MBSA
MBSA has been designing and supporting smart, affordable and future-oriented computer system with po M.B.
System Automation Company Limited is an information technology-consulting firm. Our supports range from application development, systems integration, Internet planning and maintenance down to local and wide area network planning and management for business firms. Up until now, we have clients ranged from multinational organization with offices around the globe to large and medium size firms in Thailand.
09/09/2026
หยุดใช้ AI แล้วคืนความเป็นตัวเอง! มาเจาะลึกจิตสำนึกของมนุษย์จากหนังสือ A World Appears 🧠✨
ทุกคนเคยสงสัยไหมว่า มนุษย์เราเหลืออะไรให้ภูมิใจในยุคที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน? 🤔 คลิปนี้จาก Mission To The Moon จะพาทุกคนไปหาคำตอบผ่านหนังสือ "A World Appears" ของ Michael Pollan ที่ตั้งคำถามลึกซึ้งเกี่ยวกับจิตสำนึกของเรา! โลกที่เราเห็นคือของจริง หรือแค่สิ่งที่สมองสร้างขึ้น? แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้เราต่างจาก AI อย่างแท้จริง? มาหาคำตอบกัน! 👇
สรุปประเด็นน่าสนใจ:
🧠 ความลับของสมอง: สมองไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกล้องถ่ายรูปที่รับภาพตรงๆ แต่คอย "ทำนาย" และสร้างภาพจากข้อมูลตา หู สัมผัส
🤖 ข้อจำกัดของ AI: AI เรียนรู้โลกจาก "ข้อมูล" ไม่ได้สัมผัสโลกจริงๆ หรือมีความรู้สึกเจ็บปวด รัก ดีใจ เหมือนเรา
❤️ จุดเด่นของมนุษย์: การมีร่างกายที่ต้องแตกสลาย ทำให้เรารู้จักความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ความกลัว และเห็นคุณค่าของเวลาที่มีจำกัด
🌿 วิธีคืนความเป็นตัวเอง: ลองวางหน้าจอลง หายใจลึก ๆ และเปิดรับโลกรอบตัวอย่างเต็มที่ เพื่อสัมผัส "The World Appears" อย่างแท้จริง
ไปฟังฉบับเต็มกันได้เลยที่ลิงก์นี้! 🎬 https://www.youtube.com/watch?v=hukvvvz2JMU
🙏: Mission To The Moon
หยุดใช้ AI แล้วคืนความเป็นตัวเองให้กลับมา #สรุปหนังสือ A World Appears | Mission To The Moon EP.2709 ตอนนี้ที่คุณกำลังอ่านข้อความนี้อยู่ มี ‘อะไรบางอย่าง’ กำลังเกิดขึ้...
02/09/2026
🚀 ทำไมบางคนเจออุปสรรคเหมือนกัน แต่กลับไปได้ไกลกว่า?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีต้นทุนมากกว่า แต่อยู่ที่ว่า “มองปัญหาและจัดการชีวิตแบบไหน”
3 แนวคิดในโพสต์นี้ดูเรียบง่าย แต่ถ้าทำได้จริง อาจเปลี่ยนทั้งวิธีตัดสินใจ วิธีรับมือกับปัญหา และวิธีพัฒนาตัวเองได้เลย 🧠✨
🙏: วิชานอกห้อง
ทำไมชีวิตคุณยังอยู่ที่เดิม?
คนส่วนใหญ่ไม่ได้ติดกับ
‘ต้นทุนชีวิตไม่พอ’ แต่เป็นเพราะ
‘วิธีคิด’ ของเขาต่างหาก
( ใช้ 3 วิธีคิดนี้ แล้วชีวิตของคุณจะไปได้ไกล )
คนส่วนใหญ่คงเคยรู้สึกว่า ชีวิตเหมือนติดอยู่ที่เดิมๆ ทั้งที่พยายามทำทุกอย่างแล้ว แต่ทำไมยังไม่ก้าวหน้าสักที
จริงๆ แล้ว สาเหตุสำคัญอาจไม่ใช่เพราะสิ่งที่คุณกำลังทำแต่เป็นเพราะ "วิธีคิด" ที่กำลังฉุดรั้งคุณอยู่โดยไม่รู้ตัว
จากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ Carol Dweck จาก Stanford University ได้พบว่า คนที่มี FIxed mindset หรือคนที่เชื่อว่าความสามารถเป็นสิ่งที่ตายตัวนั้น จะไม่สามารถพัฒนาตัวเองต่อไปได้
ในทางกลับกันคนที่มี Growth mindset หรือคนที่เชื่อว่าความสามารถเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ จะพัฒนาตัวเองไปได้เรื่อยๆ
เหมือนอย่างที่ Henry Ford – ผู้ก่อตั้ง Ford Motor ที่เคยพูดไว้ว่า “Whether you think you can, or you think you can't – you're right.”
สิ่งที่น่าสนใจ คือ แล้วมีวิธีคิดแบบไหนที่ทำให้ชีวิตของคุณก้าวหน้า?
โดยส่วนตัว ผมอยากให้คุณมี 3 วิธีคิดนี้ติดตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะมันคือ วิธีคิดที่ผมเสียดายที่ไม่ได้รู้ตั้งแต่อายุ วัย 20
1.รับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง 100%
วิธีคิดนี้อาจฟังดูยาก แต่มันคือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพในตัวคุณ
ลองนึกภาพว่าชีวิตคุณเป็นเหมือนเรือลำหนึ่ง ถ้าคุณเป็นกัปตันเรือ คุณย่อมต้องรับผิดชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนเรือ ไม่ว่าจะเป็นพายุที่พัดมา คลื่นที่ซัด หรือแม้แต่ความผิดพลาดของลูกเรือ
เช่นเดียวกับชีวิต แม้คุณจะไม่ได้เลือกเกิด ไม่ได้เลือกครอบครัว หรือไม่ได้เลือกโอกาสที่เข้ามา
แต่คุณเลือกได้ว่าจะตอบสนองกับมันอย่างไร เมื่อเกิดปัญหา แทนที่จะถามว่า "ทำไมต้องเป็นฉัน?" ให้ถามว่า "ฉันจะจัดการกับมันยังไงดี?”
