Deva Manor
Private functions in histrionic atmosphere
06/08/2026
เรียน ผู้ติดตาม Deva Manor ทุกท่าน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Deva Manor มีความตั้งใจเปิดบ้านประวัติศาสตร์แห่งนี้ให้ผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้เรื่องราวของ อดีตพระตำหนักใหญ่ วังปากคลองผดุงกรุงเกษม สถานที่อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเคยเป็นพระตำหนักของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ และเป็นสถานที่สำคัญที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของราชสกุลกิติยากร
ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการบูรณะกว่า 12 ปี และเปิดให้ประชาชนเข้าชมมากว่า 6 ปี พันเอกเฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา พร้อมครอบครัว ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์แห่งนี้ เพื่อธำรงรักษามรดกอันทรงคุณค่าและส่งต่อเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและภาคภูมิใจ
บัดนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้ดำเนินการตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยปัจจุบันผู้บูรณะและผู้ดูแลอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำข้อตกลงผ่านท่านราชเลขาธิการ เพื่อให้การดูแล อนุรักษ์ และสืบสานคุณค่าของสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ดำเนินต่อไป
ด้วยเหตุนี้ Deva Manor จึงคาดว่าจะเปิดให้บริการแก่ประชาชน จนถึงประมาณวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ กำหนดการดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม หากมีความคืบหน้าประการใด จะแจ้งให้ทุกท่านทราบต่อไป
ในช่วงเวลาสุดท้ายของการเปิดให้เข้าชมแห่งนี้ “พันเอกเฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา” มีความตั้งใจจัดกิจกรรมพิเศษ พร้อมสิทธิ์เข้าชมในอัตราพิเศษ สำหรับผู้ที่ประสงค์จะเยี่ยมชมอดีตพระตำหนักใหญ่อีกครั้ง เพื่อร่วมบันทึกความทรงจำ สัมผัสคุณค่าของสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ก่อนปิดให้บริการ
ทั้งนี้ แอดมินจะแจ้งรายละเอียด วัน เวลา รูปแบบกิจกรรม และเงื่อนไขการเข้าชมให้ทุกท่านทราบอีกครั้งผ่านทางเพจ
Deva Manor ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ให้ความรัก ความสนับสนุน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์แห่งนี้มาโดยตลอด ความทรงจำและกำลังใจจากทุกท่านจะเป็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ที่ Deva Manor จะจดจำไว้เสมอ
ด้วยความเคารพและขอบพระคุณ🙏
Deva Manor
05/08/2026
มองพระตำหนักผ่านเสา อ่านรสนิยมสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 5
อย่างที่ทราบว่า อดีตพระตำหนักใหญ่ วังปากคลองผดุงกรุงเกษม เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้นทรงสี่เหลี่ยม ออกแบบโดย Carlo Allegri (คาร์โล อัลเลกรี) ชาวอิตาเลียน ซึ่งเป็น 1 ในทีมงานที่ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคม ตัวอาคารได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบโคโลเนียล ที่ผสมผสานระหว่างความเป็นไทยและอิตาเลียนได้อย่างกลมกลืน
