Collage Design Studio

Collage Design  Studio

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Collage Design Studio, นักออกแบบตกแต่งภายใน, 39/108 Soi Ratchadaphisek 32 Chan Kasem, Chatuchak, Bangkok.

Architecture | Planning | Interior | Art | Design Firm | Base in Bkk, Thailand

"We craft bold, simple architecture rooted in social, historical, and environmental context"

Photos from Collage Design  Studio's post 18/09/2026

Manifesto เมื่อสถาปนิกหยุดสร้างแล้วพูด ตอนที่ 05
Deconstructivist Architecture: นิทรรศการที่กลายเป็น Manifesto โดยไม่ตั้งใจ

Philip Johnson กลับมาที่ MoMA อีกครั้งหลัง 56 ปี คราวนี้เขาบอกว่าไม่มี style ใหม่ ทว่านิทรรศการนั่นเองที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยน

Deconstructivist Architecture Philip Johnson (director) และ Mark Wigley (associate curator) Museum of Modern Art, New York · 23 มิถุนายน – 30 สิงหาคม 1988 สถาปนิก 7 คน: Coop Himmelblau, Peter Eisenman, Frank Gehry, Zaha Hadid, Rem Koolhaas, Daniel Libeskind, Bernard Tschumi catalogue: Deconstructivist Architecture · Philip Johnson & Mark Wigley · MoMA, 1988

ชายคนเดิม สถานที่เดิมในอีก 56 ปีต่อมา
ในปี 1932 Philip Johnson และ Henry-Russell Hitchcock จัด "Modern Architecture: International Exhibition" ที่ MoMA นิวยอร์ก นั่นคือนิทรรศการที่ประกาศกำเนิด International Style และ Modernism ต่อโลก มี mission ที่ชัดเจน มี style ที่นิยามได้ และมีความเชื่อมั่นว่ากำลังชี้ทางไปข้างหน้า Johnson เองกล่าวในตอนนั้นว่าเขากำลัง "ออกล่าหา style ใหม่"

56 ปีต่อมา ในปี 1988 Johnson กลับมาที่ MoMA อีกครั้ง คราวนี้ในฐานะ director ของนิทรรศการ "Deconstructivist Architecture" ร่วมกับ Mark Wigley นักทฤษฎีจาก Princeton และเขาพูดอย่างชัดเจนว่า "นี่ไม่ใช่ messianic vision ไม่มี great mission ไม่มี new style" และจะตรงข้ามกับสิ่งที่เขาทำในปี 1932 อย่างสิ้นเชิง

ทว่าผลที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงข้ามกับทุกสิ่งที่เขากล่าว นิทรรศการที่ประกาศว่าไม่ใช่ manifesto กลายเป็น manifesto ที่ทรงพลังที่สุดของทศวรรษ 1980s ในเดือนพฤศจิกายน 1988 ถึงขั้นที่นิตยสาร Texas Architect ตีพิมพ์ obituary และ birth announcement ไว้เคียงกันว่า "DIED. Fred Postmodernist. BORN. Herman Deconstructivist."

สองรากที่ Wigley เชื่อมเข้าด้วยกัน
ชื่อ "Deconstructivist" ที่ Wigley เลือกนั้นเชื่อมสองสิ่งเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ รากแรกคือ Constructivism ขบวนการสถาปัตยกรรมรัสเซียในทศวรรษ 1920s ที่ต้องการทำลายสถาปัตยกรรมแบบเก่าและสร้างภาษาใหม่จากรูปทรงที่เฉียง บิด และชนกันอย่างตั้งใจ

รากที่สองคือ Deconstruction ซึ่งมาจากปรัชญาของ Jacques Derrida ที่บอกว่าทุก text มีความขัดแย้งซ่อนอยู่ภายใน และการอ่านที่ดีคือการเปิดเผยความขัดแย้งนั้น ไม่ใช่การหาความหมายเพียงหนึ่งเดียว Wigley เสนอว่างานของสถาปนิกทั้งเจ็ดคือการทำสิ่งเดียวกันกับสถาปัตยกรรม เปิดเผยความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ในรูปทรง ในโครงสร้าง และในสิ่งที่เราคาดหวังว่าอาคาร "ควรจะ" เป็น

“สิ่งที่ผมต้องการทำคือชี้ให้เห็นบางอย่างที่เกิดขึ้นในงานของพวกเขา ที่ผมคิดว่าอาจก่อกวนวาทกรรม (discourse) ได้ จุดประสงค์หลักของนิทรรศการคือ การสร้างความวุ่นวาย”
— Mark Wigley, สัมภาษณ์กับ Dezeen, 2022

1932 กับ 1988 ชายคนเดิม แต่สองนิยาม

1932 Modern Architecture
Johnson และ Hitchcock ประกาศ International Style อย่างชัดเจน มี principles ที่นิยามได้ มี style ที่ตั้งใจจะเผยแพร่ทั่วโลก "เรากำลังออกล่าหา style ใหม่" Johnson กล่าว

1988 Deconstructivist Architecture
Johnson บอกชัดว่า "ไม่มี messianic vision" ไม่มี style ที่กำหนดได้ wall text ของนิทรรศการเขียนว่า "This is not a movement. It is not a single-minded stylistic vision of the future."

ความย้อนแย้งคือในปี 1932 นิทรรศการที่ตั้งใจกำหนด style ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าโลกจะรับรู้ ในขณะที่ในปี 1988 นิทรรศการที่ประกาศว่าไม่ได้กำหนด style กลับสร้างผลกระทบที่เห็นได้ทันที ชื่อของสถาปนิกทั้งเจ็ดกลายเป็นคำที่วงการอ้างถึงตลอดทศวรรษถัดมา

การทำนายที่น่าเหลือเชื่อที่สุดในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม

สิ่งที่ทำให้นิทรรศการปี 1988 น่าทึ่งกว่าที่เห็นในตอนแรกคือสถานะของสถาปนิกทั้งเจ็ดในขณะนั้น พวกเขาไม่ใช่ชื่อที่โลกรู้จัก พวกเขาคือคนที่มีงานน้อยมาก บางคนแทบไม่มีอาคารจริงๆ เลย

Frank Gehry มีงานบางส่วน แต่ยังไม่มีอะไรที่โลกจดจำ Guggenheim Bilbao ที่จะเปลี่ยนโลกยังต้องรออีก 9 ปีข้างหน้า

Zaha Hadid แทบไม่มี built work เลย มีแต่ drawing และ competition ที่แพ้เกือบทั้งหมด คนในวงการรู้จักเธอจาก painting มากกว่าอาคาร ขณะที่รางวัล Pritzker Prize ยังใช้เวลาอีก 16 ปีข้างหน้าจึงมาถึง

Rem Koolhaas เพิ่งตั้ง OMA ในปี 1975 มีงานบ้างแต่ยังห่างไกลจาก CCTV, Seattle Public Library หรือ Casa da Música มาก

Daniel Libeskind ยังเป็นอาจารย์และนักทฤษฎีเป็นหลัก แทบไม่มี built work เลย Jewish Museum Berlin ยังใช้เวลาอีก 11 ปีข้างหน้า

Bernard Tschumi เพิ่งเริ่ม Parc de la Villette ในปารีสที่จะเสร็จในปี 1998
Peter Eisenman มีงานในวงการวิชาการมากกว่า built work จริงๆ
Coop Himmelblau ยังเป็นกลุ่มเล็กๆ ใน Vienna ที่รู้จักกันในวงแคบ มีงาน Rooftop Remodeling Falkestrasse เพิ่งเสร็จในปีเดียวกัน

