime scene analysis แล้วพบว่าในเนื้อหามีการใช้ยารักษาโรคหัวใจตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นยาเก่าแต่ก็ยังมีใช้ในทางการแพทย์อยู่ นั่นก็คือ Digoxin ยาตัวนี้เองแทบจะเป็นยาที่สัตวแพทย์หยิบมาใช้น้อยมากในปัจจุบัน เรียกได้ว่า ถ้าคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ที่ไหนมีแสดงว่าที่นั่นต้องมีหมอที่อายุเยอะหน่อย (ยามันเก่าอะเนอะ) จะว่าไป....ผมก็ใช้อยู่นี่หว่า.... เอาเป็นว่า CardioCorner ฉบับนี้ขอหยิบเอายาหัวใจ Digoxin ยาที่ใครหลาย ๆ คนลืมไปว่ามันเคยมีประโยชน์มากขนาดไหน วิธีการใช้ และมุมมองส่วนตัวมาเล่าให้ทุกคนฟังกันครับ
Digitalis: สมุนไพรปีลึก กับการออกฤทธิ์ที่เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ
เท้าความไปไกลถึงปี ค.ศ. 1785 เมื่อคุณหมอนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษท่านหนึ่งได้ค้นพบว่าสารสกัดจากดอกถุงเท้าจิ้งจอก (foxglove plant; Digitalis spp.) ได้แก่ Digitoxin หรือ Digoxin จัดเป็น cardiac glycoside กล่าวคือมันออกฤทธิ์ในการยับยั้ง sodium (Na+)/potassium (K+) ATPase pump (Na+/K+ pump) ถ้าใครจำสมัยเรียนสรีรวิทยาได้ เจ้า pump นี้มีหน้าที่ในการนำ Na+ ออกนอกเซลล์และนำ K เข้ามาในเซลล์ในอัตราส่วน 3:2 ซึ่งจำเป็นต้องใช้ ATP เนื่องจากเป็นการทำงานแบบต้าน gradient เมื่อ Na+/K+ pump ทำงานกลายเป็นว่าภายนอกเซลล์มี Na+ จำนวนมาก ก็ไปกระตุ้นให้ Na/calcium (Ca) exchanger (NCX) ทำงานโดย Na+ จำนวนมาก
นอกเซลล์ทำหน้าที่หลักในการดันตัวเองเข้าเซลล์ตาม gradient แต่ในขณะเดียวกันก็มีการแลกเปลี่ยนเอา Ca2+ ออกนอกเซลล์ด้วยในอัตราส่วน 3:1 การทำงานของโปรตีนที่เยื่อหุ้มเซลล์สองตัวนี้ ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจสามารถควบคุมให้ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจติดลบมาก ๆ ในระยะพัก แต่เมื่อได้รับ digoxin เข้าไปยับยั้งที่ Na+/K+ pump ผลที่ตามมาคือการหยุดชะงักของการขนส่งอิออน ทำให้ gradient ของอิออน Na+ และ K+ ผิดปกติ ความสำคัญคือ เมื่อมีการเพิ่มขึ้นของ Na+ ภายในเซลล์มาก ๆ แต่ไม่สามารถออกจากเซลล์ได้ ความเข้มข้นของ Na+ นี้เองจะผลักตัวเองออกจากเซลล์ผ่าน NCX แล้วแลกเอา Ca2+ จากข้างนอกเข้ามาในเซลล์แทน หรือเรียกว่าการเกิด Reverse mode ของ NCX ข้อดีก็คือ เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจก็จะมีปริมาณและระดับของ Ca2+ ในเซลล์มากขึ้น และทำให้หดตัวได้แรงขึ้น (positive inotropy)
Digoxin กับระบบประสาท
นอกจากฤทธิ์ของ digoxin ต่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจโดยตรงแล้ว ตัวยาเองยังมีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาท parasympathetic ซึ่งกลไกดังกล่าว มีรายงานว่าอาจเกิดจากเมื่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจมีการเพิ่มขึ้นของแรงดันทำให้เกิดการกระตุ้น baroreceptor นำไปสู่การกระตุ้น parasympathetic และการลดลงของ sympathetic มากกว่าการกระตุ้นที่ระบบ parasympathetic โดยตรง