2.โฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้
ลองนึกภาพวงกลมสองวง วงใน คือ สิ่งที่คุณควบคุมได้ เช่น การกระทำของคุณ การตัดสินใจของคุณ วิธีคิดของคุณ ส่วนวงนอก คือ สิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้ เช่น สภาพอากาศ การกระทำของคนอื่น นโยบายรัฐบาล
คนที่ประสบความสำเร็จจะโฟกัสพลังงาน 80% ไปที่วงในที่ควบคุมได้ เช่น ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี
แทนที่จะบ่นว่ารัฐบาลไม่เก่ง พวกเขาจะมองหาโอกาสใหม่ๆ พัฒนาทักษะเพิ่ม หรือปรับกลยุทธ์การทำงาน
3.เรียนรู้เพื่อที่จะไม่รู้
เมื่อคุณเรียนรู้มากขึ้น คุณจะเริ่มเข้าใจว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่ชื่อว่า Dunning-Kruger Effect
ซึ่งอธิบายว่า ทำไมคนที่รู้น้อยมักจะมั่นใจมาก ในขณะที่คนที่รู้มากกลับมีความระมัดระวังในการตัดสินใจ เหมือนกับคำพูดที่ว่า "ยิ่งรู้มาก ยิ่งรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร"
ลองนึกภาพการปีนเขา ตอนอยู่ที่เชิงเขา คุณอาจคิดว่าเห็นยอดเขาแล้ว แต่พอปีนขึ้นไปถึงจุดนั้น กลับพบว่ามียอดเขาที่สูงกว่ารออยู่
นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่ประสบความสำเร็จจึงไม่หยุดเรียนรู้ เพราะพวกเขารู้ว่ายิ่งเรียนรู้ ยิ่งเห็นว่ามีอะไรให้เรียนรู้อีกมากมาย
ทั้งสามวิธีคิดนี้ทำงานร่วมกันเหมือนฟันเฟืองจักรที่ขับเคลื่อนคุณไปสู่ชีวิตที่ต้องการ
”การรับผิดชอบต่อชีวิต 100%” ทำให้คุณมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต “การโฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้” ทำให้คุณใช้พลังนั้นลงไปในสิ่งที่ควรทำ และ “การเรียนรู้เพื่อที่จะไม่รู้” จะทำให้คุณพัฒนาตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ดังนั้น ไม่ว่าตอนนี้ชีวิตของคุณกำลังอยู่จุดไหน จงมีวิธีคิดที่ถูกต้องเสมอแล้วชีวิตคุณจะมีแต่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ
>>> ทำงานมานาน แต่ยังรู้สึกว่า "ชีวิตไม่ไปไหนสักที"
นี่คือ Life Foundation Workshop สำหรับคนทำงานที่อยากเข้าใจตัวเองมากขึ้น
คลิป Online Workshop ที่จะ Reset ชีวิตของคุณให้
- ค้นพบเป้าหมายชีวิตของตัวเอง
- ค้นพบจุดแข็งที่แท้จริงของตัวเอง
- รู้จักช่วงเวลาที่คุณทำงานได้ดีที่สุด
ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้เวลาไม่ถึง 60 นาที
สนใจ Workshop นี้
: [กดลิงก์บนคอมเมนต์]
เขียนโดย #วิชานอกห้อง
| ปลดล็อกตัวเองไปให้ไกล
26/08/2026
⚠️ ถ้าวันหนึ่งเราเริ่มถามตัวเองตลอดว่า “ฉันผิดอีกแล้วใช่ไหม?” อาจไม่ใช่แค่เรื่องคิดมาก
Gaslighting ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในความสัมพันธ์แบบคู่รัก แต่อาจพบได้ทั้งในครอบครัว ที่ทำงาน กลุ่มเพื่อน หรือความสัมพันธ์รูปแบบอื่น
สิ่งที่น่ากลัวคือ มันอาจไม่ได้เริ่มจากการควบคุมอย่างชัดเจน แต่เริ่มจากคำพูดเล็ก ๆ เช่น “จำผิดแล้ว” “คิดมากไปเอง” หรือ “อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่” ก่อนจะค่อย ๆ ทำให้อีกฝ่ายไม่แน่ใจในความคิดและการตัดสินใจของตัวเอง 🧩
ลองอ่านดูว่า Gaslighting ทำงานอย่างไร และมีสัญญาณอะไรที่ควรสังเกต
🙏: BT Beartai แบไต๋
Gaslighting เป็นคำศัพท์ทางจิตวิทยาที่ใช้เรียกพฤติกรรมที่เป็นพิษรูปแบบหนึ่ง อย่างการปั่นหัวให้คนเกิดความสงสัยในความสามารถ และการรับรู้ของตัวเอง เพื่อหลอกคนนั้นให้รู้สึกผิด ทำลายความสามารถในการตัดสินใจ เพื่อล่อลวง และควบคุมให้ใครสักคนทำสิ่งที่ตนเองต้องการ
คนที่มีพฤติกรรม Gaslighting สามารถทำให้เกิดความปั่นป่วนในทุกระดับความสัมพันธ์ คนที่มีพฤติกรรมนี้ หรือที่เรียกกันว่า Gaslighter ซ่อนตัวอยู่ในทุกสังคม ซึ่งหากถูก Gaslight อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นใจ สุขภาพจิต และความสามารถในใช้ชีวิตของคนที่ถูกกระทำได้
ที่มาของคำว่า Gaslighting มาจากละครเวทีจากประเทศอังกฤษ ในปี 1938 ที่มีชื่อว่า Gaslight เรื่องราวของคู่สามี-ภรรยา ที่ฝ่ายสามีคอยบงการ และเกลี้ยกล่อมภรรยาของตัวเองว่าเธอเสียสติ ด้วยการสร้างสถานการณ์ที่ทำให้ภรรยาตั้งคำถามเกี่ยวกับการรับรู้ของตัวเอง และเริ่มเข้าใจว่าตัวเองนั้นจิตไม่ปกติ อย่างการที่สามีหรี่ไฟตะเกียง เมื่อภรรยาถามว่าเมื่อกี้ไฟดับหรือกะพริบรึเปล่า สามีก็จะบอกว่าเธอคิดไปเอง ซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ จนเธอคิดว่าตัวเองผิดปกติ
ในตอนหลัง คำนี้ถูกใช้ในงานวิชาการทางจิตเวชและจิตวิทยา เพื่ออธิบายพฤติกรรมการล่อลวง และชักนำด้วยวิธีทางจิตวิทยาเพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง
กลไกหลักของ Gaslighting คือการค่อย ๆ ทำลายความเชื่อใจของคนคนนั้นที่มีต่อตัวเองด้วยวิธีต่าง ๆ เพราะเมื่อมนุษย์ขาดความเชื่อมั่น หรือเชื่อใจตัวเอง มนุษย์อาจหันไปพึ่งพาคนที่คิดว่าเชื่อใจได้เพื่อให้ช่วยตัดสินใจแทน
Gaslighter จะพยายามทำลายความสามารถในการพึ่งพาตัวเองของคุณ ซึ่งหากคุณเริ่มตั้งคำถาม หรือเกิดความรู้สึกต่อไปนี้อาจเป็นไปได้ว่าคุณกำลังโดน Gaslighting อยู่
- ขาดความเชื่อมั่น และขาดความมั่นใจในตัวเอง
- ไม่กล้าที่จะตัดสินใจในสิ่งต่าง ๆ ขาดความเด็ดขาด แม้แต่ในเรื่องง่าย ๆ
- ต้องพึ่งพาคนใกล้ตัว ซึ่งมักจะเป็นคนเดิม ๆ อยู่ตลอด และคนนั้นอาจเป็น Gaslighter
- รู้สึกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากตัวคุณเอง
- รู้สึกกังวลว่าจะผิดพลาด หรือทำสิ่งที่ไม่ถูกใจใครอยู่เสมอ
แม้ว่าอาจมีคำพูดมากมายที่สามารถทำลายความเชื่อมั่นของใครสักคนได้ แต่สำหรับการ Gasligting แล้วคำพูดเหล่านั้นมีรูปแบบต่อไปนี้
ไม่น่าใช่นะ จำผิดแล้ว, พยายามจะจับผิดกันรึเปล่า, ที่ทำแบบนี้คือคิดได้ดีที่สุดแล้วใช่ไหม ?, อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่, คิดมาก/อ่อนไหวเกินไปนะ
ตอนนี้ทุกคนคงพอรู้แล้วว่า Gaslighting เป็นการทำลายความมั่นใจด้วยการทำให้คนคนนั้นไม่ไว้ใจตัวเอง ซึ่งคนที่ถูก Gaslighting อาจเกิดความรู้สึกวิตกกังวล รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า มีความสุขน้อยลง
ในระยะยาวการพึ่งพาคนอื่นมากเกินอาจทำให้สูญเสียความสามารถในการตัดสินใจแม้แต่ในเรื่องเล็กน้อย จนอาจพลาดโอกาสดี ๆ หรือทำให้เกิดความผิดพลาดจากความล่าช้า เพราะคิดแล้วคิดอีก รู้สึกตัวเองเป็นภาระของคนอื่น
ด้วยมุมมองด้านลบที่มีต่อตัวเอง และภาวะอารมณ์ที่บอบช้ำอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคทางอารมณ์ อย่างโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือโรคเกี่ยวกับการกินที่ผิดปกติด้วย แล้วถ้าคุณถูก Gaslight ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง คุณอาจสูญเสียสิ่งเหล่านั้นไปด้วย เช่น โอกาสก้าวหน้าในการทำงาน เงินทอง ทรัพย์สิน หรือการถูกหลอกใช้ให้ทำเรื่องที่ผิดจนได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม บนโลกนี้มี Gaslighter ที่ไม่ได้หวังทรัพย์สินเงินทอง แต่เพียงทำเรื่องเหล่านี้เพื่อให้ตัวเองมีอำนาจเหนือคนอื่นด้วยเหมือนกัน
#จิตวิทยา
19/08/2026
⚡ ทำงานหนักขึ้น ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลลัพธ์มากขึ้น
บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราทำงานไม่พอ แต่อยู่ที่ “วิธีทำงาน” ที่มีขั้นตอนซ้ำ งานไม่จำเป็น และคอขวดซ่อนอยู่เต็มไปหมด
🚀 บทความนี้ชวนรู้จัก ECRS Framework — Eliminate, Combine, Rearrange, Simplify เครื่องมือคิดง่าย ๆ ที่ช่วยตัดงานเกิน รวมงานซ้ำ จัดลำดับใหม่ และทำระบบให้เบาลง
ใครรู้สึกว่า งานล้นทั้งวัน แต่ผลงานเดินช้า ลองอ่านแล้วหยิบงานประจำสัก 1 งานมาทำ ECRS ดูครับ อาจพบว่าเราไม่จำเป็นต้อง “ทำให้เร็วขึ้น” แต่ต้อง “หยุดทำบางอย่าง” ก่อน 💡
🙏: CREATIVE TALK
เลิกทำงานแบบถึกแต่ช้า ทำเยอะ แต่ผลลัพธ์น้อย รู้จัก ECRS Framework ฉบับคนทำงาน เครื่องมือจัดการงานล้น ให้เสร็จไวขึ้น 2 เท่า
🚀 เลิกทำงานแบบถึกแต่ช้า เปลี่ยนวิธีทำงานด้วย ECRS Framework เครื่องมือจัดการงานล้นมือ ตัดขั้นตอนซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่ม Productivity
ในโลกการทำงานปัจจุบันที่ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลา ไหนจะเทรนด์อัปเดตใหม่อีกที่ต้องนำมาปรับใช้กับงาน รวมไปถึงบางครั้งเราเห็นทีมเราทำงานหนักกันทุกคน ทุ่มเทเวลาเต็มที่ แต่ทำไมผลลัพธ์กลับออกมาช้า และงานยังมีข้อผิดพลาดซ้ำ ๆ อยู่เสมอ สิ่งที่ทำให้องค์กรล่าช้าอาจไม่ใช่เพราะพนักงานขาดความพยายาม แต่ดันเกิดจากกระบวนการทำงานที่มีคอขวดและซ้ำซ้อน รวมไปถึง Work about Work โดยไม่รู้ตัว
ในบทความนี้อยากพาทุกคนมารู้จักกับ ECRS Framework หนึ่งในเครื่องมือจัดการงานล้น โดยมีแนวคิดมาจาก Lean Six Sigma (LSS) หรือก็คือแนวคิดการบริหารจัดการที่รวมเอาจุดเด่นของ Lean (การกำจัดความสูญเปล่าและความสูญเสียเวลา) และ Six Sigma (การลดความผิดพลาดและความแปรปรวนด้วยข้อมูล) เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น มีต้นทุนต่ำลง และมีคุณภาพสูงที่สุด
🚀 เจาะลึก 4 หลักการ E-C-R-S แล้วคนทำงานจะนำไปปรับใช้จริงได้อย่างไร?