ทั้งเจ็ดคนนี้ในปี 1988 คือชื่อที่วงการสถาปัตยกรรมรู้จักแต่โลกยังไม่รู้จัก แต่ภายในสองทศวรรษถัดมา ทุกคนกลายเป็น icon ที่นิยามสถาปัตยกรรมของศตวรรษที่ 21 Pritzker Prize, Guggenheim Bilbao, CCTV Building, Jewish Museum, Ground Zero Master Plan พวกเขาไม่ใช่แค่สถาปนิกที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาคือ Starchitect ของยุคสมัยถัดไป

นั่นทำให้คำถามที่น่าสนใจมากคือ Wigley และ Johnson เห็นอะไรในตอนนั้นที่คนอื่นยังไม่เห็น หรือนิทรรศการเดียวที่ MoMA มีพลังมากพอที่จะ "สร้าง" ความยิ่งใหญ่ของพวกเขา แทนที่จะแค่ "สะท้อน" มัน ไม่มีคำตอบที่ตัดสินได้ แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การที่ชื่อของคุณถูกเรียกในงานที่ MoMA จัด ในยุคที่ทุกอย่างยังเป็นแค่ drawing บนกระดาษ คือการที่ประวัติศาสตร์เขียนชื่อคุณไว้ก่อนที่คุณจะสร้างมันขึ้นมา

นิทรรศการที่ไม่ใช่ manifesto แต่กลับกลายเป็น manifesto

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับ "Deconstructivist Architecture" คือมันทำหน้าที่เป็น manifesto ในแบบที่ต่างจากทุก manifesto ในซีรีส์นี้ Le Corbusier เขียนด้วยความเชื่อมั่น Mies พูดด้วยความนิ่ง Venturi ปฏิเสธด้วยความกล้า Coop Himmelblau จุดไฟ แต่ Wigley และ Johnson ทำสิ่งที่ยากกว่านั้น พวกเขาชี้ไปที่สิ่งที่มีอยู่แล้วและบอกว่า "จงดูสิ่งนี้"

ปัญหาที่ Wigley ยอมรับเองในภายหลังคือชื่อ "Deconstructivist" ฟังดูเหมือนชื่อของ style มันทำให้สิ่งที่เขาบอกว่าไม่ใช่ movement กลายเป็น movement และสถาปนิกที่แต่ละคนทำงานในแบบของตัวเองกลายเป็น "สถาปนิก Deconstructivist" ที่ถูกจัดหมวดหมู่รวมกัน นั่นเองคือชะตากรรมที่ manifesto ทุกฉบับในซีรีส์นี้ต้องเผชิญ เมื่อมันทรงพลังพอที่จะเปลี่ยนภาษา มันก็ทรงพลังพอที่จะกลายเป็นกรอบใหม่ด้วย

เมื่อ Deconstructivism ไม่ได้มาถึงไทย แต่มีคนไปหามันเอง
ต่างจากทุกตอนในซีรีส์นี้ Deconstructivism แทบไม่มีการตอบสนองในไทยในช่วงทศวรรษ 1980-90s เหตุผลชัดเจน งานแนวนี้ต้องการงบประมาณสูง เทคโนโลยีก่อสร้างซับซ้อน และลูกค้าที่กล้าเสี่ยง ก่อนที่วิกฤติปี 2540 จะทำให้ทุกอย่างหยุดชะงักโดยสมบูรณ์

แต่มีคนหนึ่งที่ไม่รอให้ manifesto เดินทางมาหาเขา เขาไปหามันเอง พรชัย บุญสม สถาปนิกผู้จบการศึกษาจาก Southern California Institute of Architecture (SCI-Arc) โรงเรียนที่ถือว่าเป็น hotbed ของ Deconstructivism ในอเมริกา ซึ่งในยุคนั้นมี Frank Gehry, Thom Mayne และ Eric Owen Moss สอนอยู่ และต่อด้วยปริญญาโทจาก University of Michigan

สิ่งที่น่าสนใจคือพรชัยไม่ได้กลับมาประกาศว่าตัวเองเป็น "Deconstructivist" เขาพัฒนาภาษาของตัวเองที่เรียกว่า "Intuitive Dynamics" แนวคิดที่นำการเคลื่อนไหวและเวลามาเป็นตัวกำหนดรูปทรง เขาอธิบายในบทสัมภาษณ์กับนิตยสาร art4d ฉบับที่ 150 (2008) เกี่ยวกับ Ford Showroom Medio ว่า

"ผมยังคงมีแนวคิดเรื่อง Intuitive Dynamics ในงานสถาปัตยกรรมและนำมาใช้อย่างเต็มที่ในโครงการนี้... ผมหยิบเรื่องความเร็วมาออกแบบตัวอาคาร โดยพยายามออกแบบโครงสร้างให้สัมพันธ์กับการใช้สอย และทำให้ตัวอาคารต้องสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวกับเวลาได้"

Ford Showroom Medio ที่ถนนราชพฤกษ์-พระราม 5 คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของแนวคิดนี้ อาคารที่รูปทรงสะท้อนถึงความเร็วของรถที่วิ่งผ่าน ไม่ใช่การออกแบบเพื่อ ความสวยงาม แต่เพื่อให้ตัวอาคารมีความสัมพันธ์กับพลังงานของสถานที่ที่มันตั้งอยู่ งานชิ้นนี้ได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

พรชัย บุญสมคือหลักฐานว่า manifesto ไม่จำเป็นต้องเดินทางเป็น movement เสมอไป บางครั้งมันเดินทางผ่านคนๆ เดียวที่ไปนั่งอยู่ในห้องเรียนเดียวกับแนวคิดนั้น แล้วกลับมาพัฒนาภาษาของตัวเองออกมา ในแบบที่ไม่มีใครเรียกชื่อมันได้ แต่รู้สึกได้ว่ามันต่างจากสถาปัตยกรรมที่เคยเห็นในไทยก่อนหน้า

คำถามที่ยังค้างอยู่
นิทรรศการปี 1988 ทิ้งคำถามที่น่าสนใจไว้ เมื่อ manifesto ที่ทรงพลังที่สุดคือ manifesto ที่ปฏิเสธว่าตัวเองเป็น manifesto นั่นบอกอะไรเราเกี่ยวกับธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงในสถาปัตยกรรม

และเมื่อชายคนเดียวกันยืนในสถานที่เดียวกันสองครั้งห่างกัน 56 ปี ครั้งแรกบอกว่า "นี่คือทิศทาง" ครั้งที่สองบอกว่า "ฉันไม่รู้ว่านี่คืออะไร" อย่างไหนที่เป็นความกล้ากว่ากัน และอะไรที่ซื่อสัตย์กว่ากัน

Collage Architecture Studio ซีรีส์ Manifesto เมื่อสถาปนิกหยุดสร้างแล้วพูด

18/09/2026
Photos from Collage Design  Studio's post 12/09/2026

A memorable day of sharing ideas and experiences with 3rd and 5th year students from the Faculty of Architecture and Design at Rajamangala University of Technology Rattanakosin (RMUTR).