เมื่อสังเกตภายในและภายนอกอดีตพระตำหนักใหญ่ จะพบว่าเสาแต่ละส่วนมีรูปแบบแตกต่างกัน เสาทรงกลม หัวเสาประดับลายม้วนคล้ายก้นหอย เรียกว่า “เสาไอโอนิก” ซึ่งเป็นรูปแบบจากสถาปัตยกรรมกรีกโบราณ ให้ความรู้สึกอ่อนช้อยและสง่างาม ส่วนเสาที่ไม่มีลายก้นหอยเรียกว่า “เสาดอริก” ลักษณะจะดูแข็งแรงและเรียบขรึมกว่า
ความแตกต่างระหว่างเสาที่ประณีตนั้น จะช่วยให้ตัวพระตำหนักดูมีมิติ และยังสะท้อนฝีมือของสถาปนิกชาวอิตาเลียน และรสนิยมด้านสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งนิยมผสมผสานศิลปกรรมตะวันตกเข้ากับองค์ประกอบแบบไทย จนทำใหญ่พระตำหนักมีเอกลักษณ์งดงามและแตกต่างจากอาคารทั่วไปในยุคนั้น
03/08/2026
“บันไดเขียว” ทางเข้าถวายงานของข้าราชบริพารแห่งอดีตพระตำหนักใหญ่ วังปากคลองผดุงกรุงเกษม
หากใครที่ได้มาเยี่ยมที่นี่ และมีโอกาสเดินชมสถาปัตยกรรมรอบนอกอดีตพระตำหนักใหญ่ จะเห็นว่าทางทิศตะวันออกจะมีโครงสร้างไม้เก่าๆ ที่ชำรุด ยื่นออกมาจากตัวอาคาร บางคนถ้าไม่ทราบประวัติ อาจเกิดความสงสัยว่า ทำไมไม่มีการบูรณะ หรือดึงออก เพื่อให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่รกสายตา หรือบดบังทัศนียภาพของตัวอาคาร
คำตอบอยู่ตรงนี้ …ณ ไม้เก่าแก่ที่ยื่นออกมาจากตัวอาคารนั้น เป็นร่องรอยของโครงสร้างบันไดเดิมที่เรียกว่า “บันไดเขียว” เพราะในอดีตทาสีเขียว และเคยเป็นบันไดเวียนสำหรับข้าราชบริพารที่ใช้ขึ้น-ลงเพื่อเข้ามาถวายงานภายในพระตำหนัก
ตามธรรมเนียมในสมัยโบราณ เส้นทางของเจ้านายและพระประยูรญาติจะถูกแยกออกจากเส้นทางของข้าราชบริพาร ผู้ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต้องใช้ "บันไดเขียว" บริเวณด้านหลังพระตำหนักนี้ แม้ปัจจุบันตัวบันไดจะผุพังและสูญหายไป แต่ยังคงมีโครงสร้างของคานไม้เดิมที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งช่วยให้เห็นตำแหน่งและลักษณะการใช้งานของบันไดในอดีตได้
และในพื้นที่บริเวณเดียวกันนี้เอง เป็นด้านเดียวของอดีตพระตำหนักใหญ่ที่ผู้ดูแลตั้งใจเก็บรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพเดิม โดยไม่ทาสี หรือบูรณะ จึงยังเห็นรอยแตกร้าวและปูนที่หลุดร่อนตามกาลเวลา ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้มาเยี่ยมได้สัมผัสร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของอาคารแห่งนี้กว่า 130 ปีก่อน
เมื่อได้รู้ที่มาแล้ว หลายคนคงหายสงสัยว่าทำไมโครงสร้างไม้เก่าแห่งนี้ได้รับการเก็บรักษาไว้ เพราะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บอกเล่าวิถีชีวิต ระเบียบแบบแผน และเรื่องราวของผู้คนในอดีต ผ่านร่องรอยที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน
02/08/2026
ประติมากรรมกรีกโบราณ เติมเสน่ห์ให้อดีตพระตำหนักใหญ่
ท่ามกลางบรรยากาศของอดีตพระตำหนักใหญ่ มีประติมากรรมรูปบุคคล ศิลปะกรีกโบราณ อายุกว่า 130 ปี ทั้งในท่านั่งและท่ายืน ซึ่งเดิมทีประดับอยู่โดยรอบทั้งหมด 12 ชิ้น มีบางส่วนชำรุดและสูญหายไปตามกาลเวลา จึงมีการนำประติมากรรมชิ้นใหม่มาจัดวางร่วมกับชิ้นเดิมเพื่อให้คงความงดงามของพระตำหนักในอดีตไว้ให้ใกล้เคียงที่สุด
ในบรรดาประติมากรรมทั้งหมด มีรูปปั้นบนฐานหินอ่อนขนาดใหญ่สีหน้าเศร้าสร้อย ท่วงท่าราวกับคนกำลังหนาวเหน็บ ครุ่นคิด หรือเก็บซ่อนเรื่องราวบางอย่างไว้ภายใน จนชวนให้คนดูสงสัยว่า รูปปั้นนี้กำลังสื่อความรู้สึกใดกันแน่