แต่ผลที่เกิดขึ้นก็คือความสามารถของ acetylcholine ที่ปลายประสาทนี้จะไปยับยั้งการทำงานของ SA node และ AV node โดยเฉพาะในระยะ phase 4 ของ action potential กล่าวคือ firing rate ของทั้งสองตำแหน่งก็จะทำงานลดลง แล้วทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง รวมถึงการนำไฟฟ้าที่ AV node ก็ช้าลงด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เอง ยานี้จึงมักถูกเลือกนำมาใช้ในกรณีที่มีปัญหาอัตราการเต้นของหัวใจเร็วมากกว่าปกติ หรือเต้นแบบไม่เป็นจังหวะ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็น atrial fibrillation ที่การทำงานของหัวใจห้องบนมีความผิดปกติมาก จนต้องให้ยาเพื่อควบคุมอัตราการทำงานของหัวใจห้องล่าง (ventricular rate) แทน
การใช้ Digoxin รักษาโรคหัวใจในทางสัตวแพทย์
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า digoxin เป็นยาเก่าที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคหัวใจในทางการแพทย์ตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน แต่ในทางสัตวแพทย์ การใช้ยาดังกล่าวยังมีข้อจำกัด ถ้าคุณเป็นคุณหมอปีลึก อาจจะมีโอกาสได้ใช้มันอยู่บ้าง เนื่องจากประโยชน์ในแง่ของการเพิ่มความสามารถในการบีบตัวของหัวใจและการลดอัตราการเต้นของหัวใจ แต่การพัฒนายาตัวใหม่ ๆ ทำให้เราพึ่งพายาใหม่จนไม่กล้าหยิบมันมาใช้ รวมถึงความเป็นพิษของยาที่ทำให้คุณหมอกลัวว่าจะทำให้สัตว์แย่ลงหรือเปล่า
แต่อยากให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า ส่วนตัวผู้เขียนเองก็ไม่ได้หยิบมาใช้เป็นยาตัวแรก ๆ ในการรักษา เรามักจะให้ยาตามแนวเวชปฏิบัติแนะนำที่มีข้อตกลงกันเป็นมาตรฐานสากล แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราให้ยาแล้วคุมอาการไม่อยู่ล่ะ ผมก็มักจะเลือกหยิบมันมาใช้ครับ ไม่ว่าสุนัขตัวนั้นจะมีปัญหา mitral valve, dilated cardiomyopathy (DCM) หรือ supraventricular tachyarrhythmias เช่น atrial fibrillation (AF) ผมมักจะเลือกหยิบมันมาใช้เพื่อช่วยเหลือเสมอครับ โดยขนาดของยาที่แนะนำให้ใช้ในสุนัขคือ 0.0025-0.005 mg/kg q12h เพื่อให้ระดับยาในเลือดคงที่ประมาณ 0.8-1.5 ng/mL โดยเฉพาะในรายที่เป็น DCM ที่ใช้ pimobendan และยาขับปัสสาวะ แล้วควบคุมโรคไม่ได้ หรือยิ่งมี AF ร่วมด้วยจะยิ่งเหมาะสมในการเลือกหยิบมันมาใช้มาก ๆ ครับ
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมตัวอย่างเคสการใช้ Digoxin ต่อได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2635
บทความโดย : ผศ. น.สพ. ดร. ธัชกร เลิศวรรณการ
Disclaimer: เนื้อหานี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลวิชาการจากต่างประเทศเพื่ออัปเดตความรู้เท่านั้น ยาบางชนิดอาจยังไม่ขึ้นทะเบียนในไทย VPN Magazine มิได้มีเจตนาโฆษณาหรือส่งเสริมการใช้ยาผิดกฎหมาย สัตวแพทย์ควรใช้วิจารณญาณในการรักษาตามหลักวิชาการอย่างรอบคอบ
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :
👩🏻⚕️💬คุณหมอขอถาม ตอนที่ 5 “หากสัตว์ป่วยมีน้ำหนักเยอะมาก ๆ ควรตั้งเป้าหมายอย่างไร?”