ECRS คือกรอบความคิดในการปรับปรุงกระบวนการทำงานที่สั้น กระชับ แต่ทรงพลัง โดยแต่ละตัวมีคำย่อมาจาก Eliminate (ตัดออก), Combine (รวมกัน), Rearrange (จัดลำดับใหม่) และ Simplify (ทำให้ง่ายขึ้น) นี่คือแนวคิดการปรับปรุงกระบวนการทำงานที่นำไปใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรม เพราะแกนสำคัญคือช่วยให้องค์กรค้นหาจุดที่ไม่จำเป็นหรือทำแล้วเสียเวลา แล้วนำมาจัดระเบียบการทำงานใหม่ให้กระชับขึ้น เพื่อเพิ่ม Productivity
.
1. E - Eliminate (ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก)
เริ่มจากการตั้งคำถามกับปัจจุบัน ในทุกขั้นตอนการทำงานว่า “งานนี้ยังจำเป็นต้องทำอยู่จริงไหม?”
.
โดยแก่นที่สำคัญของ E - Eliminate คือ เราจะตัดงานที่ไม่สร้างคุณค่า (Non-Value-Adding Activities) รวมถึงไม่สร้างอิมแพคให้กับองค์กร เช่น งานเอกสารทั่วไป หรือขั้นตอนการอนุมัติซ้ำซ้อนออกไป เพื่อช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา และทำให้ทีมโฟกัสกับงานที่สำคัญจริง ๆ
.
[ตัวอย่าง]
🔹 โรงพยาบาลตัดการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนขณะรับผู้ป่วย โดยใช้ฟอร์มดิจิทัลที่ดึงข้อมูลกรอกให้อัตโนมัติ ช่วยประหยัดเวลาเจ้าหน้าที่ได้หลายชั่วโมง
🔹 ธุรกิจค้าปลีกยกเลิกการตรวจนับสินค้าคงคลังรายวันที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เปลี่ยนมาเป็นรายสัปดาห์ ซึ่งช่วยลดภาระงานลงโดยไม่กระทบความแม่นยำของสต็อก
🔹 งานล้นเพราะเราแบกงานที่ไม่จำเป็นไว้ เช่น รายงานประจำสัปดาห์ที่ไม่มีคนอ่าน การอนุมัติ 3-4 ชั้น หรือการประชุมเพื่อติดตามงาน การตัดงานที่ไม่สร้างคุณค่าออกเพียง 20% จะช่วยลดปริมาณงานบนโต๊ะลงได้ทันทีโดยไม่กระทบผลลัพธ์
2. C - Combine (รวมขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนเข้าด้วยกัน)
หากขั้นตอนไหนไม่สามารถตัดทิ้งได้ “ให้มองหาโอกาสในการควบรวมงานที่คล้ายกัน ให้ทำพร้อมกันในจุดเดียว”
โดยแก่นที่สำคัญของ C - Combine คือ ลดการส่งต่องานหลายทอด และลดระยะเวลาการรอนาน วิธีนี้ช่วยลดการทำงานซ้ำซ้อน, ประหยัดเวลา, ทรัพยากร และลดเวลาการส่งต่องาน
[ตัวอย่าง]
🔹 บริการลูกค้า Call Center รวบทีมสนับสนุนสินค้าหลายไลน์ให้เป็นทีมเดียว พร้อมเทรนพนักงานให้จัดการได้ทุกผลิตภัณฑ์ ทำให้ตอบสนองลูกค้าได้ไวขึ้นและลดต้นทุนดำเนินงาน
🔹 รวบการประชุมอัปเดตโปรเจกต์และการประชุมไอเดียร่วมกัน ให้เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ประหยัดเวลาของทุกคน แทนที่จะต้องอัปเดตทุกวัน
🔹 อยากให้ผู้อ่านได้ลองประเมินงานตัวเอง! หลายครั้งการทำงานกระจุกกระจิกหลาย ๆ ชิ้นพร้อมกัน ทำให้เกิดอาการ Context Switching หรืออาการสมองล้าจากการสลับเรื่องไปมาจนรู้สึกว่างานเยอะตลอดเวลา ดังนั้นการรวบงานที่คล้ายกันมาทำพร้อมกันในรอบเดียว (Batching) เช่น ตอบอีเมลเป็นรอบ ๆ หรือรวมประชุมอัปเดตงานเข้าด้วยกัน จะช่วยลดแรงต้านและเซฟพลังงานสมองได้มหาศาล
3. R - Rearrange (จัดลำดับกระบวนการใหม่)
“ลองสลับลำดับขั้นตอนการทำงานใหม่ เพื่อให้งานไหลลื่น ไม่เกิดคอขวด (Bottlenecks)”
โดยแก่นที่สำคัญของ R - Rearrange คือการสลับขั้นตอนและปรับผังการทำงานให้ไหลลื่น โดยนำงานสำคัญมาทำก่อน พร้อมปรับพื้นที่ทำงานเพื่อลดเวลาเดินส่งงาน ช่วยตัดปัญหางานค้างและลดเวลารอคอยได้อย่างชัดเจน โดยหลักการที่อยากให้จดจำไว้คือ 3 ส่วนนี้
👉 จัดลำดับงาน → เอาเรื่องสำคัญหรือเรื่องที่ต้องใช้เวลารอนาน มาทำก่อน
👉 จัดผังพื้นที่ → ปรับจุดวางของหรือโต๊ะทำงาน เพื่อลดเวลาการเดินและเวลาส่งต่องาน
👉 จัดสรรภาระงาน → กระจายงานใหม่ ไม่ให้ไปกองคอขวดอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง
[ตัวอย่าง]
🔹 คลังสินค้าปรับผังโดยนำสินค้าที่ถูกสั่งซื้อบ่อย มาวางไว้ใกล้จุดแพ็กของ ทำให้พนักงานลดระยะเวลาเดินหยิบของลงได้เกินครึ่ง
🔹 ร้านอาหารบางร้านปรับผังอุปกรณ์ในครัวใหม่ตามลำดับการปรุงอาหาร ทำให้อาหารเสร็จไวขึ้นและลดข้อผิดพลาด
.