รูปปั้นนี้ก็เปรียบเสมือนผู้เฝ้ากาลเวลา ที่ยืนอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของอดีตพระตำหนักใหญ่มาหลายชั่วอายุคน หากสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้ก็คงมีความทรงจำมากมายภายใต้ความสงบนิ่งนั้น
หากมองอีกมุมหนึ่ง รูปปั้นโบราณนี้ยังชวนให้เราย้อนมองชีวิตว่า…ทุกคนไม่ได้มีวันที่สมหวังและราบรื่นเสมอไป ในวันที่ต้องผิดหวัง จึงควรตั้งสติ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทุกเรื่องราวจะค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างแน่นอน
31/07/2026
ก่อนที่ถนนจะกลายเป็นเส้นทางหลัก ด้านหน้าของอดีตพระตำหนักใหญ่เคยหันไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา
บริเวณ “หน้ามุข” ของห้องบรรทมถือเป็นด้านหน้าของพระตำหนักในอดีต จากจุดนี้เดินไปไม่ไกลก็ถึงท่าน้ำ โดยมีพระตำหนักน้ำตั้งอยู่ใกล้กัน
เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ จะเสด็จเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระบรมมหาราชวัง ก็จะเสด็จลงเรือจากบริเวณพระตำหนักน้ำ ล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนเสด็จขึ้นที่ท่าช้างและเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง
มีหลักฐานที่ช่วยยืนยันถึงด้านหน้าของพระตำหนักในอดีต คือพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระพันปีหลวง เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ซึ่งทรงฉายพระรูปร่วมกับพระประยูรญาติบริเวณหน้ามุขของพระตำหนัก
เหตุที่พระตำหนักแห่งนี้ได้รับการเรียกว่า “วังปากคลองผดุงกรุงเกษม” เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณปากคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา คลองสายนี้ขุดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เพื่อขยายเขตพระนครและส่งเสริมการคมนาคมกับการค้าขายทางน้ำ
ในเวลานั้น ถนนยังมีไม่มากและการเดินทางทางบกไม่สะดวกเช่นปัจจุบัน พื้นที่บริเวณนี้จึงนับว่าอยู่ชานพระนคร เมื่อเทียบกับพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม การเดินทางส่วนใหญ่ต้องอาศัยแม่น้ำและลำคลองเป็นเส้นทางหลัก
ต่อมา เมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 การคมนาคมทางถนนเริ่มพัฒนาและมีความสะดวกมากขึ้น การเข้า–ออกพระตำหนักจึงเปลี่ยนมาใช้เส้นทางฝั่งถนนดังที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน
เรื่องราวของอดีตพระตำหนักใหญ่ หรือวังปากคลองผดุงกรุงเกษม สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของวิถีชีวิต จากยุคที่ผู้คนสัญจรทางน้ำเป็นหลัก สู่ยุคที่การเดินทางด้วยถนนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นตามกาลเวลา
29/07/2026
เปิดเรื่องราวห้องสีฟ้า …ห้องพักรับรองพระมหากษัตริย์ 3 รัชกาล ณ วังปากคลองผดุงกรุงเกษม
บริเวณชั้นล่างของอดีตพระตำหนักใหญ่ หรือ วังปากคลองผดุงกรุงเกษม มีการแบ่งพื้นที่รับรองแขกตามฐานันดรศักดิ์ โดยห้องรับแขกทั่วไปใช้ต้อนรับข้าราชการ ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือผู้ที่เข้ามารายงานราชการ นำเอกสารมาให้ลงนาม และติดต่อภารกิจต่าง ๆ ส่วนห้องรับแขกอีกห้องใช้สำหรับรับรองบุคคลที่มีฐานันดรศักดิ์เสมอกัน หรือมีฐานันดรศักดิ์สูงกว่าเจ้าของวัง
