the SPACE

the SPACE

แชร์

จุดประเด็นการสื่อสาร เพื่อสร้างการรับรู้และเปิดพี้นที่แลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์

"the SPACE” คือแพลตฟอร์มสื่อสาธารณะรูปแบบใหม่ในประเทศไทยที่มุ่งเน้นบทบาทของ Knowledge Brokers โดยจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเจ้าขององค์ความรู้ (Knowledge Owners) และสังคม โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญได้แสดงออก ถ่ายทอด และขยายผลความรู้ที่มีคุณค่าออกสู่สาธารณะอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์

ในระยะเริ่มต้น The SPACE จะมุ่งเน้นการสื่อสารเชิงรุก เพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง โดยบทบาทสำคัญของเราคือการเป็น “ผู้จุดประเด็น” ที่นำเสนอเรื่องราวและแนวคิดใหม่ ๆ ผ่านเนื้อหาที่มีความหลากหลาย ตอบสนองต่อความสนใจของกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขวาง ตั้งแต่ประเด็นสังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี สุขภาพ ไปจนถึงประเด็นเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

เราเชื่อว่า The SPACE จะเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนที่มีชีวิตชีวา ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ และเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการนำความคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาสู่สังคมไทย

16/09/2026

First Jobber Listening Forum | Series 3 : 365 วันแรกของชีวิตการทำงาน

💼 จำวันแรกที่ตัวเองเริ่มทำงานได้ไหม?

จากวันที่เราเคยเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา
มาถึงวันที่ต้องมีโต๊ะทำงาน งานที่ต้องรับผิดชอบ หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน เงินเดือน ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่าย และชีวิตประจำวันที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

บางคนพบว่าโลกการทำงาน ดีกว่าที่เคยกลัว
บางคนกลับพบว่า ของจริงยากกว่าที่เคยคิด

บางคนมีหัวหน้าที่คอยสอน
บางคนต้องเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง

บางคนเริ่มมองเห็นเส้นทางเติบโต
บางคนเพิ่งทำงานไม่กี่เดือนก็เริ่มตั้งคำถามว่า

“เราจะทำแบบนี้ต่อไปไหวไหม?”

🌱 การได้ “งานแรก” จึงอาจไม่ใช่เส้นชัยของการเปลี่ยนผ่านจากการศึกษาเข้าสู่โลกการทำงาน

เพราะสิ่งสำคัญไม่แพ้การ “ได้งาน” คือ
เมื่อเข้าไปแล้ว เราสามารถตั้งหลัก เติบโต และมีชีวิตการทำงานที่ดีได้หรือไม่

theSPACE จึงอยากชวนคนที่กำลังอยู่ใน 365 วันแรกของชีวิตการทำงาน มานั่งคุยกันใน

First Jobber Listening Forum | Series 3
“365 วันแรกของชีวิตการทำงาน”

เราอยากฟังประสบการณ์จริงว่า

🧩 ก่อนเริ่มงานกับของจริงต่างกันแค่ไหน
🧑‍💼 หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานส่งผลต่อการเริ่มต้นของเราอย่างไร
🏢 วัฒนธรรมองค์กรช่วยให้เราเติบโต หรือทำให้เราอยากถอย
💰 รายได้ ค่าครองชีพ การเดินทาง และการเงินเปลี่ยนชีวิตอย่างไร
🧠 งานส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจแบบไหน
📚 มีใครคอยสอนหรือมีระบบช่วยให้เราเรียนรู้หรือไม่
🛟 และหากออกแบบระบบสำหรับคนเริ่มงานใหม่ได้ เราอยากให้มีอะไรช่วย “พยุง” ชีวิตในปีแรกบ้าง

🗣️ ก่อนจะออกแบบระบบสำหรับ First Jobber เราอยากฟังจากคนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในระบบนั้นจริง ๆ

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ theSPACE กำลังร่วมสนับสนุนการพัฒนาประเด็นสำหรับงานรสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ของ สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ โดย the SPACE ร่วมทำงานในฐานะหนึ่งในคณะทำงานพัฒนาประเด็น “การพัฒนาระบบนิเวศที่ส่งเสริมสุขภาวะของกลุ่มเริ่มต้นทำงานใหม่ (First Jobber)” ซึ่งกำลังพัฒนาไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะ

และเมื่อสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 กำลังใกล้เข้ามา เสียงจากคนที่เพิ่งเริ่มทำงานจริง จึงยังมีคุณค่าอย่างมากต่อการช่วยให้เราเห็นว่า “การได้งาน” เพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่

เพราะหลังจากได้งานแล้ว ยังมีชีวิตอีกมากที่ต้องเกิดขึ้นใน 365 วันแรก ทั้งการเรียนรู้งาน การปรับตัวกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน วัฒนธรรมองค์กร รายได้ ค่าใช้จ่าย สิทธิและสวัสดิการ สุขภาพกาย สุขภาพใจ ไปจนถึงคำถามว่า “เราจะตั้งหลักกับชีวิตแบบนี้ได้หรือเปล่า?”