Our Design Director, Sasicholwaree Sawatdisawanee, was invited to deliver a lecture on Architectural and Interior Renovation, exploring how design goes beyond creative ideas to connect with existing structures, regulations, business planning, and other realworld considerations.

The session also featured our special co-speakers:
Khun Nick Apichai Sedchaicharn, Project Manager, and
Khun Mai Benyada Sinchaloenman, Business Consultant,
who shared valuable insights into how design ideas are developed, managed, and ultimately delivered into real projects.

We believe that learning is most meaningful when creative thinking meets realworld experience. It was a pleasure to share our knowledge, exchange perspectives with the students, and discuss what it takes to turn design concepts into successful outcomes.

A heartfelt thank you to Dr. Warangkana Nimcharoen for having us and for creating this wonderful opportunity to connect with the next generation of architects and designers. 🤍

And a special thank you to Khun Nick and Khun Mai for joining us and sharing their professional perspectives.

From ideas on paper to spaces in reality,,,this is where design comes to life.

Photos from Collage Design  Studio's post 11/09/2026

Manifesto เมื่อสถาปนิกหยุดสร้างแล้วพูด ตอนที่ 04
Architecture Must Blaze / Architecture Must Burn: ไฟสองชนิด เวลาห่างกัน 20 ปี ชื่อเกือบเหมือนกัน แต่ต้องการเผาคนละสิ่ง

Architecture Must Blaze (Architektur muss brennen) Coop Himmelb(l)au, TU Graz, 1980, สำนักงานสถาปัตยกรรมซึ่งก่อตั้งโดย Wolf D. Prix, Helmut Swiczinsky และ Michael Holzer ที่ Vienna, 1968

Architecture Must Burn: A Manifesto for an Architecture Beyond Building Aaron Betsky และ Erik Adigard · Thames & Hudson · London · 2000 · 28 บทความ · 120 ภาพประกอบ

มีบางอย่างที่น่าสนใจมากในการที่หนังสือสองเล่มห่างกัน 20 ปีเลือกใช้ภาษาอุปมาแบบเดียวกัน ซึ่งก็คือ ไฟ ทั้ง Coop Himmelblau ในปี 1980 และ Aaron Betsky ในปี 2000 ต่างต้องการให้สถาปัตยกรรมลุกไหม้ แต่ไฟที่พวกเขาพูดถึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง และความต่างนั้นบอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่สถาปัตยกรรมสูญเสียและสิ่งที่มันต้องการในช่วงเวลาที่ต่างกัน

ส่วนที่หนึ่ง: Architecture Must Blaze โดย Coop Himmelblau (1980)

โลกที่ต้องการไฟ

ปี 1980 เวียนนา ออสเตรีย Wolf Prix และ Helmut Swiczinsky จุดปีกเหล็กให้ลุกไหม้บนหลังคาของ Technical University ใน Graz และอ่าน manifesto ขึ้นมาพร้อมกับเปลวเพลิง นั่นคือวิธีที่ "Architecture Must Blaze" ถูกประกาศ ไม่ใช่ด้วยหนังสือ ไม่ใช่ด้วยการบรรยาย แต่ด้วยไฟ

บริบทคือ Vienna ในทศวรรษ 1970s คือเมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่ประณีต อนุรักษ์นิยม และ "สุภาพเรียบร้อย" ในเวลานั้น Coop Himmelblau เปิด manifesto ด้วยประโยคที่ตรงไปตรงมา

"คุณจะรู้ว่าทศวรรษ 1970 มันห่วยแค่ไหน ถ้าดูจากสถาปัตยกรรมที่แข็งทื่อของมัน ประชาธิปไตยจากการสำรวจความคิดเห็นและความพึงพอใจเบ่งบานอยู่หลังผนังแบบ Biedermeier — พวกเราไม่ต้องการสร้าง Biedermeier"

สถาปัตยกรรมโลกในช่วงนั้นกำลังแกว่งระหว่างสองขั้ว อย่างแรก Modernism ที่กำลังเสื่อมความนิยม และ Postmodern ที่กำลังจะมาแทนที่ด้วยลวดลายประวัติศาสตร์ ทว่า Coop Himmelblau ปฏิเสธทั้งสองอย่าง พวกเขาไม่ต้องการความสะอาดของ Mies และไม่ต้องการความสนุกผิวเผินของ Postmodern พวกเขาต้องการบางอย่างที่ร้อน เจ็บปวด และมีชีวิต

“เราต้องการสถาปัตยกรรมที่มีมากกว่านั้น สถาปัตยกรรมที่หลั่งเลือด ที่หมดแรง ที่หมุนวน และแม้แต่แตกสลาย สถาปัตยกรรมที่ลุกสว่าง ที่เจ็บแสบ ที่ฉีก และภายใต้แรงกดดัน มันฉีกขาด... สถาปัตยกรรมต้องลุกไหม้”
— Coop Himmelblau, Architecture Must Blaze (1980)

ในปี 1988 Coop Himmelblau ถูกรวมอยู่ใน exhibition "Deconstructivist Architecture" ที่ MoMA นิวยอร์ก ร่วมกับ Frank Gehry, Zaha Hadid และ Peter Eisenman นั่นคือจุดที่ manifesto กลายจากกลุ่มเล็กๆ ใน Vienna เป็นส่วนหนึ่งของ movement ระดับโลก แต่ความย้อนแย้งที่ใหญ่ที่สุดคือ Coop Himmelblau ต่อมากลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ออกแบบ European Central Bank ในแฟรงก์เฟิร์ต อาคารของสถาบันการเงินที่ทรงพลังที่สุดในยุโรป ในวันเปิดตัว ผู้ประท้วงหลายพันคนปะทะกับตำรวจปราบจลาจลหน้าอาคาร

ส่วนที่สอง: Architecture Must Burn โดย Aaron Betsky (2000)

ชื่อเดียวกัน ไฟต่างชนิด

ปี 2000 เป็นเวลา 20 ปีหลังจากที่ Coop Himmelblau จุดไฟใน Graz Aaron Betsky นักวิจารณ์สถาปัตยกรรมชาวอเมริกันเลือกชื่อที่ echo กลับไปหา manifesto นั้นอย่างตั้งใจ แต่ไฟที่เขาพูดถึงต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

Coop Himmelblau ต้องการให้สถาปัตยกรรมลุกไหม้ในแง่ของพลังงานและการท้าทายทางกายภาพ แต่ Betsky ต้องการให้ "สถาปัตยกรรม" ในความหมายเดิมเผาตัวเองทิ้งไป เผากรอบที่บอกว่าสถาปัตยกรรมคือการสร้างอาคาร เผาข้อจำกัดที่บอกว่าสถาปนิกมีหน้าที่แค่ออกแบบผนังและหลังคา และเผาความคิดที่ว่าพื้นที่มีชีวิตได้เฉพาะในรูปของโครงสร้างจริงๆ เท่านั้น

บริบทของ Betsky คือปี 2000 ที่โลกกำลังเผชิญกับการขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง (sprawl) ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะสลายตัวและถูกแทนที่ด้วยห้างสรรพสินค้าและย่านที่อยู่อาศัยที่ไร้ตัวตน ในขณะที่อินเทอร์เน็ตกำลังเริ่มสร้างพื้นที่ใหม่ที่ไม่มีผนัง ไม่มีหลังคา แต่มีผู้คนอาศัยอยู่จริงๆ ในบริบทนั้น เขาตั้งคำถามว่าสถาปัตยกรรมจะตอบสนองต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างไร ถ้ายังยึดติดอยู่กับนิยามเดิม