ด้วยเหตุนี้ ห้องดังกล่าวจึงเสมือน “ห้องพักรับรอง” สำหรับพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ และเจ้านายชั้นสูง เมื่อเสด็จมาถึงก็สามารถประทับพักพระอิริยาบถ เสวยน้ำชา สนทนากับเจ้าของวัง หรือรอเวลาก่อนเสวยพระกระยาหารและทรงประกอบพระราชกิจภายในวัง การจัดพื้นที่ในลักษณะนี้สะท้อนธรรมเนียมการต้อนรับในอดีต ที่ให้ความสำคัญกับฐานันดรศักดิ์และความเหมาะสมของสถานที่รับรอง
ที่สำคัญห้องนี้ยังมีความหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะในอดีตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เคยเสด็จมาประทับภายในห้องรับรองแห่งนี้ก่อนเริ่มพระราชกรณียกิจหรือกิจกรรมภายในวัง
เมื่อกาลเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ภายในห้องได้รับการตกแต่งด้วยสีฟ้าแบบทิฟฟานีบลู พร้อมจัดวาง Daybed สำหรับพักผ่อนในเวลากลางวัน และ Night bed สำหรับการพักผ่อนในเวลากลางคืน พร้อมห้องน้ำภายในตัวห้อง แสดงให้เห็นว่าห้องแห่งนี้ได้รับการออกแบบให้รองรับการใช้งานอย่างครบถ้วน
อีกหนึ่งรายละเอียดของสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นคือ เสาภายในห้อง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมกรีก–โรมัน มีรูปทรงเรียบ แข็งแรง และไม่ประดับตกแต่งมากนัก รูปเสาแบบนี้เรียกว่า “เสาแบบดอริก” หรือ Doric Order
รูปแบบและการตกแต่งที่แตกต่างกันในแต่ละห้องจึงเปรียบเสมือนร่องรอยที่บอกเล่าหน้าที่ วิถีชีวิต และธรรมเนียมของผู้คนในอดีต ทำให้อดีตพระตำหนักใหญ่แห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์และความมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การชื่นชม
29/07/2026
วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่มีประวัติยาวนานกว่า 2,600 ปี
ย้อนกลับไปถึงสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถ ประเทศอินเดีย หลังตรัสรู้ได้ 2 เดือน เป็นวันที่พระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุธรรม จนเกิดพระสงฆ์องค์แรก ทำให้พระรัตนตรัยครบองค์เป็นครั้งแรก
จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศพระพุทธศาสนาสู่โลก และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในวันสำคัญสูงสุดของพุทธศาสนา
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีการประกอบพิธีเนื่องในวันอาสาฬหบูชามาแต่โบราณ แต่เพิ่งมีการกำหนดให้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 ตามประกาศสำนักสังฆนายก
ภายหลังคณะสังฆมนตรีมีมติกำหนดให้วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันอาสาฬหบูชา พร้อมวางระเบียบและแบบแผนการประกอบพิธีทั่วประเทศ
ต่อมาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 คณะรัฐมนตรีได้รับรองให้เป็นวันสำคัญของทางราชการ และกำหนดให้มีการชักและประดับธงชาติในวันดังกล่าว ส่งผลให้วันอาสาฬหบูชาได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นทางการสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
28/07/2026
จากความพลุกพล่านภายนอก เมื่อเดินเข้ามาที่ Deva manor เสมือนเวลาหยุดเดินและพาท่านย้อนไปเมื่อ 130 ปีที่แล้ว
การบรรยายประวัติศาสตร์จาก พันเอกเฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา เริ่มแล้วค่ะ…..