🔹 หากสังเกตดี ๆ ในหลาย ๆ เคสงานล้นหลายครั้งเกิดจากการ ‘รอ’ (เช่น รออนุมัติ รอข้อมูล) พอได้ข้อมูลครบ งานทุกอย่างก็มากองรวมกันตอนใกล้เดดไลน์จนทำไม่ทัน ดังนั้นการสลับเอาขั้นตอนที่เป็นคอขวดมาทำล่วงหน้า หรือทำงานขนานกันไป จะช่วยให้เนื้องานไหลลื่น เราจะได้ไม่ไฟลนก้นในช่วงท้ายนั่นเอง
.
4. S - Simplify (ทำให้ง่ายและซับซ้อนน้อยลง)
เมื่อปรับ 3 ขั้นตอนแรกแล้ว ให้ลดความยุ่งยากในขั้นตอนที่เหลืออยู่ ด้วยการ “สร้างมาตรฐาน (Standardization) หรือใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation)”
โดยแก่นที่สำคัญของ S - Simplify คือ ทำให้ขั้นตอนไม่ซับซ้อน เพื่อให้ใครมาทำตามก็ง่าย และลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ซึ่งจะช่วยให้เราทำงานได้เร็วและเสถียรขึ้น
[ตัวอย่าง]
🔹 ธนาคารเปลี่ยนฟอร์มขอสินเชื่อจากเอกสารกระดาษหลายหน้า ให้เหลือเพียงแบบฟอร์มดิจิทัลหน้าเดียว ทำให้ลูกค้าใช้งานง่ายขึ้นและอนุมัติไวขึ้น
🔹 โรงงานประกอบรถยนต์เปลี่ยนมาใช้ชิ้นส่วนโมดูลาร์ที่ประกอบเข้ากันได้ทันที ทำให้ใช้เวลาประกอบน้อยลงและลดความผิดพลาด
🔹 การศึกษาออนไลน์ทำสเปกและเทมเพลตมาตรฐานในการสร้างคอร์สเรียน เพื่อให้ผู้สอนสร้างเนื้อหาใหม่ได้ง่ายและคงมาตรฐานเดียวกัน
🔹 ในแง่ของการทำงานทั่วไปก็มีหลายเทคนิคมาก ขึ้นอยู่กับลักษณะงานของแต่ละคน เช่น การใช้ Template สำเร็จรูป, การดึงระบบอัตโนมัติ หรือ AI มาทุ่นแรง จากเดิมที่ต้องใช้เวลาทำชิ้นละ 2 ชั่วโมง อาจเหลือเพียง 30 นาที ทำให้มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่นมากขึ้นได้นั่นเอง
🚀 รวมเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ 4 ขั้นตอนการนำ ECRS ไปเริ่มใช้ในทีมจริงเวอร์ชันคนทำงาน
.
1. Personal Process Mapping (กางตารางงานส่วนตัวออกมาดู)
ลองเขียนขั้นตอนการทำงานประจำวันหรือโปรเจกต์ที่เราต้องทำบ่อย ๆ ออกมาทีละ step ตั้งแต่เริ่มจนจบ เช่น งานทำสไลด์นำเสนอ หรืองานสรุปรายงานประจำสัปดาห์ เป็นต้น โดยผลลัพธ์หรือเป้าหมายเพื่อให้เห็นภาพรวมว่างาน 1 ชิ้น เราใช้เวลากับขั้นตอนไหนมากเกินไปโดยไม่จำเป็น
2. Self & Stakeholder Audit (ทบทวนตัวเอง + เช็กความต้องการของคนรับงานต่อ)
ลองวิเคราะห์ขั้นตอนการทำงานของตัวเองว่ามีจุดไหนที่ทำแล้วล้า, เสียเวลา หรือซ้ำซ้อน เทคนิคง่าย ๆ ลองถามหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานที่รับงานต่อจากเราสั้น ๆ ว่า ส่วนไหนในรายงานที่แทบไม่ได้อ่านไหม? หรือ อยากได้ข้อมูลรูปแบบไหนมากที่สุด? เพื่อหาจุดที่เราสามารถ ตัดออก (Eliminate) หรือ รวบขั้นตอน (Combine) ได้โดยไม่กระทบคุณภาพ
3. Micro Pilot Testing (ทดลองปรับใช้กับงานชิ้นเล็กๆ)
ลองเลือกงานสเกลเล็ก ๆ หรือโปรเจกต์ 1 ชิ้นมาลองตัด/สลับ/ทำให้ง่ายขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเช็กดูว่าขั้นตอนใหม่ช่วยเซฟเวลาได้จริงไหม งานลื่นไหลขึ้นหรือเปล่า ก่อนจะนำวิธีนี้ไปใช้กับงานชิ้นใหญ่
4. Personal Standardization (สร้าง Template และ Checklist ส่วนตัว)
เมื่อพบว่ากระบวนการใหม่เวิร์ก ให้เปลี่ยนวิธีนั้นให้กลายเป็น Template สำเร็จรูป, Prompt AI, คีย์ลัด หรือ Checklist ส่วนตัว โดยเป้าหมายเพื่อให้ครั้งต่อไปเราสามารถทำงานชิ้นเดิมได้เร็วขึ้นทันที โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง
⚠️ ข้อควรระวังเมื่อนำ ECRS ไปใช้กับตัวเอง
อุปสรรคใหญ่ที่สุดของระดับบุคคลไม่ใช่ระบบบริษัท แต่คือ “ความเคยชินเดิม ๆ” ของตัวเราเองที่เผลอทำตาม Auto-pilot โดยไม่ตั้งคำถาม แนะนำให้เริ่มปรับเปลี่ยนทีละ 1 ขั้นตอนเล็ก ๆ ก่อน เมื่อเห็นเวลาที่เหลือเพิ่มขึ้น จะช่วยสร้างกำลังใจในการจัดระเบียบงานส่วนอื่นต่อไปนั่นเอง
✍🏻 เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
#เครื่องมือ #เทคนิค #องค์กร #คนทำงาน
11/08/2026
รู้สึกไหมว่าชีวิตเราเหมือนกำลัง 'เข็นหินขึ้นภูเขา' อยู่ทุกวัน? 🪨⛰️
เช้าวันจันทร์ที่รถติด ประชุมเรื่องเดิม ๆ เคลียร์งานจนว่างแล้วก็กลับมาเต็มใหม่... ใครที่กำลังรู้สึกว่าชีวิตกำลังวนลูปและไร้ความหมาย ลองมาฟังวิธีปรับมุมมองจาก Albert Camus ที่จะช่วยให้เรา "มีความสุข" แม้ในวันที่งานแสนน่าเบื่อกันค่ะ😊
👉: https://www.youtube.com/watch?v=mkr0hkV4SX8
🙏: Mission To The Moon
เราจะมีความสุขกับงานที่จำเจและวนลูปทุกวันได้อย่างไร? ข้อคิดจาก Camus | 5 Minutes Podcast EP.2537 เคยหงุดหงิดกับงานที่ซ้ำซาก จำเจ วนลูปทุกวันแล้วดูเหมือนว่างานนั้นจ...