เพราะเป้าหมายในการลดน้ำหนัก อาจไม่ใช่แค่ตัวเลขบนตาชั่ง
ตั้งเป้าอย่างไร ให้ทั้งเหมาะสมและทำได้จริงในแต่ละเคส? 🐾🐶🐱
🎥 หากคุณหมอรับชมผ่านทาง Line Official : Hill’s School
👉 คลิก >>https://liff.line.me/1655777360-KN9rklAl
ในหัวข้อ “กิจกรรม” รับไปเลย ง่าย ๆ 10 คะแนน
เพียงดูจนจบ รับไปเลย ง่าย ๆ 10 คะแนน เพียงดูจนจบ 🤩
🎁 ของรางวัลรอคุณหมออยู่น้า
#คุณหมอขอถาม #ฮิลส์ขอตอบ
22/09/2026
เมื่อไรที่จะเรียกว่าสัตว์สูงอายุ เป็นคำถามที่เจ้าของสัตว์มักจะถามสัตวแพทย์ หลายงานวิจัยพยายามจำกัดความคำว่าสัตว์สูงอายุด้วยเกณฑ์ต่าง ๆ ทั้งการเสื่อมถอยทางกายภาพของสมอง ความสามารถในการเรียนรู้และความจำที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงของดีเอนเอ ซึ่งก็ยังไม่สามารถให้คำตอบได้อย่างชัดเจนเนื่องจากความหลากหลายของอาการและความหลากหลายทางด้านสายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม สัตวแพทย์มักใช้ตัวเลข 7 ปี เป็นเกณฑ์ ในการแจ้งเจ้าของสัตว์ อายุ 7 ปีนี้ มาจากการศึกษาที่หาความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอายุสุนัขกับสัญญาณของการเสื่อมสภาพของ DNA จากอายุ (DNA aging)(2) หรือหากต้องการจำแนกตามน้ำหนักตัว อาจจำแนกได้ว่า สุนัขพันธุ์เล็กถึงกลางน้ำหนักต่ำกว่า 23 กิโลกรัม อาจเริ่มเข้าสู่วัยชราเมื่ออายุประมาณ 10-11 ปี สุนัขพันธุ์ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน 23-41 กิโลกรัม อาจเริ่มเข้าสู่วัยชราเมื่ออายุประมาณ 9 ปี และ สุนัขที่นำหนักมากกว่า 41 กิโลกรัม เข้าสู่วัยชราตั้งแต่อายุเพียง 7 ปี ส่วนแมวจะเริ่มเข้าวัยชราเมื่ออายุประมาณ 9 ปี (3) อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยทางสถิติ เพราะความเร็วในการเสื่อมถอยของร่างกายตามวัยแท้จริงแล้วขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านประกอบกัน ทั้งพันธุกรรม สภาพแวดล้อมที่สัตว์อาศัยอยู่ และคุณภาพของโภชนาการที่ได้รับตลอดชีวิต
เมื่อสุนัขเข้าสู่วัยสูงอายุ ร่างกายจะมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บเพิ่มมากขึ้น สาเหตุหลักมาจากการที่ความสามารถในการรักษาสมดุลภายในร่างกาย (homeostasis) ลดลง ความเร็วในการฟื้นฟูช้าลง และความแข็งแรงโดยรวมลดลง ความเสื่อมถอยเหล่านี้เป็นกระบวนการตามธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถถูกกระตุ้นให้รุนแรงขึ้นได้เมื่อสัตว์ต้องเผชิญกับการบาดเจ็บเฉียบพลันหรือต้องเข้ารับการผ่าตัด
เป้าหมายของการกายภาพบำบัดในสัตว์ป่วยสูงอายุที่เพิ่งผ่านการบาดเจ็บหรือการผ่าตัด
คือการยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมกระบวนการรักษาของร่างกาย โดย การลดความเจ็บปวด การเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบโครงสร้าง การเพิ่มความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพจิตใจและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยแก่สัตว์ป่วย
การวางแผนการกายภาพบำบัด
หลักการของการวางแผนการกายภาพบำบัด คือ เริ่มจากการควบคุบความเจ็บปวด และ สร้างเสริมความแข็งแรงของร่างกายหลังคุมความเจ็บปวดได้แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าการปฏิบัติจริงไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างนั้น แผนการกายภาพบำบัด ต้องปรับให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะตัวของสัตว์ป่วยแต่ละราย และตั้งเป้าหมายที่สามารถบรรลุได้จริงตามศักยภาพของสัตว์ตัวนั้น ๆ เราควรเริ่มจากการเก็บประวัติที่ละเอียด วางแผนการรักษาอย่างรอบคอบ และการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง โดยการเก็บประวัติ ให้คำนึงถึงประวัติของการบาดเจ็บหรือรายละเอียดหัตถการผ่าตัด ประวัติโรคร่วมที่มีอยู่เดิม พฤติกรรมการกิน โภชนาการ กิจวัตรประจำวัน สภาพแวดล้อมในบริเวณที่ใช้ชีวิต และความสามารถในการให้ความร่วมมือของเจ้าของสัตว์ เมื่อได้ประวัติสัตว์ป่วยมาแล้ว 6 สิ่งหลักที่ต้องคำนึงถึงในการวางแผนการรักษา คือ การจัดการความเจ็บปวด การเปลี่ยนแปลงของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก การเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาท โภชนาการ การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมที่เกิดขึ้นหลังบาดเจ็บ และโรคที่พบได้บ่อยในสัตว์ป่วยสูงอายุ และเมื่อเริ่มรักษา จำเป็นต้องมีการวางแผนการประเมินอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนการรักษาตามความช้าเร็วในการฟื้นตัวของสัตว์ป่วย โดยต้องระวังไม่ให้ร่างกาย และจิตใจของสัตว์ป่วย ทำงานหนักเกินไป เพราะการฝืนใช้งานเกินขีดจำกัดอาจส่งผลเสียต่อความสำเร็จของการบำบัดโดยรวมได้
1. การจัดการความเจ็บปวด
ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดของกระบวนการฟื้นฟูคือการควบคุมความเจ็บปวด เพราะการควบคุมความเจ็บปวดอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้สัตว์ป่วยรู้สึกสบายตัว และให้ความร่วมมือ ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จโดยรวมของโปรแกรมการรักษา โดยแนวทางการจัดการความเจ็บปวดแบบผสมผสาน (multimodal pain management) ซึ่งประกอบด้วยการใช้ยา การบำบัดด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ และการออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำร่วมกัน จะช่วยลดความเจ็บปวดและส่งเสริมผลลัพธ์ของการฟื้นฟูได้ดียิ่งขึ้น
สิ่งที่ควรระวังคือการใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยากลุ่มนี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการความเจ็บปวดหลังการบาดเจ็บหรือการผ่าตัดเนื่องจากคุณสมบัติในการต้านการอักเสบและบรรเทาปวดที่ดี อย่างไรก็ตามสำหรับสัตว์ป่วยสูงอายุนั้นการใช้ยากลุ่มนี้ มีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงทางระบบทางเดินอาหารและผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นตามวัย ในกรณีของความเจ็บปวดเรื้อรัง ควรพิจารณาแนวทางการใช้ยากลุ่มอื่น ๆ เช่น opioid และ gabapentinoids มาผสมผสานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
2. การเปลี่ยนแปลงของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก
ระบบโครงร่างของสัตว์สูงอายุ ได้รับผลกระทบจากความเสื่อมของร่างกายโดยตรง ผ่านหลาย ๆ กลไก ได้แก่ ภาวะกล้ามเนื้อลีบตามวัย (sarcopenia) การลดลงของปริมาณน้ำในกระดูกอ่อน และการแทรกซึมของไขมันเข้าไปในไขกระดูกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การทำงาน ความสมบูรณ์ และความแข็งแรงของระบบโครงร่างนั้นเสื่อมถอยลง ทำให้ความสามารถในการฟื้นตัวของร่างกายสัตว์ป่วยสูงอายุหลังจากได้รับบาดเจ็บและ/หรือหลังการผ่าตัด ช้ากว่าสัตว์ป่วยทั่วไป
ดังนั้น สัตวแพทย์จำเป็นต้องพึงระลึกไว้ และระมัดระวังในทุก ๆ ขั้นตอนของการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการทำหัตถการบำบัดด้วยมือ การใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์บำบัดต่าง ๆ ตลอดจนการนำสัตว์ป่วยเข้าสู่การออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำ เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บซ้ำซ้อน
3. โภชนาการ
โภชนาการที่เหมาะสมสามารถเอื้อให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวใจและหลอดเลือด กระบวนการรักษาบาดแผล ระบบหายใจ และระบบอื่น ๆ ทำงานได้อย่างมีปรกติและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายสามารถฟื้นตัวได้เร็ว โดยเราสามารถใช้การบันทึก body condition score ในการติดตามความคืบหน้าตลอดกระบวนการรักษา เพื่อสะท้อนถึงการได้รับโภชนาการที่เหมาะสมได้
4. การเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาท
หากไม่นับภาวะทางระบบประสาทที่รุนแรงซึ่งจะต้องได้รับการวินิจฉัยเพิ่มเติมและอาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด อาการที่พบได้ในสัตว์ป่วยสูงอายุส่วนใหญ่มักเป็นอาการอ่อนแรงแบบค่อยเป็นค่อยไปหรืออาการเดินเซที่ไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้ ในกรณีนี้ การเริ่มต้นกระบวนการฟื้นฟูโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อช่วยกระตุ้นการรับความรู้สึกและการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย (proprioception) ชลอการสลายของระบบโครงร่าง ลดความเจ็บปวด ฝึกฝนการเดินใหม่ และเพิ่มความแข็งแรงให้กับสัตว์ป่วย นอกจากนี้ อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยในสัตว์สูงอายุก็คือ ภาวะที่การทำงานของสมองส่วนการรู้คิดเสื่อมถอยลง (cognitive dysfunction) โดยสัตว์แต่ละตัวอาจแสดงออกแตกต่างกัน ตัวอย่างอาการเช่น ความสามารถในการเคลื่อนไหวที่ลดลง การเปลี่ยนแปลงของความอยากอาหาร การขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระไม่เป็นที่ ความตื่นตัวที่ลดลง ความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการมีปฏิสัมพันธ์กับคน โดยอาการเหล่านี้ จะสร้างข้อจำกัดในการเลือกใช้ชนิดการบำบัดให้สัตวแพทย์ได้
5. การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากการบาดเจ็บหรือผ่าตัด
สิ่งที่มักถูกสับสนกับสัญญาณของภาวะเสื่อมถอยทางความรู้ความเข้าใจคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่มาพร้อมกับความเจ็บปวด ข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวและการสูญเสียความสามารถในการทำงานของร่างกายหลังการบาดเจ็บและ/หรือการผ่าตัด สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเครียด ความเครียดที่เพิ่มขึ้นหรือต่อเนื่องเป็นเวลานานจะนำไปสู่การรบกวนสมดุลภายในร่างกายสัตว์ป่วย ซึ่งจะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันถูกกดการทำงาน การหายของแผลล่าช้าลง และการรับรู้ความเจ็บปวดเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลเสียต่อสัตว์ป่วยทั้งก่อน ระหว่าง และหลังกระบวนการฟื้นฟู
ดังนั้น การนำโปรแกรมที่เน้นความเครียดต่ำ ใช้กลยุทธ์การเสริมแรงทางบวก (positive reinforcement strategies) และความหลากหลายในการออกกำลังกายบำบัดระหว่างการฟื้นฟู จะส่งผลดีทั้งต่อตัวสัตว์ป่วย เจ้าของสัตว์เลี้ยง และทีมงานสัตวแพทย์เอง สัตว์ป่วยที่รู้สึกผ่อนคลายและมั่นใจจะให้ความร่วมมือมากขึ้น และช่วยลดความหงุดหงิดของทั้งเจ้าของและทีมงาน แนวทางการดูแลลักษณะนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืนและความสำเร็จของการฟื้นฟูในระยะยาว
6. โรคที่พบได้บ่อยในสัตว์ป่วยสูงอายุ
โรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มสัตว์สูงอายุ เช่น โรคมะเร็ง ภาวะข้อเสื่อม กลุ่มอาการคุชชิ่ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรัง และ ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ เป็นต้น โรคเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความเร็วในการฟื้นตัวของสัตว์ป่วย สัตวแพทย์จะเป็นต้องคำนึงถึง รวมถึงอธิบายให้เจ้าของสัตว์เข้าใจถึงข้อจำกัดของร่างกายสัตว์ป่วย และไม่สร้างความคาดหวังที่สูงเกินไปให้แก่เจ้าของสัตว์
แนวทางต่าง ๆ ของการกายภาพบำบัด
การบำบัดวิธีต่าง ๆ มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน ซึ่งสัตวแพทย์จะต้องสามารถตัดสินใจเลือกใช้วิธีบำบัดที่เหมาะสมกับสัตว์ป่วยได้ โดยสามารถใช้วิธีการบำบัดหลาย ๆ วิธีร่วมกัน เพื่อให้ผลของการบำบัดฟื้นฟู เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และ ส่งผลดีต่อตัวสัตว์สูงสุด
1. การบำบัดด้วยมือ (Manual Therapy)
เป็นวิธีที่ง่ายและไม่ต้องใช้อุปกรณ์ สามารถสอนให้เจ้าของทำเองที่บ้านทุกวันได้ โดยประกอบไปด้วย การนวด และการเคลื่อนไหวข้อแบบพาสซีฟ (passive range of motion) โดยสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อทำการบำบัดด้วยมือให้กับสัตว์ป่วยสูงอายุ คือ ความเจ็บปวดที่เกิดจากการนวดในตำแหน่งบอบบางหรือการเคลื่อนไหวที่มากเกิดพิสัยที่สัตว์สบายตัว
