ITGDstudio

ITGDstudio

แชร์

We provide professional services for full length of Landscape Design, Green Design, Urban Planing from Conceptual stage through the completion stage.

Photos from ITGDstudio's post 17/02/2026

อะไรคือ Nature-based Solutions? สำคัญอย่างไรและทำไมผู้ออกแบบรุ่นใหม่ต้องเข้าใจ
ในยุคที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis) ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน และยากเกินกว่าที่มนุษย์คนใดคนหนึ่ง ประเทศใดประเทศหนึ่งจะรับมือได้ตามลำพัง วิกฤตสภาพภูมิอากาศกลายเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทางโลก กระบวนการออกแบบไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่ความสวยงามหรือประโยชน์ใช้สอยอีกต่อไป แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้าง "ความยืดหยุ่น" (Resilience) ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม แนวคิด Nature-based Solutions (NbS) จึงก้าวเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักออกแบบในทุกสาขาจำเป็นต้องทำความเข้าใจและนำมาบูรณาการในงานออกแบบอย่างจริงจัง
ที่มาของ Nature-based Solutions (NbS) หรือ "การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน" คือกลยุทธ์ในการปกป้อง บริหารจัดการ และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายทางสังคม (Social Challenges) เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางน้ำ และภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งมนุษย์และระบบนิเวศไปพร้อมกัน
คำว่า Nbs ถูกนำเสนอครั้งแรกโดย ธนาคารโลก (World Bank) นำคำนี้มาใช้ในปี 2008
ในรายงานที่ชื่อว่า " Biodiversity, Climate Change, and Adaptation: Nature-Based Solutions from the World Bank Portfolio" ในรายงานฉบับนี้ World Bank พยายามเน้นย้ำว่าการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation) และการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเน้นย้ำว่าการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพคือทางออกของปัญหาโลกร้อน
ต่อมา IUCN (International Union for Conservation of Nature) ได้นำหลักการมาผลักดันเข้าสู่เวทีการประชุมระดับโลกเช่น COP โดยเริ่มมีการพูดถึงอย่างจริงจังในการประชุม UNFCCC COP15 ที่เดนมาร์กในปี 2009 นำไปสู่การขยายผลและสร้างเป็นมาตรฐานโลกในปี 2016 เพื่อเปลี่ยนวิธีคิดจากการใช้ "วิศวกรรมสีเทา" (Grey Infrastructure) เช่น กำแพงโครงสร้างคอนกรีต หรือเครื่องจักรงานระบบต่างๆ มาเป็น "โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว" (Green Infrastructure) ที่มีชีวิตและเติบโตได้ตามธรรมชาติ
ทำไมผู้ออกแบบต้องเข้าใจ NbS?
ในงานสถาปัตยกรรม NbS จะเปลี่ยนจากการมอง "ต้นไม้เป็นส่วนตกแต่ง" มาเป็น "ต้นไม้และระบบนิเวศเป็นส่วนหนึ่งของฟังก์ชันอาคาร" การเข้าใจ NbS ช่วยให้นักออกแบบก้าวข้ามขีดจำกัดจากการเป็นเพียง "ผู้สร้างความงาม" ไปสู่ "ผู้วางระบบนิเวศ" ด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ:
1.ประสิทธิภาพในการปรับตัว (Adaptation): ธรรมชาติมีกลไกในการรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่าสิ่งก่อสร้างที่แข็งตัว เช่น การระบายน้ำหรือการลดความร้อน
2.ความคุ้มค่าในระยะยาว (Cost-effectiveness): การใช้ระบบธรรมชาติมักมีค่าบำรุงรักษาต่ำกว่าและมีอายุการใช้งานที่ยั่งยืนกว่าหากได้รับการบริหารจัดการที่ถูกต้อง
3.มูลค่าเพิ่มทางสังคม (Co-benefits): งานออกแบบที่ใช้ NbS นอกจากจะแก้ปัญหาเชิงเทคนิคแล้ว ยังช่วยส่งเสริมสุขภาวะทางจิต (Mental Well-being) และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่
การประยุกต์ใช้ NbS ในมิติต่างๆ ของงานออกแบบสภาพแวดล้อม
การวางผังเมือง และภูมิสถาปัตยกรรม (Urban Planning&Landscape Architecture)
ในระดับเมือง นักวางผังและภูมิสถาปนิกสามารถใช้หลักการของ NbS เป็นระบบป้องกันและฟื้นฟูระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการสภาพแวดล้อมของเมือง (Urban Scale)
ตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเช่น เมืองฟองน้ำ (Sponge City) การออกแบบพื้นที่รับน้ำและทางเท้าที่น้ำซึมผ่านได้เพื่อลดน้ำท่วมขังการออกแบบทางเท้า พื้นที่จอดรถ และสวนสาธารณะให้ทำหน้าที่ซับน้ำฝน (Permeable surfaces) เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน (เช่น สวนเบญจกิติ ในกรุงเทพฯ ที่ใช้พื้นที่ชุ่มน้ำประดิษฐ์ในการบำบัดน้ำและรับน้ำหลาก)
•Constructed Wetlands: การสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำประดิษฐ์ในโครงการเพื่อบำบัดน้ำเสียด้วยรากพืชและจุลินทรีย์ก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
•Ecological Corridors: การออกแบบพื้นที่สีเขียวให้เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่าย เพื่อให้สัตว์และแมลงสามารถเคลื่อนที่ได้ ช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในเมือง

สถาปัตยกรรม (Architecture): การบูรณาการอาคารกับระบบนิเวศ
สถาปนิกสามารถใช้หลักการของ NbS เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของอาคารและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เป็นการบูรณาการธรรมชาติให้เข้ากับตัวอาคาร (Building Scale)

•External Shading & Living Envelopes การใช้เปลือกอาคารที่มีพืชพรรณเพื่อลดค่าความร้อน (OTTV) และการออกแบบช่องลมธรรมชาติเพื่อลดการใช้เครื่องปรับอากาศ (เช่น อาคารสำนักงานที่กักเก็บน้ำฝนไว้บนหลังคาเพื่อช่วยลดอุณหภูมิอาคาร)
•Green Roofs & Green Walls: การใช้หลังคาและผนังสีเขียวเพื่อลดความร้อนเข้าสู่อาคาร (Passive Cooling) ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานได้มหาศาล และช่วยลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน (Urban Heat Island)
•Bio-based Materials: การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เกิดจากธรรมชาติและสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ เช่น ไม้ (CLT), วัสดุจากเส้นใยเห็ดรา (Mycelium), หรือดินอัด (Rammed Earth)
•Natural Ventilation & Daylight: การออกแบบรูปทรงอาคารให้สอดคล้องกับทิศทางลมและแสงธรรมชาติ เพื่อลดการพึ่งพาเครื่องปรับอากาศและไฟฟ้า

สถาปัตยกรรมภายใน (Interior Architecture): สุขภาวะและสภาพแวดล้อมในอาคาร
สำหรับพื้นที่ใช้งานภายในอาคาร แนวคิดของNbS มุ่งเน้นไปที่คุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน และความสัมพันธ์ระหว่าง "คน" กับ "สภาวะแวดล้อมภายในอาคาร" (Human Scale)
ตัวอย่างการนำหลัก Nbs ไปประยุกซ์ใช้
Biophilic Design & Phytoremediation การจัดวางพื้นที่สีเขียวภายในที่ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่นำองค์ประกอบของธรรมชาติเข้ามาในพื้นที่ปิด ไม่ใช่แค่ต้นไม้ แต่รวมถึงเสียงน้ำไหล พื้นผิววัสดุธรรมชาติ และการสร้างมุมมองที่เชื่อมต่อกับภายนอก เพื่อลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