27/07/2026
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม ปวงชนชาวไทยขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง
พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ทำให้ทรงรับรู้ถึงปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนอย่างใกล้ชิด พระราชกรณียกิจจึงครอบคลุมทั้งการศึกษา การแพทย์และสาธารณสุข การต่างประเทศ การเกษตร การพัฒนาแหล่งน้ำ การทหาร การบิน การพระศาสนา การกีฬา และการสังคมสงเคราะห์
ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของปวงชนชาวไทยตลอดไป
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เดวา มานอร์
26/07/2026
117 ปี “ปล่อยแก่” ละครแห่งศรัทธา สองพี่น้อง ‘พึ่งบุญ’ จากรัชกาลที่ 6 สู่พระมหาธาตุเมืองนคร มรดกโลก
เป็นเรื่องน่ายินดีที่ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ นับเป็นมรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย และแห่งแรกในพื้นที่ภาคใต้
โอกาสสำคัญนี้จึงชวนให้ย้อนกลับไปเมื่อ 117 ปีก่อน ถึงเรื่องราวพระราชศรัทธาของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งปรากฏอยู่ใน จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ. 128 พระราชนิพนธ์ที่ทรงลงนามว่า “นายแก้ว”
โดยในตอนหนึ่งระบุวันที่ 25 พฤษภาคม ร.ศ. 128 หรือ พ.ศ. 2452 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จเข้าสู่เมืองนครศรีธรรมราชโดยกระบวนช้าง ครั้นถึงเวลาค่ำจึงทรงรถม้าเสด็จไปยังวัดพระบรมธาตุ ทรงนมัสการภายในวิหารพระม้า ทอดพระเนตรโบราณวัตถุในวิหารเขียน ทรงบูชาพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช และเสด็จสู่พระธรรมศาลาเพื่อทรงศีลและร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ฉลองพระบรมธาตุ เมื่อสวดมนต์จบแล้วได้ทรงจุดดอกไม้เพลิง
ค่ำคืนนั้น ลานวัดเต็มไปด้วยแสงประทีปและผู้คน มีมหรสพต่าง ๆ ที่ในลานวัด ได้แก่ โขน 1 โรง หนัง 4 โรง และมโนรา 4 โรง ธงทิวและผ้าสีถูกนำมาประดับทั่วบริเวณ ร้านค้าตั้งเรียงรายไปจนถึงถนนนอกกำแพงวัด บรรยากาศของเมืองนครจึงเต็มไปด้วยความครึกครื้นและแรงศรัทธาของชาวเมืองนคร
ในคืนวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2452 คณะละครสราญรมย์ได้จัดแสดงละครพูดแกมลำ(ละครพูดสลับรำ) เรื่อง “ปล่อยแก่” เพื่อรวบรวมเงินถวายเป็นค่าปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุด้วย
โดย “นายแก้ว” ทรงบันทึกถึงการแสดงครั้งนั้นว่า “ละครสราญรมย์ที่เล่นเมื่อคืนนี้ นัยว่าเป็นอันเรียบร้อยดี เป็นที่พอใจของคนที่มาดูมาก ที่ซึ่งจัดไว้เป็นที่นั่งคนดูนั้นไม่มีว่างเลย”
ที่นั่งแบบบ๊อกซ์มีทั้งหมด 12 บ๊อกซ์ บ๊อกซ์ละ 6 ที่นั่ง จำหน่ายในราคาบ๊อกซ์ละ 30 บาท และขายหมดทุกบ๊อกซ์ ส่วนที่นั่งอื่นมีราคาตั้งแต่ 1-3 บาท การแสดงครั้งนั้นมีรายได้จากค่าบัตรประมาณ 800 บาท และรายได้จากการจำหน่ายโปรแกรมกับบทร้องอีกราว 40 บาท
ในรายชื่อนักแสดงยังปรากฏชื่อสองพี่น้องแห่งสกุลพึ่งบุญ ได้แก่ หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ (เจ้าพระยารามราฆพ) แสดงเป็น ‘นายจวง’ ซึ่งก่อนหน้านี้อยากเป็นผู้ชายมานานแล้ว ครั้งนี้ได้สมประสงค์และเล่นได้ดี ส่วนหม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ (พระยาอนิรุทธเทวา) แสดงเป็น ‘แม่จัน’
จากการเสด็จประพาสเมื่อกว่า 117 ปีก่อน มาถึงวันที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เรื่องราวนี้ยังคงบอกเล่าพลังแห่งพระราชศรัทธา ศิลปะการละคร และความร่วมแรงร่วมใจของผู้คนในอดีตที่หลอมรวมกันอยู่ใต้ร่มเงาพระบรมธาตุเมืองนคร
อ้างอิง : จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ.128 ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช พิมพ์ในการพระราชทานเพลิงศพ มหาเสวกเอก พระยาอุดมราชภักดี (โถ สุจริตกุล)
ภาพ : คลังสารสนเทศวลัยลักษณ์
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
4 ถนนกรุงเกษม เขตพระนคร กทม
Bangkok
10200