05/08/2026
นอนครบ 8 ชั่วโมง แต่ทำไมยังเพลีย? 😴 ไขปริศนา 13 สาเหตุลับที่ทำให้พลังงานตกตลอดวัน! 🔋📉
เคยเป็นกันไหม นอนเต็มอิ่มแต่ตื่นมาก็ยังง่วง สมองตื้อจนต้องพึ่งกาแฟรัวๆ? บทความนี้มีคำตอบที่น่าสนใจมาก! ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าความเหนื่อยล้าอาจไม่ได้มาจากการนอนน้อยเสมอไป แต่ยังมีปัจจัยใกล้ตัวที่เราอาจคาดไม่ถึงซ่อนอยู่เพียบ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศในห้องนอน การนั่งทำงานนานเกินไป แสงแดดที่ไม่ค่อยได้เจอ หรือแม้แต่อาหารการกินของเรา 🥗
ลองมาเช็กตัวเองกันดูว่ามีข้อไหนที่แอบสูบพลังงานของเราไปบ้าง จะได้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ ให้ร่างกายกลับมาสดใสและมีพลังเต็มร้อยพร้อมลุยในทุกๆ วัน ✨👇
👉: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1244961
🙏: bangkokbiznews
นอนครบแต่ยังง่วง? ไขปริศนา 13 ปัจจัยทำพลังงานตก เพลียตลอดวัน นอนครบ 8 ชั่วโมงแต่ตื่นมายังอ่อนเพลีย? ผู้เชี่ยวชาญชี้ สาเหตุอาจไม่ได้เกิดจากนอนน้อย แต่มาจากอากาศในห้อง.....
30/07/2026
🧠 **นั่งเหมือนกัน แต่สมองอาจทำงานไม่เหมือนกัน**
หลังเลิกงาน คุณเลือกพักด้วยการอ่านหนังสือ วางแผน เล่นเกมใช้ความคิด หรือเปิดซีรีส์ยาว ๆ พร้อมไถฟีดไปเรื่อย ๆ? 📺📱
งานวิจัยระยะยาวพบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจว่า การนั่งทำกิจกรรมที่ใช้ความคิดอาจส่งผลต่อโครงสร้างสมองแตกต่างจากการรับชมหน้าจอแบบเฉื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อพฤติกรรมนั้นสะสมต่อเนื่องตั้งแต่วัยกลางคน
ไม่ได้แปลว่าต้องเลิกดูซีรีส์ทันที แต่บทความนี้อาจทำให้เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า—**เวลาที่เรียกว่า “พักสมอง” เรากำลังพักจริง ๆ หรือกำลังปล่อยให้สมองหยุดทำงานนานเกินไป?** 🤔
อ่านรายละเอียด ข้อค้นพบ และข้อจำกัดของงานวิจัยได้ในบทความนี้ 👇
🙏: CREATIVE TALK
นั่งทำงานทั้งวันสมองโต แต่นั่งดูซีรีส์พักผ่อนอาจทำให้สมองฝ่อ งานวิจัยชี้ คนติดซีรีส์ ติดทีวี ชอบไถฟีดแช่นาน ๆ เสี่ยงสมองเสื่อมมากกว่าคนทำงาน หรืออ่านหนังสือ
🤔 นั่งพักเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน! นักวิจัยเผย พฤติกรรม ดู TV บ่อยในช่วงวัยกลางคน อาจทำให้เนื้อสมองฝ่อลงโดยไม่รู้ตัว
หลังจากผ่านการทำงานอันเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เชื่อว่าหลายคนมีวิธีการพักผ่อนแตกต่างกันไป บางคนเลือกที่จะนั่งอ่านหนังสือดี ๆ สักเล่ม บางคนเลือกออกไปช้อปปิ้ง บางคนนั่งเล่นเกมชิล ๆ บางคนก็ออกไปเอนจอยกับเพื่อน พาน้องหมาน้องแมวไปเดินเล่น แต่สิ่งที่หลาย ๆ คนน่าจะตอบโจทย์ได้ไวที่สุดสำหรับการพักผ่อนนั่นก็คือ การได้นั่งล้มตัวลงบนโซฟาแล้วเปิดดูซีรีส์หรือเปิดดูคลิปแนวตั้งที่ชื่นชอบเพราะนี่คือสวรรค์ของการพักผ่อนที่ง่าย และทำได้ทันที
แต่รู้ไหมว่า! การได้นั่งพักดูซีรีส์เรื่องโปรด อาจกลายเป็นพิษร้ายที่กำลังทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัว โดยงานวิจัยใหม่ชิ้นหนึ่งได้ส่งสัญญาณเตือนว่า ‘ไม่ใช่ทุกการนั่งที่จะส่งผลต่อสมองเหมือนกัน’ และกิจกรรมที่เราทำระหว่างนั่งพักในวัยกลางคน อาจส่งผลต่อความจำ และความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ในอนาคตได้อย่างคาดไม่ถึง!