Daylight/ Indoor Light การใช้แสงธรรมชาติเพื่อปรับวงจรการนอนหลับ (Circadian Rhythm) ของ มนุษย์ให้สมดุล
•Indoor Air Quality (IAQ): การใช้พืชที่ช่วยฟอกอากาศ (Phytoremediation) หรือระบบผนังพืชภายในที่ทำงานร่วมกับระบบระบายอากาศเพื่อกรองฝุ่น PM2.5 และสาร VOCs
•Circular Materials: การเลือกเฟอร์นิเจอร์และวัสดุปิดผิวที่ทำจากวัสดุชีวภาพ (Bio-composite) ที่ย่อยสลายได้หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยไม่สร้างมลพิษ
ในปัจจุบัน NbS ไม่ใช้ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิดทางเลือก แต่ถูกนำไปบรรจุอยู่ในข้อกำหนดต่างๆของ มาตรฐานอาคารระดับโลก ซึ่งช่วยยืนยันประสิทธิภาพของงานออกแบบผ่านตัวชี้วัดที่ชัดเจน มาตรฐานต่างๆเช่น
•SITES (The Sustainable SITES Initiative): เป็นมาตรฐานที่ให้ความสำคัญกับ NbS มากที่สุด โดยเน้นการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่ส่งเสริม "บริการทางระบบนิเวศ" (Ecosystem Services) เช่น การฟื้นฟูดิน การจัดการน้ำฝนในพื้นที่ และการคัดเลือกพืชพื้นถิ่นเพื่อสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยให้สิ่งมีชีวิต
•LEED (Leadership in Energy and Environmental Design): NbS ตอบโจทย์ในหมวด Sustainable Sites (SS) เพื่อลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน (Heat Island Reduction) และหมวด Water Efficiency (WE) ผ่านการใช้ระบบหมุนเวียนน้ำธรรมชาติ (Low Impact Development - LID)
•WELL Building Standard: มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบต่อมนุษย์ โดย NbS เป็นหัวใจของหมวด Mind (Biophilia) และ Air ซึ่งระบุว่าการเชื่อมต่อกับธรรมชาติช่วยลดระดับ Cortisol (ฮอร์โมนความเครียด) และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญ

บทสรุป: จากความงาม สู่คุณค่าที่วัดผลได้ในระยะยาว
หัวใจสำคัญของการคิดแบบ NbS คือการเปลี่ยนมุมมองจากการมอง "ภาพลักษณ์" (Aesthetics) ไปสู่การมอง "ความยั่งยืนเชิงระบบ" (Systems Thinking) ซึ่งมีลักษณะเด่นดังนี้:
การคิดแบบ Long-term (Life Cycle Perspective): งานออกแบบ NbS ยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ ระบบนิเวศจะยิ่งแข็งแรงและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ต่างจากวัสดุสังเคราะห์ที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา
ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ (Measurable Impacts): ในระดับผังเมือง NbS สามารถวัดผลเป็นตัวเลขได้ เช่น:
oอุณหภูมิ: ลดอุณหภูมิผิวสัมผัสและอากาศได้กี่องศาเซลเซียส
oน้ำ: ลดปริมาณน้ำไหลบ่า (Runoff volume) ได้กี่ลูกบาศก์เมตร
oคาร์บอน: กักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้กี่ตันต่อปี
การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Value): การลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การลดงบประมาณการซ่อมแซมจากภัยน้ำท่วม และการเพิ่มมูลค่าที่ดินผ่านพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพ

หัวใจสำคัญที่ผู้ออกแบบต้องตระหนักคือ NbS ไม่ใช่การตกแต่งด้วยต้นไม้ (Landscaping) แต่คือการออกแบบ "ฟังก์ชัน" ของธรรมชาติให้ทำงานร่วมกับมนุษย์ นักออกแบบที่เข้าใจ NbS จะสามารถสร้างผลงานที่มีคุณค่ามากกว่าแค่การตอบโจทย์ลูกค้า แต่เป็นการตอบโจทย์โลกและสังคมในระยะยาว

Photos from ITGDstudio's post 14/01/2026

Project : Milin Condo, Rayong
Owner : Milin Realestate Company Limited
Landscape Architect : ITGD studio
Architect : A+CON Architect co.,ltd
Interior : A+CON Architect co.,ltd
Contact : 085-129-3793
Website : www.itgdstudio.com

มิลิน คอนโดมิเนียม จังหวัดระยอง (MILIN Condominium Rayong)

แนวคิดหลักในการออกแบบภูมิทัศน์ของโครงการมิลิน คือการสร้าง "The Urban Pulse: A Harmony of Modern Living and Coastal Nature" หรือจังหวะชีวิตเมืองที่สอดประสานกับธรรมชาติชายฝั่งอย่างลงตัว โดยนำเอาเส้นสายที่เรียบง่ายและทันสมัยจากตัวอาคาร (Modern Box Rhythm) มาถ่ายทอดสู่พื้นที่ภายนอก เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพักผ่อนและการใช้งานจริง โดยผ่าน4แนวคิดหลัก

1. การจัดวางผังเชิงกลยุทธ์ (Strategic Spatial Planning: The Green Heart) หัวใจสำคัญคือการวางอาคารล้อมรอบพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อสร้าง "Central Oasis" ที่ส่งผลดีต่อผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ:

Panoramic Views: ทุกยูนิตพักอาศัยจะได้รับทัศนียภาพพื้นที่สีเขียวและสระว่ายน้ำอย่างเต็มตา ช่วยลดความอึดอัดของชีวิตในเมือง

Pedestrian-First Experience: ออกแบบเส้นทางสัญจรให้ลูกบ้านต้องเดินผ่านพื้นที่สีเขียวในทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเข้า-ออกอาคาร หรือการเดินไปที่จอดรถ เพื่อลดทอนความเครียดและเพิ่มความสดชื่นก่อนเริ่มงานหรือกลับเข้าห้องพัก

Social Interaction Pockets: แทรกพื้นที่นั่งพักผ่อน (Seating Pockets) ไว้ตามจุดต่าง ๆ ในสวน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพบปะพูดคุย และสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีในสังคมลูกบ้าน

2. พื้นที่กิจกรรมเพื่อสุขภาวะ (Active & Passive Well-being)
การออกแบบพื้นที่ที่เชื่อมต่อฟังก์ชันการใช้งานภายในและภายนอกเข้าด้วยกัน (Seamless Connection):

The Active Loop: เส้นทาง Jogging Track ที่โอบล้อมสวนส่วนกลาง ออกแบบให้มีร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ตลอดทั้งวันเพื่อให้ใช้งานได้จริงในทุกช่วงเวลา พร้อมใช้ระบบพื้นยาง EPDM เพื่อรองรับแรงกระแทก ลดการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย

25-Meter Lap Pool: สระว่ายน้ำระบบเกลือขนาดมาตรฐานที่กึ่งกลางโครงการ รองรับทั้งการออกกำลังกายจริงจังและการพักผ่อนริมน้ำ

Integrated Lifestyle: พื้นที่สีเขียวเชื่อมต่อโดยตรงกับ Clubhouse, Gym และ Co-working Space ทำให้การทำงานหรือการออกกำลังกายในร่มได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติภายนอก

3. นิเวศวิทยาที่ยั่งยืนและบริบทพื้นที่ (Sustainable Coastal Ecology)
เลือกใช้องค์ประกอบทางธรรมชาติที่สอดคล้องกับสภาพอากาศของจังหวัดระยอง เพื่อความสวยงามที่ยั่งยืน:

Native & Coastal Plant Palette: คัดสรรพรรณไม้พื้นถิ่นหรือไม้ชายทะเลที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศ ทนแดดจัด และดูแลรักษาง่าย (Low Maintenance)

Air-Purifying Forest: เน้นการปลูกไม้ใบที่ช่วยฟอกอากาศ (Air-purifying trees) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์ ทำหน้าที่เป็น "ปอด" ให้กับโครงการตามแนวคิดสถาปัตยกรรม

Biophilic Design: การจัดสวนแบบลำดับชั้น (Tiered Planting) เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของใบไม้ ช่วยลดอุณหภูมิโดยรอบอาคารและสร้างความเป็นส่วนตัว

4. การบริหารจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อม (Eco-Conscious Infrastructure)
ใส่ใจในรายละเอียดเชิงวิศวกรรมที่ผสานเข้ากับงานภูมิสถาปัตยกรรม:

Permeable Surfaces: พื้นที่จอดรถใช้วัสดุบล็อกคอนกรีตช่องหญ้าหรือวัสดุที่น้ำซึมผ่านได้ (Permeable Blocks) เพื่อลดการสะสมความร้อนและช่วยให้ระบายน้ำลงสู่ดินได้ดี

Water Detention Area: ออกแบบพื้นที่สวนบางส่วนให้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่หน่วงน้ำ (Detention Area) ในกรณีที่มีฝนตกหนัก เพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำภายในโครงการก่อนระบายออกสู่พื้นที่สาธารณะ ลดปัญหาการท่วมขังและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม

Landscape Design Concept, MILIN Condominium Rayong

The core landscape design philosophy for MILIN Condominium is centered around "The Urban Pulse: A Harmony of Modern Living and Coastal Nature." It translates the clean, rhythmic lines of the modern architectural boxes (Modern Box Rhythm) into the outdoor environment, creating a perfect equilibrium between urban functionality and serene relaxation. The 4 main ideas are

1. Strategic Spatial Planning: The Green Heart
The master plan adopts a courtyard-centric layout, positioning the buildings around a "Central Oasis" to enhance the residents' quality of life:

Panoramic Views: Every residential unit is designed to overlook the lush greenery and the central pool, providing a visual escape from the urban density.

Pedestrian-First Experience: The circulation paths are intentionally routed through the green spaces. Whether arriving home or heading to the parking area, residents interact with nature, reducing daily stress and fostering a sense of refreshment.

Social Interaction Pockets: Seating "pockets" are strategically tucked within the gardens to encourage spontaneous social encounters and build a strong sense of community.

2. Active & Passive Well-being
The landscape functions as a seamless extension of the interior amenities, promoting a healthy lifestyle:

The Active Loop: A shaded Jogging Track circles the central garden, protected by a dense canopy of large trees for all-day usability. The track features EPDM rubber flooring to provide superior shock absorption and minimize exercise-related injuries.

25-Meter Lap Pool: A standard salt-system lap pool serves as the centerpiece, catering to both serious swimmers and those looking for aquatic relaxation.

Integrated Lifestyle: The green space directly connects with the Clubhouse, Gym, and Co-working Space, allowing indoor activities to be inspired by the surrounding natural beauty.

3. Sustainable Coastal Ecology
Landscape elements are curated to harmonize with Rayong's specific coastal climate for long-term sustainability:

Native & Coastal Plant Palette: Selection of indigenous and coastal plant species that are highly resilient to intense sunlight and salty air, ensuring they remain vibrant with low maintenance.

Air-Purifying Forest: A focus on air-purifying foliage creates a natural "lung" for the project, aligning with the architectural intent of providing a healthy living environment.

Biophilic Design: Tiered planting strategies are used to increase foliage density, which naturally lowers the surrounding temperature and provides an additional layer of privacy for ground-floor units.

4. Eco-Conscious Infrastructure
Sustainable engineering is integrated into the aesthetic landscape design:

Permeable Surfaces: Parking areas utilize permeable concrete blocks to reduce heat island effects and allow rainwater to naturally infiltrate the soil.

Water Detention Area: Specific garden zones are designed to function as water detention areas during heavy rainfall, managing runoff within the site before it is gradually released into the public system, thus preventing localized flooding.

18/12/2025
Photos from ITGDstudio's post 18/12/2025

สวนดาดฟ้าเพื่อสุขภาวะ (Work-Life Harmony Rooftop Garden)

Project : Ajinomoto Roofgarden
Location : Sriayudhya road, Bangkok, Thailand
Landscape Architect : ITGD studio
Contractor : 19th Landscape
Contact : +6685-129-3793
Website : Itgdstudio.com


1. ภาพรวมโครงการ (Project Overview)
โครงการนี้คือการเปลี่ยนสภาพดาดฟ้าอาคารสำนักงานเก่าที่เคยถูกปล่อยร้าง ให้กลายเป็น "พื้นที่สีเขียวเชิงสร้างสรรค์" สำหรับพนักงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตในที่ทำงานผ่านการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน

2. แนวคิดการออกแบบ (Design Concept)
ภายใต้แนวคิด "Work-Life Harmony" การออกแบบไม่ได้มองว่างานและการใช้ชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องแยกออกจากกัน แต่คือการผสานรวมกันอย่างลงตัว พื้นที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อลดความตึงเครียดจากการทำงาน เพิ่มพูนความคิดสร้างสรรค์ และส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Interaction) ในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ

3. การจัดสรรพื้นที่ใช้สอย (Spatial Programming)
การออกแบบแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ:
พื้นที่อเนกประสงค์และจุดนัดพบทางสังคม (Multi-Purpose & Social Hub): ออกแบบมาเพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การออกกำลังกายยามเช้า พื้นที่ทำงานแบบเปิดโล่ง (Outdoor Co-working) ไปจนถึงการจัดงานเทศกาลขององค์กร โดยเน้นการสร้าง "Social Hub" หรือพื้นที่พบปะสังสรรค์แบบไม่เป็นทางการ เพื่อกระตุ้นการแลกเปลี่ยนไอเดียและสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงานหลากแผนก
พื้นที่สวนนิเวศและโซนทดลอง (Green Sanctuary & Outdoor Experimental Area): ประกอบด้วยสนามหญ้าเปิดโล่งและกะบะปลูกต้นไม้ที่แทรกสอดด้วยลู่วิ่ง นอกจากนี้ยังจัดให้มี "พื้นที่ทดลองภายนอกอาคาร (Outdoor Experimental Area)" เช่น แปลงปลูกผักออร์แกนิกและพื้นที่ทดลองนวัตกรรมสีเขียว เพื่อให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ (Live Laboratory) และสัมผัสประสบการณ์การทำเกษตรในเมืองด้วยตนเอง

4. ความยั่งยืนและธรรมชาติวิทยา (Sustainability & Urban Biodiversity)
การออกแบบให้ความสำคัญกับระบบนิเวศเมือง โดยเลือกใช้พืชพรรณที่เป็นแหล่งอาหารของนกและแมลง (Pollinator-friendly plants) และงดการใช้สารเคมีโดยเด็ดขาด เพื่อสร้างสมดุลทางธรรมชาติและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีอย่างแท้จริงให้กับผู้ใช้งาน

5. นวัตกรรมการก่อสร้างและข้อจำกัดทางเทคนิค (Technical Solutions & Constraints)
เพื่อให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างของอาคารเก่า ทั้งในเรื่องการรับน้ำหนัก (Load-bearing capacity) การระบายน้ำ และความยากลำบากในการขนส่งวัสดุ โครงการจึงเลือกใช้ "ระบบพื้นปรับระดับ (Raised Floor System)" ซึ่งช่วยลดน้ำหนักบรรทุกคงที่ (Dead Load) จัดการระบบระบายน้ำและงานระบบท่อได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่กระทบต่อโครงสร้างเดิม

1. Project Overview
This project involves the adaptive reuse of an underutilized office rooftop, transforming it into a "Creative Green Space" for employees and stakeholders. The primary objective is to enhance workplace well-being through sustainable and functional landscape architectural design.

2. Design Concept: Work-Life Harmony
Guided by the concept of "Work-Life Harmony," the design transcends the traditional boundary between professional and personal life. The space is crafted to alleviate workplace stress, spark creativity, and foster social interaction within a serene, natural environment.

3. Spatial Programming
The design is strategically divided into two interconnected zones:
Multi-Purpose & Social Hub: Designed as a versatile anchor for various activities, from morning wellness routines to outdoor co-working and corporate events. The space functions as a "Social Hub," encouraging informal gatherings and inter-departmental collaboration to spark innovation and strengthen workplace culture.
Green Sanctuary & Outdoor Experimental Area: Featuring open lawns and curated planters integrated with a jogging track. A dedicated "Outdoor Experimental Area"—including organic vegetable plots—serves as a live laboratory. This zone invites employees to engage in hands-on learning, experimenting with urban farming and green innovations firsthand.

4. Sustainability & Urban Biodiversity
The design prioritizes urban biodiversity by selecting plant species that serve as habitats and food sources for birds and insects (pollinator-friendly plants). By strictly adhering to chemical-free maintenance, the project fosters a balanced ecosystem that promotes the genuine long-term health and well-being of all occupants.

5. Technical Solutions & Constraints
To address the structural constraints of the existing building—including load-bearing limits, complex drainage, and logistical challenges—the project utilizes an innovative "Raised Floor System." This solution effectively reduces dead loads, streamlines drainage management, and conceals MEP (Mechanical, Electrical, and Plumbing) services without compromising the integrity of the original structure.

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง วาณิชย์ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00