“ในท้ายที่สุดแล้ว สถาปัตยกรรมคือ การกระทำเพื่อสร้างตัวตน — มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัตถุ แต่เกี่ยวกับว่าเราอยู่ในโลกอย่างไร”
— Aaron Betsky, Architecture Must Burn (2000)

หนังสือประกอบด้วย 28 บทความที่แต่ละบทเสนอแนวคิดเกี่ยวกับพื้นที่ในรูปแบบต่างกัน ตั้งแต่ loft ที่เป็นพื้นที่ของชีวิตสร้างสรรค์, blob architecture ที่รูปทรงไหลตามพลังงานภายใน, ไปจนถึงพื้นที่ดิจิทัลที่มีอยู่โดยไม่มีผนัง สิ่งที่ร้อยทุก 28 บทเข้าด้วยกันคือความเชื่อที่ว่าเราต้องการสถาปัตยกรรมเพื่อทำความเข้าใจโลก แต่สถาปัตยกรรมนั้นไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบของอาคาร

Blaze กับ Burn ไฟสองชนิด
เรื่องน่าสนใจก็คือ เมื่อนำทั้งสองมาวางเคียงกัน ความต่างระหว่างสองความหมายของ "ไฟ" ชัดขึ้นมาก

Architecture Must Blaze คือ ไฟที่ระเบิดออกมา
อาคารที่ทำให้รู้สึก ที่เจ็บปวด ที่ไม่ยอมให้คนเดินผ่านไปโดยไม่สังเกตเห็น มันคือ manifesto ของสถาปนิกที่ต้องการสร้างสิ่งที่มีพลังงานดิบ ต้องการจุดไฟในตัวอาคาร

Architecture Must Burn คือ ไฟที่เผาล้าง
ไม่ใช่การสร้างสิ่งที่ลุกไหม้ แต่คือการเผากรอบเก่าทิ้งเพื่อให้เห็นว่าข้างใต้นั้นมีอะไร มันคือ manifesto ของนักวิจารณ์ที่ต้องการให้วงการขยายนิยามของตัวเอง และต้องการใช้ไฟเพื่อเคลียร์พื้นที่

ทั้งสองใช้ไฟ แต่คนหนึ่งต้องการจุดไฟ อีกคนต้องการใช้ไฟเพื่อเคลียร์พื้นที่ และบางทีนั่นคือสิ่งที่สถาปัตยกรรมต้องการในเวลาที่ต่างกัน บางยุคต้องการพลังงานที่ระเบิดออกมา บางยุคต้องการความกล้าที่จะเผากรอบเดิมทิ้ง

คำถามที่ยังค้างอยู่
ซีรีส์นี้เดินทางมาไกล จาก Le Corbusier ที่ต้องการความซื่อสัตย์กับยุคเครื่องจักร ผ่าน Mies ที่ต้องการตัดทุกอย่างออก Venturi ที่ต้องการความซื่อสัตย์ต่อความซับซ้อน และมาถึงสองรูปแบบของไฟ ไฟที่ระเบิดออกมาและไฟที่เผาล้างค่านิยมเดิมๆ

คำถามที่ยังค้างอยู่คือ เมื่อ "ไฟ" กลายเป็น aesthetic และ manifesto ที่ตั้งใจจะก่อกวน กลับกลายเป็นอีก style หนึ่งที่สั่งซื้อได้ และเมื่อเราเผากรอบทั้งหมดทิ้งแล้ว เราจะสร้างอะไรขึ้นมาจากเถ้าธุลีของมัน

Collage Architecture Studio · ซีรีส์ Manifesto เมื่อสถาปนิกหยุดสร้างแล้วพูด

.
ARCHITECTURE: Collage Design Studio นำเสนอสถาปัตยกรรมจากวัสดุอุตสาหกรรมในรูปแบบที่ยืดหยุ่นและ ‘หายใจได้’ ใน Satit Pavilion
.
เมื่อสถาปัตยกรรมเมืองร้อนไม่จำเป็นต้องยึดติดกับรูปแบบเดิมจากอดีตอีกต่อไป การออกแบบจึงอาจเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจสภาพภูมิอากาศ บริบท และวิถีการใช้งาน ก่อนแปรเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัย
.
Satit Pavilion ผลงานการออกแบบโดย Collage Design Studio ที่ตั้งอยู่บนที่ดินหัวมุมในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งมุมมองจากทางแยกนั้นกลายเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบ ผ่านองค์ประกอบแนวนอนที่ตอบรับกับจังหวะการเคลื่อนที่บนถนน ขณะที่ตัวอาคารถูกออกแบบให้โปร่งและยกใต้ถุนสูง เพื่อส่งเสริมการระบายอากาศ พร้อมตีความ ‘ใต้ถุน’ และ ‘ชานบ้าน’ ในรูปแบบร่วมสมัย โดยการเปิดพื้นที่ชั้น 1 เชื่อมต่อกับถนนและชุมชน และสร้างความเป็นส่วนตัวมากขึ้นในชั้น 2
.
โครงสร้างเหล็ก ระบบโมดูลาร์ คอนกรีต และเหล็กรีดลอน ถูกเลือกใช้อย่างตรงไปตรงมา เพื่อตอบโจทย์การก่อสร้างและสะท้อนภูมิหลังเชิงอุตสาหกรรมของพื้นที่ ก่อนเติมความสมดุลด้วยพื้นที่สีเขียวและต้นไม้เดิมที่อยู่ร่วมกับอาคาร
.
อ่านต่อได้ที่ลิงก์บน bio
_
As tropical architecture no longer needs to be bound by traditional forms from the past, design may begin with an understanding of the climate, context, and intended use, before transforming those into a contemporary architectural language.
.
Satit Pavilion, designed by Collage Design Studio, is situated on a corner plot of land in Nonthaburi. The view from the intersection becomes a key element of the design, with horizontal elements responding to the rhythm of traffic on the road. The building itself is designed to be airy and elevated to promote ventilation, reinterpreting the concepts of ‘underground house’ and ‘veranda’ in a contemporary way. The first floor is openly connected to the street and community, while the second floor offers greater privacy.
.
Steel structures, modular systems, concrete, and corrugated steel were chosen straightforwardly to meet construction needs and reflect the area's industrial background, before being balanced by green spaces and existing trees that coexist with the building.
.
Read more at the link in bio
_
Text: Xaroj Phrawong
Photo: Witsarut Kekina/Shootative

#SatitPavilion #CollageDesignStudio 
#art4dARCHITECTURE #art4dUPDATE #art4d 09/09/2026

Featured on art4d!

ผลงาน Satit Pavilion โดย Collage Design Studio ได้รับการเผยแพร่บน Instagram ของ art4d เรียบร้อยแล้วครับ

ขอขอบคุณทางทีมงาน art4d เป็นอย่างยิ่งที่ร่วมถ่ายทอดและนำเสนอผลงานของเรามา ณ ที่นี้ครับ

เข้าไปชมภาพบรรยากาศและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
https://www.instagram.com/p/DcyFCWnAb-b/

. ARCHITECTURE: Collage Design Studio นำเสนอสถาปัตยกรรมจากวัสดุอุตสาหกรรมในรูปแบบที่ยืดหยุ่นและ ‘หายใจได้’ ใน Satit Pavilion . เมื่อสถาปัตยกรรมเมืองร้อนไม่จำเป็นต้องยึดติดกับรูปแบบเดิมจากอดีตอีกต่อไป การออกแบบจึงอาจเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจสภาพภูมิอากาศ บริบท และวิถีการใช้งาน ก่อนแปรเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัย . Satit Pavilion ผลงานการออกแบบโดย Collage Design Studio ที่ตั้งอยู่บนที่ดินหัวมุมในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งมุมมองจากทางแยกนั้นกลายเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบ ผ่านองค์ประกอบแนวนอนที่ตอบรับกับจังหวะการเคลื่อนที่บนถนน ขณะที่ตัวอาคารถูกออกแบบให้โปร่งและยกใต้ถุนสูง เพื่อส่งเสริมการระบายอากาศ พร้อมตีความ ‘ใต้ถุน’ และ ‘ชานบ้าน’ ในรูปแบบร่วมสมัย โดยการเปิดพื้นที่ชั้น 1 เชื่อมต่อกับถนนและชุมชน และสร้างความเป็นส่วนตัวมากขึ้นในชั้น 2 . โครงสร้างเหล็ก ระบบโมดูลาร์ คอนกรีต และเหล็กรีดลอน ถูกเลือกใช้อย่างตรงไปตรงมา เพื่อตอบโจทย์การก่อสร้างและสะท้อนภูมิหลังเชิงอุตสาหกรรมของพื้นที่ ก่อนเติมความสมดุลด้วยพื้นที่สีเขียวและต้นไม้เดิมที่อยู่ร่วมกับอาคาร . อ่านต่อได้ที่ลิงก์บน bio _ As tropical architecture no longer needs to be bound by traditional forms from the past, design may begin with an understanding of the climate, context, and intended use, before transforming those into a contemporary architectural language. . Satit Pavilion, designed by Collage Design Studio, is situated on a corner plot of land in Nonthaburi. The view from the intersection becomes a key element of the design, with horizontal elements responding to the rhythm of traffic on the road. The building itself is designed to be airy and elevated to promote ventilation, reinterpreting the concepts of ‘underground house’ and ‘veranda’ in a contemporary way. The first floor is openly connected to the street and community, while the second floor offers greater privacy. . Steel structures, modular systems, concrete, and corrugated steel were chosen straightforwardly to meet construction needs and reflect the area's industrial background, before being balanced by green spaces and existing trees that coexist with the building. . Read more at the link in bio _ Text: Xaroj Phrawong Photo: Witsarut Kekina/Shootative #SatitPavilion #CollageDesignStudio #art4dARCHITECTURE #art4dUPDATE #art4d

Satit Pavilion: สถาปัตยกรรมจากวัสดุอุตสาหกรรมในรูปแบบที่ยืดหยุ่นและ ‘หายใจได้’ 02/09/2026

SATIT PAVILION ได้ลงเผยแพร่ทาง art4d เรียบร้อยแล้วครับ!

ต้องขอขอบคุณทางทีมงาน art4d ที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวและดีไซน์ของอาคารหลังนี้ออกมาได้อย่างลึกซึ้งมากๆ ครับ

และที่สำคัญที่สุด ขอขอบพระคุณ เจ้าของโครงการ ที่มอบความไว้วางใจให้พวกเราได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ ตั้งแต่วันแรกที่วางแนวคิดจนออกมาเป็นสถาปัตยกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชัน บริบทเมืองร้อน

อ่านบทความวิเคราะห์เจาะลึกและชมภาพถ่ายสถาปัตยกรรมสวยๆ โดย Witsarut Kekina / Shootative ได้แล้ววันนี้ทาง art4d!

SATIT PAVILION has been featured on art4d!

A huge thank you to the art4d team for capturing and conveying the story and design behind this project with such depth and insight.

Most importantly, we would like to express our deepest gratitude to our client for their trust and confidence in us—from the initial spatial concepts to bringing to life an architecture that seamlessly responds to function and the tropical context.

Discover the full feature along with stunning photography by Witsarut Kekina / Shootative today on art4d!

Satit Pavilion: สถาปัตยกรรมจากวัสดุอุตสาหกรรมในรูปแบบที่ยืดหยุ่นและ ‘หายใจได้’ สถาปัตยกรรมเมืองร้อนที่ใช้ความโปร่ง การยกใต้ถุน และพื้นที่ร่มเงา สร้างสภาวะการใช้งานที่สัมพันธ์กับบริบ...

Photos from Collage Design  Studio's post 31/08/2026

Manifesto เมื่อสถาปนิกหยุดสร้างแล้วพูด ตอนที่ 3
Less is a Bore: เมื่อความเรียบง่ายกลายเป็นเผด็จการ

Robert Venturi ไม่ได้ต้องการความยุ่งเหยิง เขาต้องการความซื่อสัตย์ต่อความซับซ้อนของชีวิตจริง

Complexity and Contradiction in Architecture Robert Venturi • Museum of Modern Art, New York • 1966 แปลแล้ว 16 ภาษา ยังไม่มีฉบับแปลภาษาไทย Vincent Scully เรียกมันว่า "หนังสือที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการสร้างสถาปัตยกรรมตั้งแต่ Le Corbusier เขียน Vers une Architecture"

โลกก่อนที่ manifesto จะเกิด
ปี 1966 อเมริกาอยู่กลางความวุ่นวาย สงครามเวียดนาม ขบวนการสิทธิพลเมือง และการตั้งคำถามกับทุกอำนาจที่เคยถูกยึดถือว่าถูกต้อง ในขณะเดียวกัน สถาปัตยกรรมสมัยใหม่กำลังครองโลกอย่างสมบูรณ์แบบ ตึกระฟ้ากระจกสี่เหลี่ยม หลังคาแบน เสาเรียว และความสะอาดที่ไร้ลวดลายกลายเป็นมาตรฐานของ "ความดี" ทางสถาปัตยกรรม

แต่มีบางอย่างที่รู้สึกผิดอยู่ในนั้น เมืองประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยอาคารจากหลายยุคสมัย ถนนที่มีร้านค้าเล็กๆ ซ้อนทับกัน และย่านที่มีชีวิตชีวาตามแบบของมันเอง สิ่งเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น "ความยุ่งเหยิง" ที่ต้องกำจัดโครงการ Urban Renewal ในอเมริกากำลังรื้อย่านเก่าออกเพื่อสร้างอาคารสมัยใหม่สะอาดสว่าง ซึ่งหลายแห่งกลายเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครอยากอยู่

Robert Venturi นักศึกษาสถาปัตยกรรมที่เติบโตในฟิลาเดลเฟียและได้รับการฝึกฝนจาก Louis Kahn มองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่ยอมพูดถึง ว่า Modernism กำลังโกหกตัวเอง ว่าความเรียบง่ายที่บังคับให้ทุกอย่างเป็นแบบเดียวกันนั้นไม่ใช่ความซื่อสัตย์ แต่คือการหลีกหนีจากความซับซ้อนของชีวิตจริง

Manifesto พูดว่าอะไร
Venturi เปิดหนังสือด้วยประโยคที่ตรงและกล้ามาก "I like complexity and contradiction in architecture." ไม่ใช่การกล่าวอ้างว่าสถาปัตยกรรมควรซับซ้อน แต่เป็นการยืนยันอย่างส่วนตัวว่าเขา ในฐานะสถาปนิกคนหนึ่ง ชอบมัน และนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้ manifesto นี้ต่างออกไป มันเริ่มจากการที่คนคนหนึ่งพูดความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเห็น

เขาเสนอแนวคิด "Both-And" แทน "Either-Or" ของ Modernism ในขณะที่ Modernism บอกว่าอาคารที่ดีต้องเป็น A ไม่ใช่ B Venturi บอกว่าอาคารที่ดีอาจเป็นทั้ง A และ B พร้อมกันได้ และนั่นคือสิ่งที่อาคารที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ล้วนเป็น เขายกตัวอย่างจากสถาปัตยกรรมโรมัน Baroque และ Mannerist ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ทำงานพร้อมกัน

“ฉันชอบองค์ประกอบที่ลูกผสมมากกว่าบริสุทธิ์ ที่ถูกทำให้เสียรูปมากกว่าสะอาด ที่คลุมเครือมากกว่าชัดเจน ที่บิดเบี้ยวพอๆ กับที่ไม่บิดเบี้ยว...”
Robert Venturi, Complexity and Contradiction in Architecture (1966)

และแน่นอน ประโยคที่โด่งดังที่สุด "Less is a bore" สามคำที่ตบหน้า Mies van der Rohe และ Modernism ทั้งยุคอย่างตรงไปตรงมา แต่ Venturi ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขาพิสูจน์ด้วยภาพถ่ายกว่า 350 ภาพจากสถาปัตยกรรมทั่วโลกว่าความซับซ้อนและความขัดแย้งไม่ใช่ความผิดพลาด มันคือแหล่งของความงามและความหมายที่ Modernism พยายามกำจัดออกไป

โลกหลัง manifesto เปลี่ยนไปอย่างไร
หนังสือเล่มนี้เปิดประตูให้กับสิ่งที่ต่อมาถูกเรียกว่า Postmodern architecture สถาปัตยกรรมที่หยิบ reference จากประวัติศาสตร์มาใช้ใหม่ เล่นกับสัญลักษณ์ และไม่กลัวที่จะ "หยาบ" หรือ "ขัดแย้ง" ชื่อของ Venturi ถูกนำไปเชื่อมกับอาคารที่มีเสาโรมันพลาสติก หน้าจั่วปลอม และสีสันฉูดฉาดที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความรู้สึก "สนุก"

แต่นั่นคือสิ่งที่ Venturi ไม่เคยตั้งใจ และเขาพูดชัดเจนในปี 2001 ว่าเขา "ไม่เคยเป็น Postmodernist" เขาไม่ได้ต้องการให้สถาปนิกหยิบลวดลายประวัติศาสตร์มาตกแต่งอาคารแบบไม่มีความหมาย เขาต้องการให้สถาปนิกซื่อสัตย์ต่อความซับซ้อนของสถานที่ โปรแกรม และชีวิตจริง สิ่งที่ Modernism ปฏิเสธโดยการลดทุกอย่างให้เหลือแค่ความบริสุทธิ์

Denise Scott Brown ภรรยาและหุ้นส่วนของ Venturi ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า Complexity and Contradiction ถูกอ่านอย่างผิดๆ มาตลอด คนอ่านเห็น "Less is a Bore" แล้วคิดว่า Venturi ต้องการ "More is More" แต่ที่จริงเขาต้องการ "Enough is Enough" พอดีกับบริบท พอดีกับผู้ใช้งาน และพอดีกับความเป็นจริงของสถานที่

เมื่อ "Less is a Bore" เดินทางมาถึงไทย
เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ Modernism ของ Le Corbusier แนวคิด Postmodern ของ Venturi เดินทางมาถึงไทยในทศวรรษ 1980s และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือมันไม่ได้มาสู่สถาปนิกหน้าใหม่ แต่มาสู่สถาปนิกรุ่นเดิมที่เคยเป็น Modernist อย่างจริงจังมาก่อน

รังสรรค์ ต่อสุวรรณ, องอาจ สาตรพันธุ์ และ ดร.สุเมธ ชุมสาย ต่างเคยสร้างงานในภาษาของ Modernism กันมาก่อนทั้งสิ้น แล้วในช่วงทศวรรษ 1980–90s ก็เปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจน นั่นทำให้พวกเขาน่าสนใจกว่าสถาปนิก Postmodern ที่เริ่มต้นในยุคนั้นตั้งแต่แรก เพราะพวกเขารู้ดีว่ากำลังปฏิเสธอะไร

รังสรรค์ ต่อสุวรรณ สร้างงาน Postmodern แบบ Classical อัมรินทร์พลาซ่า, แกรนด์ไฮแอทเอราวัณ, สเตท ทาวเวอร์ (สีลม พรีเชียส ทาวเวอร์), พาร์คบีช คอนโดมิเนียม ฯลฯ

รังสรรค์หยิบภาษาของสถาปัตยกรรมคลาสสิกตะวันตกมาใช้อย่างตรงไปตรงมา เสาโรมัน โดม หน้าจั่ว คอร์นิซ ซ้อนทับกับอาคารสมัยใหม่ขนาดใหญ่ในใจกลางเมือง อัมรินทร์พลาซ่าที่ราชประสงค์คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด เสาคลาสสิกขนาดยักษ์บนพื้นที่ชั้นล่างที่เป็นห้างสรรพสินค้าร่วมสมัย มันคือการ "ยืม" ประวัติศาสตร์ในแบบที่ Venturi เสนอ แต่ scale และบริบทคือของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ

ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา สร้างงาน Postmodern แบบ Symbolic อาคารอย่าง Nation Tower, Robot Building (UOB Bank)

สุเมธเลือก approach ที่ต่างออกไป แทนที่จะยืมภาษาประวัติศาสตร์ เขาสร้างภาษาใหม่ที่เล่นกับสัญลักษณ์และ graphic อย่างจัดจ้าน Nation Tower มีผนังที่เป็นงานศิลปะในตัวเอง สีแดงดำขาวที่ตัดกันแรง รูปทรงที่ซ้อนทับกันอย่างตั้งใจ ขณะที่ ตึกหุ่นยนต์ คือการนำ metaphor มาใช้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด อาคารที่ "เป็น" หุ่นยนต์ ไม่ใช่แค่ "มีลวดลายของ" หุ่นยนต์ นั่นคือ "Both-And" ของ Venturi ในแบบที่กล้าและชัดเจนที่สุด

องอาจ สาตรพันธุ์ สร้างงาน Postmodern แบบ Metaphor อย่าง ตึกช้าง, และ อาคารโตชิบา

องอาจเดินทางไกลที่สุดจากจุดเริ่มต้น Modernist ของเขา ตึกช้างคืออาคารที่รูปทรงทั้งหลัง "เป็น" ช้าง ไม่ใช่การประดับ ไม่ใช่การอ้างอิง แต่เป็น metaphor ที่กลายเป็นโครงสร้างจริงๆ มันใกล้เคียงกับแนวคิด "duck" ของ Venturi ที่ว่าอาคารสามารถ "เป็น" สิ่งที่มันต้องการสื่อได้โดยตรง ขณะที่ อาคารโตชิบายืมภาษาอิฐแดงและโค้งประตูแบบตะวันตกมาใช้ แต่ในบริบทอุตสาหกรรมไทยที่ไม่มีประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมแบบนั้นอยู่เลย

สิ่งที่น่าสังเกตคือทั้งสามคนรับ Venturi มาในแบบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงรังสรรค์ใช้ historical reference, สุเมธใช้ graphic และ symbol, องอาจใช้ metaphor ทางรูปทรง แต่ทั้งสามล้วนปฏิเสธสิ่งเดียวกัน ความบริสุทธิ์ที่เรียบเกินไปของ Modernism ที่พวกเขาเคยทำมาก่อน

และเช่นเดียวกับที่เกิดในตะวันตก Postmodern architecture ในไทยก็ถูกนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ช่วงก่อนวิกฤติปี 2540 อาคารจำนวนมากมีเสาปลอม โดมประดับ และลวดลายประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มีความหมายอะไร นั่นคือสิ่งที่ Venturi ไม่เคยตั้งใจ และเป็นเหตุผลที่เขาปฏิเสธว่าตัวเองไม่ใช่ Postmodernist มาตลอดชีวิต

คำถามที่ยังค้างอยู่
ในปี 1966 Venturi พูดสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าพูด ว่าชีวิตจริงซับซ้อนกว่าที่ manifesto ฉบับก่อนๆ ยอมรับ สถาปนิกไทยรุ่นบุกเบิกรับแนวคิดนั้นมาและแปลออกมาในรูปแบบที่ต่างกัน

แต่คำถามที่ยังค้างอยู่คือ เมื่อการปฏิเสธความเรียบง่ายกลายเป็น trend ใหม่ และ "ความซับซ้อน" ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการตกแต่งที่ไม่มีความหมาย มันต่างจากสิ่งที่ Mies ถูกกล่าวหาอย่างไร และ manifesto ที่เกิดขึ้นเพื่อปลดปล่อยสถาปัตยกรรมจากกรอบหนึ่ง มักกลายเป็นกรอบใหม่ได้อย่างไร

Collage Architecture Studio • ซีรีส์ Manifesto

Photos from Collage Design  Studio's post 26/08/2026

Manifesto เมื่อสถาปนิกหยุดสร้างแล้วพูด ตอนที่ 02

Less is More: สามคำที่เปลี่ยนโลก และไม่ใช่ของใครคนเดียว

Mies van der Rohe ไม่ได้คิด "Less is More" ขึ้นมาเอง แต่เขาเป็นคนที่ทำให้มันกลายเป็นสถาปัตยกรรม และสุดท้ายกลายเป็นวิธีที่โลกออกแบบทุกสิ่ง

"Less is More" Ludwig Mies van der Rohe ใช้และเผยแพร่ตลอดชีวิตการทำงาน ต้นกำเนิดจาก Robert Browning (1855) ผ่าน Peter Behrens (1907) สู่ Mies van der Rohe ไม่มีวันตีพิมพ์ ไม่มีหน้าปก แต่มันคือ statement ที่กลายเป็น ideology ในที่สุด

โลกก่อนที่ manifesto จะเกิด
ปี 1907 ชายหนุ่มอายุ 21 ปีชื่อ Ludwig Mies กำลังนั่งทำงานในออฟฟิศของ Peter Behrens สถาปนิกชาวเยอรมันที่ขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมอุตสาหกรรม งานที่เขากำลังทำอยู่คือการออกแบบผนังด้านในลานของโรงงาน AEG ในเบอร์ลิน ไม่ใช่ผนังสวยงาม แต่เป็นผนังที่หันหน้าเข้าหาลานด้านในที่ไม่มีใครเห็นมากนัก

Mies เล่าในภายหลังว่า เขานำ drawings หลายแบบไปให้ Behrens ดู และ Behrens กล่าวกับเขาว่า "Less is more" แต่แล้วก็บอกว่าเขา "หมายความต่างจากที่ฉันใช้" Mies ยังคงจำประโยคนั้นได้ตลอดชีวิต และค่อยๆ ทำให้มันหมายความต่างออกไป

ยุโรปในช่วงนั้นกำลังเดือดร้อนกับสองสิ่งพร้อมกัน สิ่งแรกคือสถาปัตยกรรมวิกตอเรียนและ Art Nouveau ที่เต็มไปด้วยลวดลายประดับ ซ้อนทับ และหรูหราเกินจนแทบอ่านรูปทรงเดิมไม่ออก สิ่งที่สองคือการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่กำลังผลิตสิ่งของด้วยเครื่องจักรในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน นักออกแบบรุ่นใหม่จำนวนมากเห็นความขัดแย้งนี้ชัดเจน ทำไมสิ่งที่ออกแบบมาสำหรับยุคอุตสาหกรรมถึงยังคงใช้ภาษาของยุคก่อนอุตสาหกรรม

ชีวิตที่กลายเป็น manifesto
ต่างจาก Le Corbusier ที่เขียน Vers une Architecture เป็นหนังสือ Mies ไม่ได้เขียน manifesto เขาสร้างมัน และหลายครั้งเขาไม่ได้พูดถึงมันเลยด้วยซ้ำ เขาเคยกล่าวในปี 1963 ว่า "งานหลักของฉันคือการวางผังอาคาร ฉันไม่เคยเขียนหรือพูดมากนัก"

บริบทที่สำคัญคือ Weimar Republic ยุคสั้นๆ หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่เยอรมนีมีเสรีภาพทางความคิดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน Bauhaus เกิดขึ้นในยุคนี้ และ Mies กลายเป็นผู้อำนวยการคนสุดท้ายก่อนที่ N**i จะปิดมันในปี 1933

ในช่วงนั้น Mies ออกแบบ Barcelona Pavilion ในปี 1929 อาคารที่ไม่มีห้อง ไม่มีฟังก์ชันชัดเจน ไม่มีลวดลาย มีแค่ผนังหินอ่อน พื้นน้ำ หลังคาเรียบ และเสาเหล็กโครเมียม มันถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของ Weimar Republic ในงาน International Exposition ที่บาร์เซโลนา ไม่ใช่เพื่อแสดงพลัง แต่เพื่อแสดงว่าเยอรมนีใหม่นั้นสงบ ทันสมัย และเปิดกว้าง

“สถาปัตยกรรมที่ดีเริ่มต้นจากการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก ไม่ใช่การเพิ่มสิ่งที่ดูดีเข้าไป”
— Ludwig Mies van der Rohe

เมื่อ manifesto ข้ามมหาสมุทร
ปี 1937 Mies หนี N**i มาอยู่ที่ชิคาโก รับตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรมที่ Illinois Institute of Technology และใช้เวลา 20 ปีถัดมาถ่ายทอดแนวคิดของเขาให้กับนักศึกษาอเมริกันรุ่นแล้วรุ่นเล่า ในช่วงนี้เองที่ "Less is More" กลายจาก idea ส่วนตัวเป็น movement

Farnsworth House ที่สร้างเสร็จในปี 1951 คือจุดสูงสุดของแนวคิดนี้ บ้านกระจกใสทั้งหลังลอยเหนือพื้นด้วยเสาเหล็กสีขาว ไม่มีผนังทึบ ไม่มีสิ่งที่ "ซ่อน" ไว้ มันงามจนเป็นบทกวี แต่ Edith Farnsworth เจ้าของบ้านไม่เคยรู้สึกสบายในนั้น เธอรู้สึกเหมือนถูกจัดแสดง ถูกมองจากภายนอกตลอดเวลา และที่สุดก็ฟ้อง Mies เรื่องค่าก่อสร้างที่บานปลาย

นั่นคือความย้อนแย้งที่หัวใจของ "Less is More" มันงามในฐานะ idea แต่การอยู่อาศัยจริงนั้นซับซ้อนกว่า และ ความ "น้อย" ที่ Mies ต้องการไม่ใช่ความน้อยของชีวิต มันคือความน้อยของสิ่งที่ไม่จำเป็น ทว่าเส้นแบ่งระหว่างสองสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนอยู่

โลกหลัง manifesto เปลี่ยนไปอย่างไร
Seagram Building ในนิวยอร์กที่สร้างเสร็จในปี 1958 คือ manifesto ที่กลายเป็นเส้นขอบฟ้า ตึกระฟ้าสีบรอนซ์ที่ถอยร่นออกจากถนนเพื่อสร้างลานโล่งหน้าอาคาร Mies ยืนกรานไม่ให้มีป้ายโฆษณาหรือม่านในสไตล์ที่ต่างกันบนหน้าต่าง เขาออกแบบม่านให้มีแค่สามตำแหน่ง เปิด กลาง ปิด เพื่อให้อาคารดูสม่ำเสมอเมื่อมองจากภายนอก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือสิ่งที่ Mies ไม่ได้คาดคิด "Less is More" ถูกนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นำไปใช้เป็น justification สำหรับการตัดงบประมาณ อาคารกระจกสีเทาที่ไม่มีรายละเอียดใดๆ เกิดขึ้นทั่วโลกในชื่อของ "minimalism" แต่ไม่มีความแม่นยำ ไม่มีวัสดุชั้นดี และไม่มีความคิดของ Mies อยู่แม้แต่น้อย

Robert Venturi นักสถาปัตยกรรมที่จะเขียน "Complexity and Contradiction in Architecture" ในปี 1966 ตอบโต้ด้วยประโยคที่กลายเป็น manifesto ต่อต้าน "Less is a Bore" ซึ่งเราจะพูดถึงในตอนถัดไป
เมื่อ "Less is More" ออกจากสถาปัตยกรรม

สิ่งที่ทำให้ "Less is More" ต่างจาก manifesto สถาปัตยกรรมอื่นๆ คือมันไม่ได้หยุดอยู่ในวงการสถาปัตยกรรม มันเดินทางออกไปยังทุกสาขาการออกแบบ และในที่สุดกลายเป็นหนึ่งในหลักการที่มีอิทธิพลต่อวิธีที่มนุษย์สร้างสิ่งต่างๆ ในศตวรรษที่ 20 และ 21

ในกราฟิกดีไซน์ แนวคิดนี้กลายเป็นรากฐานของ Swiss International Typographic Style หรือ International Style ในทศวรรษ 1950–60s การใช้ grid ที่เคร่งครัด ฟอนต์ sans-serif ที่เรียบง่ายเช่น Helvetica ที่เกิดขึ้นในปี 1957 พื้นที่ว่าง (white space) ที่ไม่ใช่ความสูญเปล่าแต่เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ และการลดสีสันให้เหลือเท่าที่จำเป็น ทั้งหมดนี้คือ "Less is More" ในภาษาของนักออกแบบกราฟิก

Dieter Rams นักออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Braun ในเยอรมนีนำ "Less is More" มาสู่โลกของสิ่งของในชีวิตประจำวัน เขาเขียน Ten Principles of Good Design ในทศวรรษ 1970s ซึ่งหลักการสำคัญที่สุดคือ "Good design is as little design as possible" ผลิตภัณฑ์ของ Braun ภายใต้การนำของ Rams วิทยุ เครื่องโกนหนวด เครื่องเล่นแผ่นเสียง มีความสะอาด เรียบง่าย และทำงานได้อย่างไม่มีสิ่งฟุ่มเฟือย

“Good design is as little design as possible ออกแบบให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นคือการออกแบบที่ดีที่สุด”
— Dieter Rams, Ten Principles of Good Design (1970s)

จาก Dieter Rams มีเส้นตรงที่ชัดเจนไปสู่ Jonathan Ive นักออกแบบของ Apple และ Steve Jobs ที่ obsessed กับการเอาออกมากกว่าการเพิ่มเข้าไป iPhone รุ่นแรกในปี 2007 คือ "Less is More" ที่บรรจุอยู่ในกระเป๋าคนทั้งโลก ไม่มีปุ่มที่ไม่จำเป็น ไม่มีช่องเสียบที่ซ้ำซ้อน หน้าจอที่เรียบสนิทจากขอบถึงขอบ Jobs เคยพูดว่า "Simplicity is the ultimate sophistication" ประโยคที่ฟังดูเหมือน Mies เขียนไว้เอง

น่าสนใจที่ทั้ง Mies, Rams และ Jobs ล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน พวกเขาไม่ได้เชื่อว่า "น้อย" แปลว่า "ถูก" หรือ "ง่าย" ตรงข้าม สิ่งที่ดูเรียบง่ายที่สุดมักต้องการความพยายามและความแม่นยำมากที่สุด Seagram Building ใช้วัสดุที่แพงที่สุดในยุคนั้น iPhone แต่ละรุ่นต้องผ่านการตัดทิ้งหลายพันอย่างก่อนที่จะเหลือสิ่งที่เราเห็น และ Rams เคยบอกว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดูเรียบง่ายหนึ่งชิ้นต้องใช้เวลานานกว่าการออกแบบชิ้นที่ซับซ้อนมากกว่ามาก

นั่นคือสิ่งที่ทำให้ "Less is More" เป็น manifesto ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปี 2026 ไม่ใช่เพราะมันง่าย แต่เพราะมันยากที่สุด และยากในแบบที่มองไม่เห็น

คำถามที่ยังค้างอยู่
"Less is More" เดินทางมาไกลมาก จากบทกวีอังกฤษในปี 1855 ผ่านสถาปนิกชาวเยอรมันในเบอร์ลิน ข้ามมหาสมุทรมาสู่ชิคาโกและนิวยอร์ก แล้วกระจายออกไปสู่กราฟิกดีไซน์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และ iPhone ในกระเป๋าทุกคน

และ เมื่อ idea เดินทางออกจากผู้สร้างมัน ใครคือเจ้าของความหมายของมัน Mies ที่ออกแบบด้วยวัสดุราคาแพงและความแม่นยำสูงสุด หรือนักพัฒนาที่ใช้ประโยคเดียวกันเพื่อตัดทุกอย่างออกจนเหลือแต่กล่อง Jobs ที่ตัดทิ้งทุกสิ่งที่ไม่จำเป็น หรือบริษัทที่ใช้ "minimalism" เป็นแค่ trend และเราควรโทษ manifesto หรือโทษวิธีที่เราอ่านมัน

Collage Architecture Studio • ซีรีส์ Manifesto

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ธุรกิจการปรับปรุงบ้าน ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


39/108 Soi Ratchadaphisek 32 Chan Kasem, Chatuchak
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 09:30 - 06:00
อังคาร 09:30 - 18:00
พุธ 09:30 - 18:00
พฤหัสบดี 09:30 - 18:00
ศุกร์ 09:30 - 18:00

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Collage Design Studioผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

สมัคร

เราจะแจ้งให้คุณทราบในกรณีที่มีการอับเดทข้อมูลใน Bangkok.