🤔 งานวิจัยล่าสุด! พบว่า คนที่ดูทีวีบ่อย หรือติดซีรีส์นั่งแช่เป็นเวลานาน ๆ อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์
งานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ใน The Journal of the Alzheimer’s Association ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลระยะยาวจากโครงการ Atherosclerosis Risk in Communities (ARIC) ได้ทำการศึกษาในกลุ่มผู้ใหญ่ช่วงวัยกลางคน (อายุเฉลี่ยประมาณ 53 ปี) จำนวนกว่า 1,700 คน โดยทีมนักวิจัยได้ติดตามพฤติกรรมการดูทีวี รวมถึงระยะเวลาการนั่งทำงาน และนำผู้เข้าร่วมทดสอบไปสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อดูโครงสร้างสมองในระยะยาว ผลลัพธ์ที่ได้พบความแตกต่างทางโครงสร้างสมองอย่างชัดเจน 3 มิติหลัก
👉 1. สมองส่วนหน้าและส่วนหลังหดตัว โดยสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ที่ทำหน้าที่ควบคุมลอจิก การคิดวิเคราะห์ และการตัดสินใจ รวมถึงสมองส่วนท้ายทอย (Occipital Lobe) ที่ประมวลผลการมองเห็น มีขนาดเล็กลงอย่างมีนัยสำคัญ
👉 2. พบสัญญาณเตือนอัลไซเมอร์ระยะแรก (Early Alzheimer’s Biomarkers) มวลเนื้อสมองส่วนเทา (Gray Matter) ในบริเวณสมองส่วนลึก (Deep Temporal & Limbic regions) มีปริมาณลดลง ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานรากแรก ๆ ที่เปราะบางต่อการพัฒนาไปสู่โรคอัลไซเมอร์
👉 3. สัญญาณสายไฟสมองเสียหาย (Elevated White Matter Hyperintensities - WMH) โดยพบจุดสว่างในสมองส่วนขาวปริมาณสูง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางรังสีวิทยาของโรคหลอดเลือดขนาดเล็กในสมอง สื่อถึงฉนวนสายไฟที่เชื่อมโยงการทำงานในสมองเริ่มเสียหาย เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), ภาวะความจำถดถอยตามวัย และโรคสมองเสื่อม (Dementia)
ข้อสังเกต ความเสียหายของสมองเหล่านี้ ยังคงปรากฏชัดเจนแม้ว่านักวิจัยจะทำการควบคุมปัจจัยอื่น ๆ แล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นระดับการออกกำลังกาย, การสูบบุหรี่, การดื่มแอลกอฮอล์, ดัชนีมวลกาย (BMI) หรือโรคเบาหวาน
ทางด้านคุณ Natan Feter ผู้เขียนงานวิจัยกล่าวกับ Neuroscience News ว่า เรามักจะเตือนคนทุกคนเสมอว่าอย่าใช้เวลาในการนั่งมากเกินไป แต่ผู้เชี่ยวชาญอาจต้องขยายคำแนะนำนั้นให้ครอบคลุมถึงกิจกรรมที่ทำขณะนั่งด้วย เพราะมันส่งผลต่อสุขภาพสมองต่างกันอย่างสิ้นเชิง
🤔 แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มคนที่นั่งเหมือนกัน แต่ใช้ความคิดไปกับการทำงานพฤติกรรมของสมองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เรื่องที่น่าตกใจที่สุดของงานวิจัยนี้คือ ลำพังแค่การนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ใช่ตัวการหลักที่ทำลายสมอง เมื่อทีมวิจัยลองไปดูข้อมูลของคนที่ นั่งทำงานโต๊ะออฟฟิศเป็นประจำ ผลลัพธ์กลับออกมาตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
👉 กลุ่มคนที่นั่งทำงานโต๊ะทำงานบ่อย มีสมองส่วนหน้าและส่วนท้ายทอยที่ ใหญ่กว่า
👉 มีความเสียหายของเนื้อสมองส่วนขาว (WMH) น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เหตุผลก็เพราะการนั่งทำงาน (Active Processing) หรือการแก้ปัญหา การเขียน การวางแผน หรือการดึงข้อมูลมาใช้งาน บังคับให้วงจรสมองมีการกระตุ้นกระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เปรียบเหมือนการออกกำลังกายให้สมองที่ช่วยรักษาความแข็งแรงของเส้นประสาทและการไหลเวียนของเลือด ในขณะที่การนั่งดูทีวี (Passive Absorption) เป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้ความคิดหรือการแก้ปัญหา สมองไม่ได้ถูกกระตุ้นเป็นเวลานานหลายชั่วโมง เมื่อขาดการใช้งานเนื้อสมองในส่วนสำคัญจึงค่อย ๆ ฝ่อไปตามกาลเวลา
🤔 อย่ารอให้ใครมาปรับ เริ่มที่ตัวคุณเองได้ทันที
จากข้อมูลในเว็บไซต์ neurosciencenews.com โดย Dr. David Raichlen และ Natan Feter ทีมวิจัยหลักจาก USC ระบุว่า คำแนะนำทางการแพทย์ในอนาคตกำลังจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่บอกแค่ให้ลุกเดินบ่อย ๆ ต้องเปลี่ยนมาเป็นการควบคุมสิ่งที่ทำระหว่างนั่งด้วย
🎯 ลดเวลาการนั่งจ้องหน้าจอแบบ Passive (ดูทีวี/ไถฟีด) แล้วเปลี่ยนมาใช้วิธี Cognitively Engaging Sitting หรือการนั่งทำกิจกรรมที่สมองได้คิด เช่น การอ่านหนังสือ, การเขียน, การเล่นบอร์ดเกม หรือแก้ปริศนาเชิงกลยุทธ์แทนจะช่วยได้ดี
หมายเหตุ: งานวิจัยนี้เป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลัง 20 ปี โดยอ้างอิงจากแบบสอบถามพฤติกรรมดูทีวีที่ผู้ใช้รายงานด้วยตนเอง (Self-reported) และในจุดเริ่มต้นโครงการช่วงปี 1987 ยังไม่มีเทคโนโลยี MRI ความละเอียดสูง ทำให้อาจมีความคลาดเคลื่อนจากการประเมินตัวเลขจริง และยังไม่สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงแบบStep-by-Step ตั้งแต่วันแรกได้ ซึ่งต้องรอการศึกษาติดตามผลในอนาคตเพิ่มเติม