ประสบการณ์ของคุณจะช่วยให้เราเห็นว่า อะไรในระบบรอบตัวกำลังช่วยพยุงคนเริ่มงานใหม่ และตรงไหนยังเป็นช่องว่างที่ควรได้รับการออกแบบใหม่ โดยเสียงจากวงสนทนานี้จะถูกนำไปสังเคราะห์เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับ First Jobber ต่อไป

“ก่อนข้อเสนอเชิงนโยบายจะพูดถึงชีวิตของ First Jobber เราอยากให้ First Jobber ได้เป็นคนเล่าชีวิตของตัวเองก่อน”

🙋‍♀️🙋‍♂️ เปิดรับเพียง 10 คน

สำหรับผู้ที่
💼 กำลังทำงานเพื่อหารายได้เป็นครั้งแรก
📆 เริ่มทำงานมาแล้ว ไม่เกิน 1 ปี

ไม่ว่าคุณจะเป็น
พนักงานประจำ / ลูกจ้าง / งานนอกระบบ / อาชีพอิสระ / Freelance
เราอยากฟังประสบการณ์ของคุณ

📅 วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569
⏰ 13.00–16.00 น.
📍 Café Amazon Experience (BTS อารีย์)

เพราะ “งานแรก” อาจเป็นเพียงงานหนึ่งในชีวิต
แต่สิ่งที่เราได้รับ — หรือไม่ได้รับ — ในช่วงเริ่มต้น
อาจส่งผลต่อความมั่นใจ สุขภาวะ เส้นทางอาชีพ และคุณภาพชีวิตของเราไปอีกนาน

📲 สนใจเข้าร่วม ติดต่อลงชื่อได้ที่คุณบิว : 092-367-2969

มาช่วยกันตอบคำถามว่า

เราจะสร้างระบบนิเวศแบบไหน
ให้คนที่เพิ่งเริ่มทำงาน “ตั้งหลักได้ เติบโตได้ และมีสุขภาวะ”

#365วันแรกของชีวิตการทำงาน

16/09/2026

First Jobber Listening Forum | Series 2 : ระหว่างทางสู่งานแรก

🎓 เรียนจบแล้ว…แต่ “งานแรก” ยังมาไม่ถึง

ช่วงเวลาหลังเรียนจบควรจะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตบทใหม่ แต่สำหรับหลายคน มันอาจกลายเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“จะเริ่มหางานจากตรงไหนดี?”
“สิ่งที่เรียนมาเพียงพอไหม?”
“ทำไมสมัครไปหลายที่แล้วยังไม่ได้งาน?”
“ควรเรียนอะไรเพิ่ม หรือควรเปลี่ยนสาย?”
“งานที่มีอยู่ ตรงกับชีวิตที่เราอยากเริ่มต้นจริงหรือเปล่า?”

และเมื่อวันเวลาผ่านไป การ “ยังไม่มีงาน” ก็ไม่ได้กระทบเฉพาะเรื่องรายได้ แต่อาจหมายถึงความกดดันจากครอบครัว ความไม่มั่นใจในตัวเอง ค่าใช้จ่ายที่ยังเดินต่อทุกวัน รวมถึงความกังวลว่าอนาคตของเราจะไปทางไหน

🔎 theSPACE จึงอยากชวนคนที่กำลังอยู่ในช่วงชีวิตนี้มานั่งคุยกัน

ในกิจกรรม
First Jobber Listening Forum | Series 2
“ระหว่างทางสู่งานแรก”

พื้นที่เล็ก ๆ ที่เราไม่ได้อยากถามเพียงว่า
“ทำไมคุณยังไม่ได้งาน?”

แต่อยากฟังให้ลึกกว่านั้นว่า

ระหว่างวันที่เรียนจบกับวันที่จะได้เริ่มงานแรก
คุณต้องเผชิญอะไรบ้าง?

อะไรคืออุปสรรคที่มาจากตัวเรา
อะไรคือช่องว่างของระบบ
อะไรช่วยให้การหางานง่ายขึ้น
และอะไรคือสิ่งที่ “ควรมี” เพื่อไม่ให้คนที่กำลังเริ่มต้นชีวิตการทำงานต้องเดินผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เพียงลำพัง

🗣️ เพราะเสียงของคุณ ยังมีความหมายต่อการพัฒนานโยบาย

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ theSPACE กำลังร่วมสนับสนุนการพัฒนาประเด็นสำหรับงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ของ สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ โดย the SPACE ร่วมทำงานในฐานะหนึ่งในคณะทำงานพัฒนาประเด็น “การพัฒนาระบบนิเวศที่ส่งเสริมสุขภาวะของกลุ่มเริ่มต้นทำงานใหม่ (First Jobber)” ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังพัฒนาไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะ

งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 กำลังใกล้เข้ามาแล้ว และในช่วงเวลานี้ เรายังอยากนำ “เสียงจากคนที่กำลังอยู่ใน Transition จริง ๆ” เข้าไปเติมให้ข้อเสนอเชิงนโยบายมองเห็นชีวิตจริงมากที่สุด

เพราะคนที่จะบอกเราได้ดีที่สุดว่า ช่องว่างระหว่าง “เรียนจบ” กับ “ได้งานแรก” อยู่ตรงไหน ไม่ใช่เพียงผู้เชี่ยวชาญหรือผู้กำหนดนโยบาย แต่คือ คนที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางนี้ด้วยตัวเอง

เรื่องที่คุณเจอ ปัญหาที่คุณกำลังเผชิญ สิ่งที่ช่วยคุณได้ หรือแม้แต่สิ่งที่คุณรู้สึกว่า “ระบบควรมี แต่วันนี้ยังไม่มี” จะถูกนำไปสังเคราะห์เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับ First Jobber ต่อไป

“ก่อนข้อเสนอเชิงนโยบายจะไปถึงโต๊ะประชุม เราอยากให้เสียงของคนที่กำลังอยู่ ‘ระหว่างทางสู่งานแรก’ ได้เข้าไปอยู่ในนั้นด้วย”

🙋‍♀️🙋‍♂️ เรากำลังตามหาผู้ร่วมวงเพียง 10 คน

สำหรับผู้ที่
🎓 สำเร็จการศึกษา หรือจบหลักสูตรการอบรมแล้ว
🔎 กำลังหางานเพื่อหารายได้เป็นครั้งแรก
⏳ และปัจจุบันยังไม่ได้เริ่มงานแรก

📅 วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569
⏰ 13.00–16.00 น.
📍 Café Amazon Experience (BTS อารีย์)

หากนี่คือช่วงชีวิตที่คุณกำลังเผชิญอยู่
เสียงและประสบการณ์ของคุณมีความหมาย

เพราะสิ่งที่คุณกำลังเจอ อาจช่วยให้เราเห็นว่า
ประเทศไทยควรมี “ระบบนิเวศ” แบบไหน เพื่อทำให้เส้นทางจาก การเรียน → การหางาน → งานแรก เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีคุณภาพมากขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อไป

📲 สนใจเข้าร่วม ติดต่อลงชื่อได้ที่คุณบิว : 092-367-2969

#ระหว่างทางสู่งานแรก

16/09/2026

SPACE spotlight | “5.7 ล้านชีวิตกำลังมี ‘เงินก้อน’ เพิ่มเป็นหลักประกัน แต่คุณรู้หรือยังว่า…ตัวเองมีสิทธิ?”

💼 1 ตุลาคม 2569 เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับชีวิตของลูกจ้างหลายล้านคน
ประเทศไทยกำลังจะเริ่มบังคับใช้การนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้า “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” สำหรับสถานประกอบการที่เข้าเงื่อนไข

💡 กองทุนนี้ไม่ใช่ “ประกันสังคม”
แต่เป็นหลักประกันอีกระบบหนึ่งตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยนายจ้างและลูกจ้างร่วมส่งเงินสะสม เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินก้อนเป็นหลักประกันเมื่อออกจากงาน

ตัวเลขจาก รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2 ปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชวนให้เห็นขนาดของเรื่องนี้ชัดขึ้น
🏢 กว่า 107,000 แห่ง — สถานประกอบการที่คาดว่าจะอยู่ในข่ายต้องนำส่งเงินสมทบ
📊 คิดเป็น 80.7% ของสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
👥 และอาจครอบคลุมลูกจ้างประมาณ 5.7 ล้านคน

พูดอีกแบบหนึ่ง นี่ไม่ใช่เรื่องของแรงงานกลุ่มเล็ก ๆ แต่เป็นหลักประกันที่กำลังเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตคนทำงานหลายล้านคน

🧩 แล้ว “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” มีไว้ทำไม?
กองทุนนี้จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 126 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยแนวทางที่จะเริ่มบังคับใช้กับสถานประกอบการที่เข้าเกณฑ์ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 กำหนดให้ นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันส่งเงินเข้ากองทุน เพื่อสะสมเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้าง

กระทรวงแรงงานระบุว่า ตามกฎหมายที่มีผลอยู่ในปัจจุบัน จะเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ฝ่ายละ 0.25% และกองทุนมีวัตถุประสงค์เป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างกรณีออกจากงานหรือเสียชีวิต

สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และไม่ได้จัดให้มีหลักประกันในลักษณะเดียวกันตามกฎหมายอื่น เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะเป็นกลุ่มสำคัญที่อยู่ในข่ายตามหลักเกณฑ์

💡 ความหมายของมันจึงมากกว่าเรื่อง “หักเงินเดือนเพิ่มอีกนิด”
เพราะในโลกการทำงานที่คนเปลี่ยนงาน ย้ายงาน หรืออาจต้องออกจากงานโดยไม่ได้วางแผน การมีเงินก้อนอีกส่วนหนึ่งรองรับช่วงเปลี่ยนผ่าน อาจกลายเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยสร้าง ความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของคนทำงาน

แต่ปัญหาสำคัญคือ…

⚠️ “มีสิทธิ” ไม่ได้แปลว่า “รู้สิทธิ”
รายงาน สศช. ชี้ว่า ลูกจ้างจำนวนหนึ่งยังไม่ทราบถึงสิทธิประโยชน์ของกองทุน ขณะที่ผลการศึกษาที่รายงานอ้างถึงพบว่า ลูกจ้างส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิกรณีเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานในระดับต่ำ

นี่คือช่องว่างที่น่าคิด

เพราะต่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายหรือกลไกคุ้มครองแรงงานมากเพียงใด แต่หากคนทำงานไม่รู้ว่า ตัวเองมีสิทธิอะไร ต้องจ่ายเท่าไร นายจ้างต้องจ่ายเท่าไร เงินของตัวเองอยู่ที่ไหน และจะใช้สิทธิอย่างไร สิทธิที่มีอยู่บนกระดาษก็อาจไม่สามารถทำหน้าที่เป็น “หลักประกันชีวิต” ได้อย่างเต็มที่

การเริ่มใช้กองทุนครั้งนี้จึงไม่ควรมีเพียงระบบขึ้นทะเบียนและระบบนำส่งเงินที่พร้อม แต่ต้องมี “ระบบการสื่อสารเรื่องสิทธิ” ที่ทำให้คนทำงานเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายและตรวจสอบสิทธิของตัวเองได้จริงด้วย

👷 แล้วคนทำงานอีกกลุ่มหนึ่งล่ะ?

เมื่อเราพูดถึงการสร้างหลักประกันให้ลูกจ้างในสถานประกอบการ คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ

แล้วคนทำงานที่อยู่นอกระบบการจ้างงานลักษณะนี้ มีอะไรเป็นเงินก้อนหรือหลักประกันรองรับวันที่รายได้หยุดลง?

ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ คนรับจ้าง ฟรีแลนซ์ แรงงานแพลตฟอร์ม หรือคนทำงานรูปแบบใหม่ ๆ

คำถามเรื่อง “หลักประกันของคนทำงาน” จึงอาจไม่ได้จบเพียงว่าใครอยู่ในกองทุนไหน แต่อยู่ที่ว่าเราจะออกแบบระบบที่ทำให้คนทำงานหลากหลายรูปแบบมีความมั่นคงเพียงพอสำหรับรับมือกับวันที่งานหรือรายได้เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

💬 SPACE ชวนคุย:
คุณรู้จัก “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” มาก่อนหรือไม่? และในวันที่รูปแบบการทำงานหลากหลายขึ้น คุณคิดว่า คนทำงานทุกคน—ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกระบบ—ควรมีหลักประกันขั้นต่ำอะไรบ้าง?

📌 ที่มา: รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และข้อมูลกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กระทรวงแรงงาน

#กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง #สิทธิแรงงาน #คุณภาพชีวิตแรงงาน

15/09/2026

ถ้าข้อสอบวัดได้แค่ว่าเด็ก “รู้” แล้วเราจะวัดได้อย่างไรว่าเด็ก “ตระหนัก”?

🍚 ลองให้เด็กออกแบบอาหารสำหรับคนในครอบครัว แล้วอธิบายว่า “ทำไม” ถึงเลือกอาหารแบบนั้น

นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนการเรียนสุขศึกษา จากการจำเนื้อหาไปสู่การ คิด–ลงมือทำ–สังเกต–และสะท้อนสิ่งที่เรียนรู้

แทนที่จะจบด้วยคำถามว่า “อาหารหลัก 5 หมู่มีอะไรบ้าง?” เด็กอาจต้องนำความรู้ไปสังเกตสุขภาพของคนใกล้ตัว ออกแบบอาหารให้เหมาะสม ติดตามสิ่งที่เกิดขึ้น และกลับมา Reflect กับครูว่า เพราะอะไรจึงตัดสินใจเลือกอาหารแบบนั้น

🧠 เพราะเมื่อเป้าหมายของการเรียนไม่ใช่เพียง “จำให้ได้” การประเมินก็อาจไม่สามารถพึ่งข้อสอบเพียงอย่างเดียว

แต่ต้องมองผ่าน
ภาระงาน + ชิ้นงาน + การลงมือปฏิบัติ + การสะท้อนคิด

เพื่อให้ครูมองเห็นมากกว่าความรู้ และเริ่มเห็นว่าเด็กกำลังสร้าง ทัศนคติและความตระหนักต่อสุขภาพ ของตัวเองอย่างไร

🎥 แล้วห้องเรียนสุขศึกษาแบบนี้ต้องออกแบบอย่างไร?
⁠รับชมคลิปเต็มทาง YouTube ของ theSPACE

#สุขศึกษา

14/09/2026

🧠 รู้ว่าอะไรดีต่อสุขภาพ ≠ จะเลือกทำสิ่งนั้นในชีวิตจริง

นี่อาจเป็นช่องว่างสำคัญที่การเรียนสุขศึกษาต้องกลับมาตั้งคำถาม

จากเดิมที่เราพูดถึง Health Literacy — การทำให้เด็กรู้และเข้าใจเรื่องสุขภาพ บทสนทนานี้ชวนขยับไปสำรวจแนวคิด Health Conscious หรือการสร้างความตระหนักด้านสุขภาพให้เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียน

เพราะการสอนว่าอะไร “ดี” หรือ “ไม่ดี” อาจทำให้เด็กตอบข้อสอบได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เด็กตัดสินใจต่างออกไปเมื่อกลับไปใช้ชีวิตจริง

💡 การเรียนรู้เรื่องสุขภาพจึงอาจต้องไปไกลกว่า
📖 “รู้”
🧠 “เข้าใจ”
❤️ ไปสู่ “ตระหนัก”
🏃 และสามารถนำไป “ปฏิบัติ” ได้จริง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เด็กจำได้ไหม?”
แต่อาจเป็น “สิ่งที่เรียน เปลี่ยนวิธีคิดและการใช้ชีวิตของเขาได้หรือยัง?”

🎥 ชวน DeepDive แนวคิด Health Literacy → Health Conscious และสำรวจว่าห้องเรียนจะช่วยลดช่องว่างระหว่าง “ความรู้” กับ “พฤติกรรม” ได้อย่างไรใน EP.3

⁠รับชม theSPACE DeepDive EP.3 ฉบับเต็มทาง YouTube

#สุขศึกษา

11/09/2026

ถ้าอยากให้เด็กสุขภาพดี เราต้องลงทุนกับ “ครูสุขศึกษา” มากกว่านี้หรือเปล่า?

👩‍🏫 ครูอาจเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่สุด ที่จะทำให้เรื่อง “สุขภาพ” ไม่จบอยู่แค่ในตำรา

เพราะการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีให้เด็ก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าในหลักสูตรมีเนื้อหาเรื่องสุขภาพมากแค่ไหน แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า ครูมีความรู้ เครื่องมือ และโอกาสในการพัฒนาตัวเองมากพอหรือไม่

รศ.ดร.ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย ชวนมองอีกด้านหนึ่งของระบบการศึกษา เมื่อที่ผ่านมา การพัฒนาครูอาจให้น้ำหนักกับวิชาการหลักอย่างวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือภาษาไทย ขณะที่ ครูสุขศึกษาและพลศึกษาอาจยังได้รับโอกาสในการพัฒนาน้อยกว่าที่ควร

💡 หากเราเชื่อว่าสุขภาพของเด็กมีผลต่อทั้งการเรียนรู้และคุณภาพชีวิต คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า “เราจะสอนเด็กเรื่องสุขภาพอย่างไร?”

แต่อาจต้องถามด้วยว่า
“เราสนับสนุนคนที่ทำหน้าที่สอนเรื่องสุขภาพมากพอแล้วหรือยัง?”

รับชมคลิปเต็มทาง YouTube ของ theSPACE

#สุขศึกษา #ครูสุขศึกษา #การศึกษา

Photos from the SPACE's post 11/09/2026

SPACE spotlight | 🔵 อายุ 60 = หมดวัยทำงาน จริงหรือ?

ลองจินตนาการว่า วันนี้คุณอายุ 59 ปี 364 วัน
พรุ่งนี้เมื่อตื่นขึ้นมา คุณอายุ 60 ปี
ความรู้ไม่ได้หายไป
ทักษะไม่ได้หายไป
ประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิตก็ยังอยู่ครบ

แต่สิ่งหนึ่งที่อาจลดลงทันที คือ “โอกาสในการทำงาน”

แล้วตัวเลข 60 มีอำนาจมากพอที่จะตัดสินจริงหรือว่า ใครควรไปต่อ หรือใครควรออกจากโลกการทำงาน?

👴👵 ข้อมูลจาก Slide การบรรยายในงาน ประชุมเชิงปฏิบัติการ “Silver Economy: ปลดล็อกพลังสูงวัย สู่ Productive Aging” เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 โดย สภาพัฒน์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำเสนอข้อมูล ชี้ให้เห็นภาพที่ต่างออกไป ดังนี้

ประเทศไทยยังมีผู้สูงอายุประมาณ 6.7 ล้านคนที่ทำงานอยู่ และอีกประมาณ 1.2 ล้านคนที่พร้อมทำงาน แต่ยังไม่มีงานทำ ขณะเดียวกัน แรงงานจำนวนหนึ่งเริ่มทยอยออกจากตลาดแรงงานตั้งแต่ก่อนอายุ 60 ด้วยซ้ำ

นั่นหมายความว่า 60 ปีไม่ได้เป็นจุดที่ทุกคนหยุดทำงานพร้อมกัน และในอีกด้านหนึ่ง เรายังมีศักยภาพของคนจำนวนไม่น้อยที่พร้อมทำงาน แต่ยังไม่มีพื้นที่ให้พวกเขาได้ทำงาน

👀 แล้วใครคือผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่?
เมื่อเจาะเข้าไปในชีวิตของคนกลุ่มนี้ ภาพที่เห็นยิ่งน่าสนใจ

ผู้สูงอายุที่ยังทำงาน 64.1% เป็นหัวหน้าครัวเรือน
40% อยู่ในครัวเรือนที่ไม่มีวัยแรงงาน
45.3% เป็นคนจน
และมีรายได้จากการทำงานเฉลี่ยเพียงประมาณ 6,900 บาทต่อเดือน
อีกทั้ง 58.2% ทำงานในภาคเกษตร และ 80% จบการศึกษาระดับประถมหรือต่ำกว่า

ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราว่า การทำงานหลังวัย 60 ของคนจำนวนไม่น้อย อาจไม่ใช่เพียงเพราะ “ยังอยากทำงาน” แต่มีความจำเป็นทางเศรษฐกิจอยู่เบื้องหลัง

📊 เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการทำงานของผู้สูงอายุ ยิ่งเห็นภาพชัดขึ้น

การเป็น หัวหน้าครัวเรือน สัมพันธ์กับโอกาสทำงานที่เพิ่มขึ้น 8.7%
การมี ภาระหนี้สินสูง เพิ่มขึ้น 8.3%
การอยู่ใน ครัวเรือนแหว่งกลาง เพิ่มขึ้น 4.9%
และการเป็น คนจน เพิ่มขึ้น 2.1%

ในทางกลับกัน ความพิการสัมพันธ์กับโอกาสทำงานที่ลดลง 25.3% และการศึกษาสูงกว่าระดับมัธยมสัมพันธ์กับโอกาสทำงานที่ลดลง 25%

จึงอาจพูดได้ว่า สิ่งที่กำหนดว่าคนหนึ่งจะยังทำงานหลังอายุ 60 หรือไม่ ไม่ได้มีแค่ “อายุ” แต่ยังเกี่ยวข้องกับฐานะ รายได้ ภาระครอบครัว หนี้สิน สุขภาพ และโอกาสในชีวิต

แต่เรื่องยังไม่จบแค่ว่า “ผู้สูงอายุมีงานทำหรือไม่”
เพราะคำถามสำคัญกว่านั้นคือ…

⚠️ งานที่มีอยู่ เป็น “งานที่ดี” สำหรับพวกเขาแล้วหรือยัง?

ผู้สูงอายุที่ทำงานเกือบ 60% ประกอบอาชีพอิสระ ขณะที่ 19% ช่วยธุรกิจครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง และกว่าครึ่งทำงานอยู่ในภาคเกษตร

พวกเขาทำงานเฉลี่ยประมาณ 38 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่มีรายได้จากการทำงานเฉลี่ยเพียง 82,931 บาทต่อปี และรายได้จากการทำงานโดยเฉลี่ยยังไม่เพียงพอกับรายจ่าย

เพราะฉะนั้น ในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้น โจทย์ของเราอาจไม่ใช่เพียง
“จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุมีงานทำ?”

แต่อาจต้องถามต่อว่า
เราจะออกแบบโลกการทำงานอย่างไร ให้คนที่ยังมีศักยภาพและต้องการทำงาน ได้มี “งานที่ดี” — มีรายได้ที่เหมาะสม มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับข้อจำกัดในแต่ละช่วงวัย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว
อายุ 60 อาจไม่ใช่วันหมดอายุของการทำงาน
แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เราต้องออกแบบ “โอกาสในการทำงาน” กันใหม่

📌 ที่มา: ขอขอบคุณภาพกราฟฟิกจาก Slide การบรรยายในงาน ประชุมเชิงปฏิบัติการ “Silver Economy: ปลดล็อกพลังสูงวัย สู่ Productive Aging” เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569

สังเคราะห์ข้อมูลเพื่อการสื่อสารและเล่าเรื่องโดย the SPACE

#สังคมสูงวัย #ผู้สูงอายุ #โลกการทำงาน

10/09/2026

SPACE spotlight
⚠️ จ่ายเงินซื้อ “โปรตีนสูง” แต่ได้โปรตีนไม่ถึงฉลาก?
เมื่อคำเคลมบนแพ็กเกจ อาจไม่ตรงกับสิ่งที่เราได้รับจริง

🥛 5,302 ล้านบาท คือมูลค่าตลาดเครื่องดื่มที่มีการกล่าวอ้างด้านโปรตีนในประเทศไทยในปี 2568

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า “โปรตีนสูง” ไม่ใช่แค่เทรนด์เล็ก ๆ อีกต่อไป แต่กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่เติบโตไปพร้อมกับกระแสดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย และการควบคุมอาหาร

นมโปรตีน เวย์โปรตีน ไปจนถึงอาหารโปรตีนสูง จึงกลายเป็นตัวเลือกของคนจำนวนมาก และคำว่า “โปรตีน XX กรัม” บนฉลากก็มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อ

แต่คำถามคือ…

🚨 ถ้าตัวเลขบนฉลาก ไม่ใช่ตัวเลขที่อยู่ในอาหารจริงล่ะ?

ข้อมูลจาก รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2 ปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ผลตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการพบผลิตภัณฑ์บางส่วนมี โปรตีนต่ำกว่าที่ระบุบนฉลาก ขณะที่ น้ำตาลและไขมันกลับสูงกว่าที่ระบุ

เรื่องนี้จึงไม่ได้จบแค่ว่า “ซื้อโปรตีนแล้วได้โปรตีนน้อยไปหน่อย”

แต่เป็นเรื่องของ คุณภาพ มาตรฐาน ความถูกต้องของข้อมูล และสิทธิของผู้บริโภค เพราะผู้ซื้อจำนวนมากเลือกผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ และยอมจ่ายเงินโดยเชื่อว่าตัวเลขบนฉลากคือข้อมูลที่เชื่อถือได้

🏋️ คนที่คำนวณโปรตีนในแต่ละวัน อาจได้รับไม่ถึงเป้าหมาย
🍬 คนที่พยายามจำกัดน้ำตาล อาจได้รับมากกว่าที่คิด
🥑 คนที่ควบคุมไขมัน อาจกำลังบริโภคเกินกว่าตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจซื้อ

ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่เพียง “สินค้าไม่ตรงปก” แต่คือการที่ผู้บริโภคอาจตัดสินใจเรื่องสุขภาพจาก ข้อมูลที่ไม่ตรงกับผลิตภัณฑ์จริง

🔎 รายงานยังชี้ว่า ส่วนหนึ่งของช่องว่างนี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการกำกับผลิตภัณฑ์โปรตีนสูง ซึ่งไม่ต้องยื่นผลวิเคราะห์ปริมาณโปรตีนก่อนขอขึ้นทะเบียน อย. จึงมีข้อเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลบนฉลาก

ในอีกด้าน ผู้ผลิตเองก็ควรให้ความสำคัญกับ การตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ การควบคุมคุณภาพ และความถูกต้องของฉลาก ก่อนสินค้าออกถึงมือผู้บริโภค เพราะฉลากไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่สำหรับการตลาด แต่ต้องเป็น ข้อมูลที่คนสามารถใช้ตัดสินใจเรื่องสุขภาพได้อย่างมั่นใจ

ส่วนผู้บริโภค นอกจากดูคำว่า “High Protein” หรือจำนวนกรัมตัวใหญ่ ๆ ด้านหน้าบรรจุภัณฑ์แล้ว ควรอ่าน ฉลากโภชนาการทั้งแผง ดูทั้งโปรตีน น้ำตาล ไขมัน ปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และข้อมูลอื่นประกอบกัน ไม่ตัดสินคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากคำเคลมเพียงจุดเดียว

📌 เพราะในวันที่ตลาดอาหารสุขภาพเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ควรเติบโตตามไปด้วย ไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือ มาตรฐาน ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

💬 คุณคิดว่า “ตัวเลขโภชนาการบนฉลาก” ควรมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดกว่านี้หรือไม่? และหากสินค้ามีสารอาหารไม่ตรงตามที่ระบุ ผู้ผลิตควรรับผิดชอบกับผู้บริโภคอย่างไร?

#โปรตีนสูง #สิทธิผู้บริโภค #ฉลากโภชนาการ

ที่มา: รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2 ปี 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

09/09/2026

SPACE spotlight | “สกุชชี่” ของเล่นนุ่มนิ่มที่กำลังฮิต
แต่อาจมี “ภัยเงียบ” ซ่อนอยู่ในชิ้นที่ไม่ได้มาตรฐาน

บีบเพลิน ๆ กลิ่นหอม ๆ หน้าตาเหมือนขนม 🍰
“สกุชชี่” (Squishy) กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งบนโลกออนไลน์

แต่ความน่ารักอาจไม่ได้แปลว่า ปลอดภัยทุกชิ้น
รายงาน ภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2 ปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง หลังพบสกุชชี่เลียนแบบและสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อเด็กและผู้ใช้งาน

🧪 ความนุ่มนิ่ม อาจมาพร้อมสารเคมี
สกุชชี่ที่ ไม่ได้มาตรฐาน บางชนิดมีความเสี่ยงจากสารเคมี เช่น
เบนซีน (Benzene) — สารก่อมะเร็ง
VOCs — กลุ่มสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย
สารพลาสติไซเซอร์ (Plasticizers) — สารที่ใช้เพิ่มความยืดหยุ่นให้วัสดุ

การสัมผัสหรือสูดดมสารบางกลุ่มเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อ ระบบทางเดินหายใจและพัฒนาการของเด็ก

💉 ไม่ได้มีแค่เรื่องสารเคมี
สกุชชี่บางแบบถูกทำให้มี รูปร่างและกลิ่นคล้ายอาหาร จนอาจทำให้เด็กเข้าใจผิดหรือนำไปใช้งานไม่เหมาะสม

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ มีการจำหน่าย “สกุชชี่พร้อมเข็มฉีดยา” ซึ่งใช้เข็มโลหะแหลมคมจริงสำหรับเติมของเหลวเข้าไปในตัวสกุชชี่ หากเด็กนำมาเล่น อาจเกิดการทิ่มแทงบริเวณสำคัญ เช่น ดวงตา รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ อย. จึงเตือนผู้ปกครองให้หลีกเลี่ยงของเล่นลักษณะดังกล่าว

🔎 ก่อนซื้อให้ลูก ลองเช็ก 4 อย่างนี้
1. มีฉลากภาษาไทย
2. ระบุชื่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าชัดเจน
3. มีเครื่องหมาย มอก.
4. ไม่มีอุปกรณ์แหลมคมหรือเข็มฉีดยามาพร้อมของเล่น

และแม้จะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานแล้ว เด็กเล็กก็ไม่ควรถูกปล่อยให้เล่นตามลำพัง 🚨 เจอของไม่ได้มาตรฐาน แจ้งได้

พบสกุชชี่หรือของเล่นที่ไม่ได้มาตรฐาน
☎️ สายด่วน สคบ. 1166

พบสกุชชี่ที่มาพร้อมเข็มฉีดยา หรือการนำอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปใช้อย่างไม่เหมาะสม
☎️ สายด่วน อย. 1556

เพราะของเล่นที่ “กำลังฮิต”
ไม่จำเป็นต้องเป็นของเล่นที่ “ปลอดภัย” เสมอไป

ก่อนซื้อให้เด็ก ลองใช้เวลาอีกไม่กี่วินาทีดูฉลาก ที่มา และเครื่องหมายมาตรฐาน — อาจช่วยป้องกันความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่หลังความนุ่มนิ่มได้

ที่มา: รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) / กรมประชาสัมพันธ์

#สกุชชี่ #ของเล่นเด็ก #ความปลอดภัยเด็ก

Target - First Jobber: ทำไม “ก้าวแรกของการทำงาน” คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนในทุนมนุษย์ 08/09/2026

🎓 “งานแรก” อาจไม่ใช่งานที่เราจะทำไปตลอดชีวิต แต่สิ่งที่เราได้รับหรือสูญเสียจากก้าวแรกของการทำงาน อาจส่งผลต่อชีวิตไปอีกนาน

ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้ง 👥 คนวัยทำงานที่ลดลง 🤖 โลกการทำงานที่เปลี่ยนเร็วด้วย AI และ 📉 ช่องว่างด้านทักษะที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ การมอง First Jobber เพียงในฐานะ “เด็กจบใหม่ที่กำลังหางาน” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

เพราะคนกลุ่มนี้คือ กำลังแรงงานรุ่นถัดไป ผู้เสียภาษีรุ่นถัดไป และทุนมนุษย์ที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

💬 คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่
“คนรุ่นใหม่พร้อมทำงานหรือยัง?”

แต่ต้องถามพร้อมกันว่า
“ประเทศไทยพร้อมแค่ไหน ที่จะทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มต้นชีวิตการทำงานได้อย่างมีคุณภาพ?”

ตั้งแต่โอกาสในการได้งานที่เหมาะสม รายได้และค่าครองชีพ ระบบพี่เลี้ยง การพัฒนาทักษะ Career Path สุขภาพจิต ไปจนถึงวัฒนธรรมองค์กร—ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ “คุณภาพของการเริ่มต้น”

🌱 เพราะการพัฒนา “ทุนมนุษย์” ไม่ควรสิ้นสุดลงในวันที่คนหนึ่งรับปริญญา และงานแรกก็ไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่ที่องค์กรเข้ามา “ใช้แรงงาน” แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คนคนหนึ่ง เรียนรู้ เติบโต และเปลี่ยนศักยภาพที่มีให้กลายเป็นศักยภาพที่ใช้ได้จริง

📌 ชวนอ่าน “First Jobber: ทำไม ‘ก้าวแรกของการทำงาน’ คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนในทุนมนุษย์” บทความที่จะชวนมองปัญหาเด็กจบใหม่ให้ไกลกว่าเรื่อง “หางานได้หรือไม่ได้” และกลับมาตั้งคำถามถึง ความพร้อมของทั้งระบบ ที่อยู่รอบตัวคนรุ่นใหม่

🔎 อ่านบทความฉบับเต็มได้ทางเว็บไซต์ theSPACE

#ทุนมนุษย์ #โลกการทำงาน #คนรุ่นใหม่

Target - First Jobber: ทำไม “ก้าวแรกของการทำงาน” คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนในทุนมนุษย์ เมื่อเด็กเกิดน้อยลง คนวัยทำงานกำลังลดจำนวน และโลกของงานถูกเปลี่ยนอย่างรวดเร็วด้วย AI ประเทศไทยอาจไม่สามา...

ต้องการให้ธุรกิจของคุณขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในหมวด บริษัทสื่อ ที่ Bangkok หรือไม่?
คลิกที่นี่เพื่อรับประกาศแบบสปอนเซอร์ของคุณ

หมวดหมู่

เว็บไซต์

ที่อยู่


BANGKHUNTEAN
Bangkok
10150

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ the SPACE โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

สมัครรับข่าวสาร

เราจะแจ้งให้คุณทราบเมื่อมีความเคลื่อนไหวใน Bangkok