● การนวด เป็นการใช้แรงกดบริเวณกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ พร้อมทั้งส่งเสริมการผ่อนคลาย เพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
● การเคลื่อนไหวข้อแบบพาสซีฟ (Passive range of motion) ช่วยรักษาความคล่องตัวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ผ่านการเพิ่มการไหลของน้ำหล่อเลี้ยงข้อ ลดความเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งถาวร และรักษาพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อต่อไว้ได้
2. การออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำ
การออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำช่วยเพิ่มการรับรู้ตำแหน่งของแขนขา เสริมสร้างความแข็งแรงของระบบโครงร่าง เพิ่มการไหลเวียนเลือดและออกซิเจนสู่เนื้อเยื่อ เพิ่มพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อต่อ และส่งเสริมความสามารถในการทรงตัวและความแข็งแรงโดยรวมของร่างกาย โดยสามารถใช้อุปกรณ์ช่วยพยุง เช่น สายรัด สายพยุง เครื่องยก และลูกบอลกายภาพ เพื่อช่วยรองรับน้ำหนักของสัตว์ป่วยในระหว่างการฝึก สำหรับสัตว์ป่วยสูงอายุที่กำลังฟื้นตัว การออกกำลังกายบำบัดควรมุ่งเน้นการเพิ่มความแข็งแรง ความมั่นคง และความสบายตัวเป็นหลัก สัตวแพทย์ควรระมัดระวังไม่ให้สัตว์ป่วยออกกำลังกายจนเหนื่อยและอ่อนแรง เพื่อไม่ให้ปัญหาการเคลื่อนไหวแย่ลง และไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อผลของการผ่าตัด
● การยืนแบบมีหรือไม่มีตัวช่วย จะช่วยสร้างและรักษากล้ามเนื้อที่ใช้ในการทรงตัว การรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย และการเคลื่อนที่ พร้อมทั้งเพิ่มการรับสัญญาณทางประสาทสัมผัสและระบบประสาท
● การเดินแบบควบคุม ทั้งแบบมีและไม่มีตัวช่วย เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการทำงานของปอด ระบบหัวใจและหลอดเลือด และการทรงตัวของร่างกาย อีกทั้งยังช่วยรักษาความสามารถในการเคลื่อนไหวของร่างกายไว้ได้
● การถ่ายน้ำหนัก (weight shifting) ช่วยฝึกการรับน้ำหนัก การถ่ายน้ำหนักและการทรงตัวของขา ตลอดจนปรับปรุงการไหลเวียนโลหิต ความแข็งแรง และการรับสัญญาณทางประสาทสัมผัสและตำแหน่งร่างกาย
● การเดินข้ามราวกั้น (cavaletti rails) ช่วยเพิ่มพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อ (โดยเฉพาะด้านการงอข้อ) การรับรู้ตำแหน่งร่างกาย การทรงตัว และการถ่ายน้ำหนัก ขณะเดียวกันก็ช่วยฝึกฝนรูปแบบการเดินใหม่ไปพร้อมกัน
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมหัวข้อเรื่อง เครื่องมือและอุปกรณ์บำบัด และ การดูแลสัตว์ป่วยที่บ้านและสิ่งแวดล้อมที่สัตว์อยู่ และทำข้อสอบรับ CE 3 คะแนน ต่อได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2636
บทความโดย : สพ.ญ.อินทุอร จิรเรืองตระกูล
Disclaimer: เนื้อหานี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลวิชาการจากต่างประเทศเพื่ออัปเดตความรู้เท่านั้น ยาบางชนิดอาจยังไม่ขึ้นทะเบียนในไทย VPN Magazine มิได้มีเจตนาโฆษณาหรือส่งเสริมการใช้ยาผิดกฎหมาย สัตวแพทย์ควรใช้วิจารณญาณในการรักษาตามหลักวิชาการอย่างรอบคอบ
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
68/932 Moo 8 Soi 28
Bangkok
11000
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 17:00 |
| อังคาร | 09:00 - 17:00 |
| พุธ | 09:00 - 17:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 17:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 17:00 |
แจ้งเตือน
รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ VPN Magazineผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา