Deepscope
ฟรี!! เครื่องมือ AI ช่วยค้นหาหุ้นหรือกองทุนยอดเยี่ยม คลิกดู! -> https://deepscope.com
บลป. ดีพสโคป (ใบอนุญาตบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เลขที่ ด06-0155-39) - Deepscope.com เดิมทีถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานเองโดยผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นนักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เราต้องการให้เป็นระบบ investment platform ที่สมบูรณ์แบบในการค้นหาโอกาสในการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่มีคุณภาพ และช่วยเราซึ่งเป็นนักลงทุนรายย่อยบริหาร portfolio ให้มีประสิทธิ์ภาพสูงสุดด้วยการแสดงข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สุดในการตัดสินใจ และเตือนเราทันทีในยามที่พื้นฐานของหุ้นหรือกองทุนที่เราลงทุนมีการเปลี่ยนแปลง
30/09/2026
หุ้นแบงก์ถูกขายแรง คนถือหุ้นควรมองอะไรนอกจากราคาที่ลดลง?
เปิดพอร์ตมาเห็นหุ้นธนาคารแดงพร้อมกัน หลายคนคงมีสองความคิดแวบขึ้นมา… “เกิดอะไรขึ้น?” กับ “ราคานี้เริ่มน่าซื้อหรือยัง?”
เช้าวันที่ 30 ก.ย. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าที่ 1,562.83 จุด ลดลง 31.47 จุด หรือ 1.97% โดยหุ้นธนาคารเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ถูกขายหนัก
ข่าวหุ้นธุรกิจรายงานมุมมองจาก บล.บัวหลวงว่า ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นแบงก์ปรับขึ้นมามากจนความน่าสนใจด้านราคาเริ่มลดลง พอมีความกังวลเรื่องน้ำท่วมและความสามารถชำระหนี้ของลูกค้าเข้ามา นักลงทุนบางส่วนจึงเลือกขายทำกำไร ขณะที่เงินทุนต่างชาติยังไหลออกต่อเนื่อง
เรื่องที่ต้องแยกให้ออกคือ “ตลาดกังวลว่าหนี้เสียอาจเพิ่ม” ยังไม่เท่ากับ “ธนาคารรายงานว่าหนี้เสียเพิ่มแล้ว” ราคาหุ้นขยับตามความคาดหวังได้ก่อนที่ผลกระทบจะปรากฏในงบจริง
ในมุมของเรา วันที่หุ้นลงแรงจึงเป็นจังหวะกลับไปทบทวนเหตุผลที่ถือ มากกว่าดูแค่ว่าราคาลดมากี่บาท ธนาคารที่เราสนใจมีลูกค้ากลุ่มไหนเป็นหลัก คุณภาพสินเชื่อเป็นอย่างไร และกำไรที่เห็นมาจากธุรกิจประจำหรือรายการพิเศษ?
ถ้ามีชื่อหุ้นอยู่ในใจ ลองเริ่มศึกษาต่อที่ Deepscope https://deepscope.com/th แล้วนำคำถามเหล่านี้ไปไล่อ่านงบล่าสุดของบริษัท จะช่วยให้เรามีเหตุผลรองรับการตัดสินใจ มากกว่าซื้อเพียงเพราะเห็นว่าถูกกว่าเมื่อวาน
ข้อมูล: 30 ก.ย. 2569 เฉพาะช่วงปิดภาคเช้า ไม่ใช่ราคาปิดทั้งวัน
ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ อ้างอิงบทวิเคราะห์ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และ บล.บัวหลวง
https://www.kaohoon.com/summary/867919
29/09/2026
NVIDIA เพิ่มวงเงินซื้อหุ้นคืน 150,000 ล้านดอลลาร์ คนถือหุ้นได้อะไร?
เวลาบริษัทมีเงินสดเพิ่มขึ้น เรามักนึกว่าจะเอาไปสร้างโรงงานหรือพัฒนาสินค้าใหม่ แต่ NVIDIA เลือกเพิ่มอีกทางหนึ่งด้วย คือเตรียมซื้อหุ้นของตัวเองกลับคืนมา
วันที่ 28 ก.ย. 2569 บริษัทประกาศว่า บอร์ดอนุมัติวงเงินซื้อหุ้นคืนเพิ่ม 150,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้วงเงินที่ยังเหลือให้ซื้อคืนรวมเป็น 235,000 ล้านดอลลาร์ โดยคาดว่าจะดำเนินการตามแผนภายในปีบัญชี 2028
ตรงนี้มีคำสำคัญคือ “อนุมัติวงเงิน” หมายถึงเปิดทางให้ซื้อได้ ยังไม่ได้แปลว่าบริษัทซื้อหุ้นคืนครบจำนวนแล้ว
แล้วคนถือหุ้นได้อะไร? ถ้าบริษัทซื้อคืนจนจำนวนหุ้นลดลง และกำไรรวมเท่าเดิม กำไรต่อหุ้นก็มีโอกาสสูงขึ้น เพราะกำไรก้อนเดิมถูกหารด้วยหุ้นที่น้อยลง แต่ราคาหุ้นจะขึ้นหรือไม่ ยังขึ้นกับผลประกอบการ ความคาดหวังของตลาด และราคาที่บริษัทจ่ายซื้อคืนด้วย
มุมมองของเรา: หลังเห็นวงเงินก้อนใหญ่ สิ่งที่น่าตามต่อคือซื้อคืนจริงเท่าไร และจำนวนหุ้นสุทธิลดลงแค่ไหน เพราะถ้ามีหุ้นใหม่จากค่าตอบแทนพนักงานเพิ่มเข้ามาด้วย ผลที่ผู้ถือหุ้นได้รับอาจไม่มากเท่าที่คิด
ใครกำลังติดตาม NVDA ลองเริ่มศึกษาข้อมูลหุ้นต่อที่ https://deepscope.com/th แล้วอ่านงบและรายงานการซื้อหุ้นคืนของบริษัทประกอบกัน
อัปเดตสำหรับผู้อ่านไทย 29 ก.ย. 2569 | ข่าวประกาศ 28 ก.ย. 2569
ที่มา: NVIDIA ผ่าน GlobeNewswire — NVIDIA Announces a $150 Billion Share Repurchase Authorization Increase
https://www.globenewswire.com/news-release/2026/09/28/3369756/0/en/nvidia-announces-a-150-billion-share-repurchase-authorization-increase.html
28/09/2026
น้ำมันแพงขึ้น คนถือหุ้นต้องคิดอะไรต่อ?
เวลาเห็นข่าวน้ำมันขึ้น เรามักนึกถึงบิลเติมน้ำมันก่อน แต่สำหรับบริษัทจดทะเบียน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจไปถึงค่าขนส่ง วัตถุดิบ และกำไรที่เหลือในงบด้วย
วันที่ 28 ก.ย. Reuters รายงานว่า สัญญาน้ำมัน Brent ขึ้นระหว่างวันสูงสุดราว 3% แตะ 107.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่านยังติดขัด ขณะเดียวกัน ฟิวเจอร์ส Nasdaq ลดลง 0.7% ตามช่วงเวลาที่รายงาน
ทำไมคนถือหุ้นเทคฯ ถึงต้องสนใจข่าวน้ำมัน? ถ้าพลังงานแพงนาน ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อก็อาจทำให้ตลาดต้องเผื่อใจว่าดอกเบี้ยจะสูงต่อไป บริษัทที่ต้องกู้เงินมาขยายธุรกิจก็มีต้นทุนอีกก้อนให้รับมือ
มุมมองของเรา: อย่าเพิ่งเหมารวมว่าหุ้นทุกตัวจะได้รับผลเหมือนกัน ลองดูว่าบริษัทที่เราถือใช้น้ำมันมากแค่ไหน ส่งต่อต้นทุนให้ลูกค้าได้หรือเปล่า และมีหนี้ที่ต้องหาเงินก้อนใหม่มาชำระเร็ว ๆ นี้หรือไม่
ติดตามข้อมูลหุ้นที่สนใจต่อได้ที่ https://deepscope.com/th แล้วกลับไปเช็กต้นทุนและหนี้ในงบของแต่ละบริษัทประกอบกัน
ข้อมูลข่าว 28 ก.ย. 2569 | ตัวเลขเป็นช่วงที่ Reuters รายงาน ไม่ใช่ราคาปิด
ที่มา: Reuters โดย Wayne Cole และ Amanda Cooper ผ่าน Investing.com — Stocks fall as Middle East stalemate boosts oil
https://www.investing.com/news/stock-market-news/stocks-cautious-in-asia-as-oil-gains-yields-rise-4919224
28/09/2026
เห็นหุ้นราคา 10.00 บาท กดซื้อทันที…แต่สุดท้ายได้ราคา 10.10 บาท
แค่ต่างกัน 10 สตางค์ ถ้าซื้อ 100,000 หุ้น ต้นทุนเพิ่มทันที 10,000 บาท
ปัญหาคือ หลายคนเพิ่งมารู้ทีหลังว่า “ราคาที่เห็นบนจอ” ไม่ใช่ราคาที่เราจะซื้อได้เสมอไป
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด
ลองนึกภาพว่าเรากำลังเฝ้าหุ้นตัวหนึ่งมาหลายวัน
ตั้งใจไว้ว่า
“ถ้าลงมาแถว 10 บาท จะเริ่มซื้อ”
วันหนึ่งเปิดจอขึ้นมา
ราคาล่าสุดขึ้นว่า 10.00 บาท
ถึงราคาแล้ว
เรารีบกด Buy
เลือก Market Order
ใส่จำนวนหุ้น
แล้วกดยืนยัน
ไม่กี่วินาทีต่อมา คำสั่งซื้อสำเร็จ
แต่พอเปิดดูรายละเอียดกลับพบว่า
เราไม่ได้หุ้นที่ราคา 10.00 บาท
บางส่วนอาจได้ 10.05 บาท
บางส่วนได้ 10.10 บาท
หรือบางครั้งอาจสูงกว่านั้นอีก
แล้วราคา 10 บาทที่เห็นเมื่อกี้หายไปไหน?
จริง ๆ มันไม่ได้หายไปไหน
แต่เราอาจเข้าใจความหมายของตัวเลขนั้นผิดตั้งแต่แรก
เพราะ ราคาล่าสุด หรือ Last Price ไม่ได้หมายความว่า ตอนนี้ยังมีคนพร้อมขายหุ้นให้เราที่ราคานั้น
มันแค่บอกว่า
ธุรกรรมล่าสุดที่เกิดขึ้นในตลาด จับคู่กันที่ราคาเท่าไร
สมมติเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน
มีคนซื้อกับคนขายจับคู่กันที่ 10.00 บาท
หน้าจอจึงแสดง Last Price = 10.00
แต่พอถึงวินาทีที่เราจะซื้อ
หุ้นที่ตั้งขายอยู่จริงอาจเป็นแบบนี้
10.05 บาท มีขาย 10,000 หุ้น
10.10 บาท มีขาย 20,000 หุ้น
10.15 บาท มีขาย 50,000 หุ้น
ดังนั้นถ้าเราส่ง Market Order
สิ่งที่เรากำลังบอกตลาดโดยประมาณก็คือ
“ฉันต้องการซื้อเดี๋ยวนี้ ช่วยจับคู่กับราคาขายที่ดีที่สุดที่มีอยู่ให้หน่อย”
เราไม่ได้กำลังบอกว่า
“ฉันจะซื้อเฉพาะ 10.00 บาทเท่านั้น”
นี่คือจุดที่หลายคนพลาด
สมมติเราต้องการซื้อ 50,000 หุ้น
แต่ที่ราคา 10.05 บาท มีคนขายอยู่แค่ 10,000 หุ้น
คำสั่งของเราอาจซื้อ 10,000 หุ้นแรกที่ 10.05 บาท
จากนั้นระบบต้องไล่ไปหาหุ้นที่ตั้งขายในราคาถัดไป
อีก 20,000 หุ้นอาจได้ที่ 10.10 บาท
อีก 20,000 หุ้นอาจได้ที่ 10.15 บาท
สุดท้ายซื้อครบ 50,000 หุ้นก็จริง
แต่ราคาเฉลี่ยของเราอาจสูงกว่าราคา 10.00 บาทที่เห็นบนจอก่อนกด Buy
และยิ่งหุ้นตัวไหน
สภาพคล่องน้อย
Bid-Offer ห่าง
มีหุ้นรอขายแต่ละช่องไม่เยอะ
หรือกำลังมีแรงซื้อแรงขายเข้ามาเร็ว
ราคาที่ได้จริงก็ยิ่งมีโอกาสแตกต่างจากราคาที่เห็น
เพราะตลาดไม่ได้หยุดนิ่งเพื่อรอเรา
ระหว่างที่เราเห็นราคา
ขยับเมาส์
กรอกจำนวนหุ้น
เช็กคำสั่ง
แล้วกด Confirm
คนอื่นในตลาดก็กำลังส่งคำสั่งเหมือนกัน
หุ้นที่ราคาเดิมอาจถูกซื้อไปหมดก่อนคำสั่งของเราจะถึงตลาดแล้วก็ได้
เพราะฉะนั้น เวลามีคนพูดว่า
“หุ้นตัวนี้ตอนนี้ 10 บาท”
จริง ๆ ควรถามต่อว่า
10 บาทคือ Last Price
หรือ 10 บาทคือ Offer Price ที่ยังมีหุ้นรอขายอยู่จริง
สองอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
แล้วถ้าไม่อยากซื้อแพงกว่าที่ตั้งใจไว้ล่ะ?
ตรงนี้ต้องรู้จักอีกคำสั่งหนึ่งคือ Limit Order
สมมติหุ้นล่าสุดอยู่ที่ 10.00 บาท
แต่เราคิดไว้ชัดเจนว่า
“ฉันยอมซื้อสูงสุด 10.05 บาท ถ้าแพงกว่านี้ไม่เอา”
เราสามารถตั้ง Limit Buy ที่ 10.05 บาทได้
ถ้ามีคนยอมขายหุ้นให้เราในราคา 10.05 บาทหรือต่ำกว่า
คำสั่งก็มีโอกาสจับคู่
แต่ถ้าหุ้นวิ่งขึ้นไป 10.10 บาท
และไม่มีใครกลับมาขายที่ 10.05 บาท
เราก็อาจไม่ได้หุ้น
นี่คือข้อแลกเปลี่ยนที่ต้องเข้าใจ
Market Order
เน้นให้คำสั่งมีโอกาสจับคู่เร็ว แต่ไม่ได้รับประกันราคาที่จะได้
Limit Order
ช่วยคุมราคาสูงสุดที่เรายอมซื้อ แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะซื้อสำเร็จ
ไม่มีแบบไหนดีที่สุดในทุกสถานการณ์
มันขึ้นอยู่กับว่า ตอนนั้นเราให้ความสำคัญกับอะไร
อยากได้หุ้นให้เร็ว
หรือ
อยากคุมราคาให้ไม่เกินที่วางแผนไว้
เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ
แต่ถ้าซื้อจำนวนมาก เงินต่างกันไม่เล็กเลย
ลองคิดง่าย ๆ
ซื้อ 100,000 หุ้น
ราคาแตกต่างกันเพียง 0.10 บาท
ต้นทุนต่างกันแล้ว 10,000 บาท
ถ้าต่าง 0.20 บาท
ก็คือ 20,000 บาท
ทั้งที่ตอนมองต่อหุ้น
เราอาจรู้สึกว่า
“ต่างกันแค่สิบสตางค์เอง”
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการลงทุนไม่ได้มีแค่คำถามว่า
“ควรซื้อหุ้นอะไร?”
แต่ยังมีอีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันว่า
“เราจะซื้อหุ้นตัวนั้นอย่างไร?”
ต่อให้เราวิเคราะห์บริษัทมาดีมาก
อ่านงบครบ
ดู Growth
ดู Valuation
รู้ราคาเป้าหมาย
วางแผนมาดีแค่ไหน
ถ้าไม่เข้าใจวิธีส่งคำสั่งซื้อขาย
เราก็อาจได้ต้นทุนที่ต่างจากสิ่งที่คิดไว้โดยไม่รู้ตัว
ก่อนกด Buy ครั้งต่อไป
ลองหยุดดูเพิ่มอีกไม่กี่วินาทีว่า
ราคาที่เห็นคือ Last Price เท่าไร
ฝั่ง Offer มีคนตั้งขายราคาไหนบ้าง
แต่ละราคามีหุ้นรอขายอยู่กี่หุ้น
และที่สำคัญ
เรากำลังจะส่ง Market Order หรือ Limit Order
แค่เข้าใจเรื่องนี้
ครั้งหน้าถ้ากดซื้อแล้วราคาไม่ตรงกับตัวเลขที่เห็นบนหน้าจอ
เราจะไม่ต้องสงสัยทันทีว่า
“ทำไมโบรกเกอร์ซื้อแพงกว่าราคาหุ้น?”
เพราะในความเป็นจริง
ราคาบนหน้าจอคือข้อมูลของสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาด
แต่
ราคาที่เราได้จริง ขึ้นอยู่กับคำสั่งของเรา และคำสั่งที่รออยู่อีกฝั่งในวินาทีที่คำสั่งเข้าไปจับคู่
Investor.gov ของ U.S. SEC อธิบายว่า Market Order ไม่ได้รับประกันราคาที่คำสั่งจะถูกดำเนินการ ส่วน Limit Order สามารถช่วยกำหนดราคาสูงสุดที่เรายอมซื้อ แต่ก็ต้องยอมรับว่าคำสั่งอาจไม่ถูกจับคู่
การเลือกหุ้นจึงเป็นแค่ครึ่งหนึ่งของเรื่อง
อีกครึ่งคือ ต้องรู้ด้วยว่าเรากำลังส่งคำสั่งแบบไหนเข้าไปในตลาด
ใครที่กำลังหาหุ้นเพื่อศึกษาต่อ สามารถใช้ข้อมูลช่วยกรองหุ้นก่อนลงรายละเอียดได้ที่
https://deepscope.com/th
และก่อนซื้อขายจริง อย่าลืมตรวจสอบประเภทคำสั่ง วิธีจับคู่ และเงื่อนไขกับโบรกเกอร์ที่ใช้อยู่ เพราะรายละเอียดของแต่ละตลาดและแต่ละโบรกเกอร์อาจแตกต่างกัน
สาระลงทุน | ตรวจแหล่งข้อมูล 28 ก.ย. 2569
ที่มา:
U.S. Securities and Exchange Commission (SEC) — Investor.gov
Types of Orders
https://www.investor.gov/introduction-investing/investing-basics/how-stock-markets-work/types-orders
25/09/2026
กราฟ Floating Bubble ไม่ว่า period แบบ 1day หรือ 1week หรือ 1month แสดงให้เห็นว่าหุ้นกลุ่ม Software Service ยืนได้แข็งแรงมาสักพักแล้ว🦾
ใครอยากดู chart ล้ำๆหลายรูปแบบแนวนี้ก็ที่นี่เลย แล้วเลือก Floating Bubble✅
https://deepscope.com/th/bubble-map/
หรือ ใครอยากมาจิบชา Earl Grey ร้อนๆกับแอด ก็มาแจมกันได้ครับ
#ลงทุน #หุ้น #หุ้นสหรัฐ #หุ้นสหรัฐอเมริกา #หุ้นสหรัฐ🇱🇷
25/09/2026
ลองนึกภาพว่าเราซื้อกองทุนไว้สามกอง
กองหนึ่งหุ้นสหรัฐฯ กองหนึ่งหุ้นเทค อีกกองตามธีมที่ชอบ มองในแอปก็รู้สึกว่าแบ่งเงินดีแล้ว แต่พอเปิดรายชื่อหุ้นที่แต่ละกองถือ กลับเจอชื่อเดิม ๆ วนอยู่หลายกอง
นี่เป็นตัวอย่างสมมติ แต่เป็นเรื่องที่เช็กได้จริงจากเอกสารกองทุน เราอาจซื้อคนละชื่อกอง โดยที่เงินยังไปกองอยู่กับบริษัทชุดเดิม
Investor.gov ของ SEC สหรัฐฯ จึงแนะนำให้ดูหุ้นหลักที่กองทุนถือ แม้จะมีกองทุนหรือ ETF หลายกอง ก็ไม่ได้หมายความว่ากระจายความเสี่ยงดีแล้ว โดยเฉพาะกองที่เน้นอุตสาหกรรมเดียว
ลองหยิบ Fund Fact Sheet ล่าสุดมาเทียบกัน ดูทั้งชื่อหุ้นและน้ำหนักที่ถือ ถ้าชื่อเดิมกินสัดส่วนใหญ่หลายกอง ลองถามตัวเองว่าเราตั้งใจให้น้ำหนักบริษัทนั้นมากขนาดนี้หรือเปล่า
ไม่จำเป็นต้องรีบขายเพราะเห็นหุ้นซ้ำ แค่รู้ให้ชัดก่อนว่าเงินของเราอยู่ตรงไหน และถ้าธุรกิจกลุ่มนั้นสะดุด พอร์ตจะรับไหวไหม
ถ้าอยากทำความรู้จักหุ้นที่พบในกองทุนต่อ ลองเริ่มศึกษาที่ Deepscope https://deepscope.com/th แล้วอ่านงบและเอกสารของกองทุนประกอบกัน
สาระลงทุน | ตรวจข้อมูล 25 ก.ย. 2569
ที่มา: SEC Investor.gov — Asset Allocation and Diversification (หน้าแหล่งข้อมูลไม่ระบุวันเผยแพร่)
https://www.investor.gov/introduction-investing/getting-started/asset-allocation
25/09/2026
ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปีแตะ 5.19% ทำไมคนถือหุ้นต้องดูด้วย?
Reuters รายงานวันที่ 25 ก.ย. 2569 ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีอยู่ที่ 5.1915% ท่ามกลางแรงขายพันธบัตรและความกังวลเงินเฟ้อ ขณะที่หุ้นเอเชียเคลื่อนไหวต่างทิศกัน
ยีลด์คือผลตอบแทนที่ตลาดเรียกร้องจากการถือพันธบัตร เมื่อราคาพันธบัตรลดลง ยีลด์จะสูงขึ้น และกลายเป็นตัวเลขที่นักลงทุนใช้เทียบกับผลตอบแทนจากสินทรัพย์อื่น
มุมมองต่อหุ้น: ถ้าผลตอบแทนจากพันธบัตรสูงขึ้น นักลงทุนอาจยอมจ่ายแพงให้กำไรในอนาคตน้อยลง หุ้นที่ราคาสะท้อนความหวังเติบโตสูงจึงมีโจทย์เพิ่ม ส่วนบริษัทที่ต้องกู้ใหม่หรือรีไฟแนนซ์ก็อาจเจอต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น
ก่อนตัดสินใจ ลองดู 3 เรื่องควบคู่กัน: กำไรโตจริงแค่ไหน กระแสเงินสดพอใช้หรือไม่ และหนี้ก้อนใหญ่ครบกำหนดเมื่อไร ผลกระทบของยีลด์สูงจึงไม่เท่ากันทุกบริษัท และไม่ได้แปลว่าหุ้นทุกตัวต้องลง
นำคำถามเหล่านี้ไปใช้ประกอบการศึกษาหุ้นต่อที่ Deepscope: https://deepscope.com/th แล้วเทียบกับงบการเงินล่าสุดของบริษัท
ข้อมูลข่าว: 25 ก.ย. 2569 | ส่วนอธิบายผลต่อหุ้นเป็นการวิเคราะห์
ที่มา: Reuters โดย Stella Qiu ผ่าน Investing.com — Asian stocks weather bond storm, oil retreats slightly
https://au.investing.com/news/economy-news/asian-stocks-weather-bond-storm-oil-retreats-slightly-4658203
24/09/2026
ค่าธรรมเนียมต่างกันไม่ถึง 1% ต่อปี ทำไมเงินปลายทางถึงห่างกันมาก?
เวลามองกองทุน เรามักดูผลตอบแทนย้อนหลังเป็นอย่างแรก แต่ต้นทุนที่หักทุกปีก็ควรได้พื้นที่บนหน้าจอเท่ากัน
Investor.gov ของ SEC สหรัฐฯ ยกตัวอย่างเงินลงทุน 100,000 ดอลลาร์ เติบโตปีละ 4% นาน 20 ปี ภายใต้ค่าธรรมเนียมรายปีต่างกัน:
• 0.25% → เหลือประมาณ 208,000 ดอลลาร์
• 1.00% → เหลือประมาณ 179,000 ดอลลาร์
ต่างกันราว 29,000 ดอลลาร์ ทั้งที่เริ่มด้วยเงินเท่ากัน นี่เป็นตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกัน
ก่อนตัดสินใจ ลองเช็กให้ครบว่ามีค่าซื้อขาย ค่าใช้จ่ายรายปี และค่าดูแลบัญชีหรือไม่ แล้วเทียบกับทางเลือกที่ตอบโจทย์เดียวกัน ค่าธรรมเนียมต่ำอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าลงทุนอะไรเหมาะกับเรา
ส่วนการหาข้อมูลหุ้นเพื่อศึกษาต่อ เริ่มได้ที่ Deepscope: https://deepscope.com/th แล้วตรวจต้นทุนจริงจากผู้ให้บริการที่คุณใช้ควบคู่กัน
สาระน่ารู้ | ตรวจแหล่งข้อมูล 24 ก.ย. 2569
ที่มา: SEC Investor.gov — Understanding Fees
https://www.investor.gov/introduction-investing/getting-started/understanding-fees
15/09/2026
หุ้นมีอยู่ 2 แบบที่ทำให้นักลงทุนเจ็บบ่อยมาก
1. บริษัทดีมาก…แต่ซื้อแพงเกินไป
กับ
2. หุ้นดูถูกมาก…แต่ธุรกิจกำลังพัง
และนี่คือเหตุผลที่ผมยังชอบ Logic ของ Magic Formula
ไม่ใช่เพราะมัน “Magic”
แต่เพราะมันบังคับให้เราถาม 2 คำถามก่อนซื้อหุ้น 👇
ธุรกิจดีจริงไหม?
และ
ราคาที่จ่ายถูกพอหรือยัง?
ลองดูเรื่อง “บริษัทดี” ก่อน
สมมติ
บริษัท A ใช้ทุน 100 ล้าน
ทำกำไรจากการดำเนินงาน 20 ล้าน
บริษัท B ใช้ทุน 1,000 ล้าน
ทำกำไร 20 ล้านเท่ากัน
กำไรเท่ากัน
แต่ A ใช้ทุนมีประสิทธิภาพกว่ามหาศาล
นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขอย่าง ROIC / ROC สำคัญ
เพราะมันไม่ได้ถามแค่ว่า
“กำไรเท่าไร?”
แต่มันถามว่า
“ต้องใช้เงินเท่าไร ถึงจะสร้างกำไรนั้นได้?”
ข้อมูล Damodaran เดือน January 2026 ยิ่งเห็นภาพชัด
Return on Capital โดยประมาณ
💼 Business & Consumer Services → 31.06%
🥤 Beverage (Soft) → 29.68%
✈️ Aerospace/Defense → 21.29%
👕 Apparel → 15.78%
🛫 Air Transport → 8.09%
🚗 Auto & Truck → 2.62%
แต่...
บริษัทคุณภาพสูง ก็เป็นการลงทุนที่แย่ได้
ถ้าซื้อแพงเกินไป
สมมติบริษัท ROIC 30%
ธุรกิจดี
Margin ดี
Growth ดี
ตลาดเลยให้ Valuation แพงมาก
จนราคาหุ้นกำลังบอกว่า
“บริษัทนี้ต้องโต 30% ต่อปีไปอีกหลายปี”
แต่สุดท้ายโตจริง 15%
เกิดอะไรขึ้น?
บริษัทอาจยัง
✅ รายได้โต
✅ กำไรโต
✅ ธุรกิจยังดี
แต่
📉 หุ้นลงได้
เพราะสิ่งที่ผิดไม่ใช่ธุรกิจ
แต่คือ “ราคาตอนที่คุณซื้อ”
อีกด้านหนึ่งก็อันตรายเหมือนกัน
เห็นหุ้น P/E 6 เท่า
แล้วคิดว่า
“ถูกมาก Downside คงไม่เยอะแล้ว”
แต่ถ้ากำไรปีหน้าลดครึ่งหนึ่งล่ะ?
P/E บนกำไรใหม่จะกลายเป็นประมาณ 12 เท่าทันที
โดยที่ราคาหุ้นยังไม่ต้องขยับเลย
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Value Trap
หุ้นดูถูก
เพราะตลาดกำลังบอกว่า
“กำไรที่คุณเห็นวันนี้ อาจไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกนาน”
เพราะฉะนั้น
❌ P/E 8 = ถูกเสมอ
❌ P/E 30 = แพงเสมอ
ไม่จริง
Valuation ต้องดูพร้อม
📈 Growth
💰 Margin
♻️ ROIC
💵 Cash Flow
⚠️ Risk
🏦 Debt
บริษัทดีสามารถสมควรมี Multiple สูงกว่าได้
และบริษัทแย่ก็สามารถ “สมควรแล้ว” ที่ต้องซื้อขายถูกมาก
นี่คือเหตุผลที่ Magic Formula เหมาะเป็น
“เครื่องคัด” มากกว่า “เครื่องซื้อ”
สมมติมีหุ้น 500 ตัว
คุณไม่มีทางอ่านงบทุกบริษัทละเอียดเท่ากัน
ให้ Quant Screening ช่วยลด Universe
500
↓
100
↓
30
↓
10
จากนั้นค่อยทำงานของมนุษย์
📑 อ่านงบ
💵 เช็ก Cash Flow
🏦 เช็ก Debt
🏭 เข้าใจ Business
⚠️ ดู Risk
📈 ประเมิน Growth
💰 ดู Valuation
สิ่งที่ไม่ควรทำคือ
Magic Formula Rank #1
→ BUY
เพราะตัวเลขอดีตอาจหลอกเราได้
EBIT อาจอยู่ Peak Cycle
ROIC อาจสูงเพราะปีนี้ผิดปกติ
คู่แข่งใหม่อาจกำลังเข้ามา
บริษัทอาจมีคดี
หรือธุรกิจกำลังโดน Disruption
Ratio ไม่รู้ทุกอย่าง
แต่ต่อให้คุณไม่ใช้ Magic Formula แบบเป๊ะ
แค่จำ 2 คำถามนี้ไว้ก็มีประโยชน์มาก
1️⃣ บริษัทนี้สร้างผลตอบแทนจากทุนได้ดีแค่ไหน?
2️⃣ ราคาที่ฉันกำลังจ่าย แพงไปหรือยัง?
เพราะนักลงทุนไม่ได้แพ้แค่ตอนซื้อ
“บริษัทแย่”
เรายังแพ้ได้จากการซื้อ
“บริษัทดี ในราคาที่แพงเกินไป”
และนี่คือเหตุผลที่
Quality อย่างเดียวไม่พอ
Value อย่างเดียวก็ไม่พอ
ต้องดูพร้อมกัน
ถ้าจะใช้ Magic Formula แบบมีเหตุผล ลองใช้ Workflow นี้
Magic Formula / Filter
→ Compare
→ อ่านงบ
→ Cash Flow
→ Risk
→ Growth
→ Valuation
→ ตัดสินใจ
ไม่ใช่
Rank สูง → ซื้อ
Deepscope มีฟีเจอร์ Magic Formula รวมกับ Filter, Compare, Backtest, Opportunity – Quality และ Opportunity – Timing สำหรับใช้ช่วยคัดหุ้นก่อนทำ Research ต่อ
👉 https://deepscope.com/th/magic-formula/
จำไว้สั้น ๆ
📌 หุ้นถูกไม่ได้แปลว่าดีลดี
📌 บริษัทดีไม่ได้แปลว่าซื้อราคาไหนก็ได้
📌 การลงทุนที่ดีต้องมีทั้ง “คุณภาพ” และ “ราคาที่สมเหตุสมผล”
ข้อมูลประกอบ: Aswath Damodaran, January 2026 และ Deepscope User Manual
เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
K. C. C. Building, Silom Soi 9, Bangrak
Bangkok
10500
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 17:00 |
| อังคาร | 09:00 - 17:00 |
| พุธ | 09:00 - 17:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 17:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 17:00 |