โดยสรุปแล้ว ร่างกายเราอาจจะมีช่วงเวลาที่ต้องนั่งพักเหมือนกัน แต่โหมดของสมองตอนที่เรานั่งอยู่นั้นต่างหากคือตัวตัดสิน! ดังนั้นนั่งพักผ่อนปล่อยจอยเฉย ๆ ไม่ได้ผิด แต่อย่าทำจนเป็นความเคยชินระยะยาว และ ลองค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมตัวเองเปลี่ยนจากการปล่อยใจให้สมองชัตดาวน์หน้าทีวี มาเป็นการทำกิจกรรมที่กระตุ้นให้สมองได้ออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อรักษาเนื้อสมองของเราให้อยู่ไปได้นาน ๆ นั่นเอง
#งานวิจัย #สมอง #สุขภาพ #คนทำงาน
22/07/2026
ไม่มีวันใดที่สูญเปล่า แค่บางวันไม่ได้มีผลงานให้เรานับ 🌤️
เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน เรามักประเมินคุณค่าของแต่ละวันจากสิ่งที่ทำสำเร็จ
ตอบอีเมลครบไหม งานเดินหน้าแค่ไหน รายได้เพิ่มหรือยัง และวันนี้มีอะไรน่าภูมิใจบ้าง
จนบางครั้ง เราลืมไปว่า…ชีวิตไม่ได้มีไว้เพื่อสอบผ่านทุกวัน
วันที่งานไม่เป็นไปตามแผน
วันที่เหนื่อยจนไม่อยากทำอะไร
วันที่นั่งดื่มกาแฟเงียบ ๆ มองแสงแดด หรือนึกถึงใครบางคน
วันเหล่านั้นก็ไม่ได้ว่างเปล่า
เพราะเราอาจกำลัง…
🌱 เรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่แน่นอน
💛 เข้าใจความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น
🕊️ พักร่างกายและหัวใจจากการพยายามมานาน
🧩 เก็บประสบการณ์เล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ประกอบขึ้นเป็นตัวเรา
ความสัมพันธ์ที่จบลงไม่จำเป็นต้องแปลว่าเสียเวลา
แผนที่ผิดพลาดไม่ได้หมายความว่าเราเดินมาโดยเปล่าประโยชน์
แม้แต่วันที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ ก็ยังเป็นวันที่เราได้มีชีวิต หายใจ รู้สึก และอยู่ตรงนี้
บางทีชีวิตที่ดีอาจไม่ใช่ชีวิตที่ดูน่าประทับใจตลอดเวลา
แต่อาจเป็นชีวิตที่เราได้สัมผัสมันอย่างแท้จริง ทั้งสุข เศร้า เหงา สับสน และธรรมดา
เมื่อเป้าหมายคือการได้ใช้ชีวิต ทุกประสบการณ์ย่อมมีความหมาย
และไม่มีวันใดที่สูญเปล่าเลย 🌿
👉: https://shorturl.asia/wlKP8
🙏: sentimental being
everything is a win when the goal is to experience last week i was peeling an orange in the kitchen and i didn’t mean for it to become anything.
15/07/2026
เมื่อความตายมาเยือนถึงรู้ว่า 'ความธรรมดา' คือสิ่งที่สวยงามที่สุด
เรามักจะใช้ชีวิตด้วยการวิ่งไล่ตามเป้าหมายในอนาคต จนลืมให้ค่ากับปัจจุบัน... คุณหมอ Paul Kalanithi ผู้แต่งหนังสือ "When Breath Becomes Air" เคยเป็นคนที่มุ่งมั่นกับความสำเร็จอย่างสูงสุด แต่เมื่อมะเร็งระยะสุดท้ายมาเคาะประตูบ้าน ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล วันนี้อยากชวนทุกคนมาสำรวจแง่มุมชีวิตผ่านสรุปบทความนี้ เพื่อดูว่าในวันที่เวลาเริ่มเหลือน้อยลง สิ่งที่เหลืออยู่และมีความหมายจริง ๆ คืออะไร? 🩺✨
สรุปบทเรียนสำคัญจากหนังสือเล่มนี้ ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของคุณไปตลอดกาล:
1. เวลาเป็นตัวกำหนดความสำคัญ: เมื่อเวลาชีวิตเหลือไม่มาก สิ่งที่เคยคิดว่าสำคัญ (เช่น ชื่อเสียง) จะหายไป เหลือเพียง 'การได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่รัก' เท่านั้นที่มีความหมายที่สุด
2. วิทยาศาสตร์ไม่ได้ให้คำตอบกับทุกเรื่อง: แม้วิทยาศาสตร์จะรักษาโรคได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต เช่น ความรัก ความหวัง และความสุข ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์
3. ความทุกข์คือสิ่งที่เชื่อมโยงเรา: ในวันที่เราเผชิญปัญหา คนที่อยู่เคียงข้างและจับมือเราไว้ คือสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าความรักมีความหมายแค่ไหน
4. กลับมาเป็น 'ตัวเอง' ที่เคยลืมไป: เรามักติดกับดักภาพลักษณ์ที่อยากจะเป็น จนลืมรักตัวเองในเวอร์ชันที่เป็นอยู่จริง ๆ วันนี้ลองกลับมารักและเห็นคุณค่าของตัวเราเองในแบบธรรมดานี้ดูบ้างนะครับ
5. การเยียวยาจิตใจสำคัญกว่าร่างกาย: หน้าที่ของหมอไม่ใช่แค่รักษาโรค แต่คือการเยียวยาจิตวิญญาณให้คนไข้มีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุด
สรุปแล้ว 'ความธรรมดา' ไม่ใช่สิ่งน่าเบื่อ แต่มันคือโอกาสที่เราได้หายใจและอยู่กับคนที่รัก พอลไม่ได้สอนให้เรามองความตายด้วยความกลัว แต่สอนให้เรามอง "ชีวิต" ด้วยสายตาที่ชัดเจนขึ้น ลองถามตัวเองดูนะคะว่า ถ้าวันนี้คือช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต อะไรจะเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด? เริ่มต้นรักและใช้ชีวิตในแบบที่อยากเป็นตั้งแต่วันนี้เลยนะ เพราะทุกวินาทีที่ผ่านไปล้วนมีค่าเกินกว่าจะปล่อยให้สูญเปล่า 💖⏳
👉: https://medium.com//when-breath-becomes-air-takeaways-c4b9b93b1300
🙏: Medium / Varshika Gambhir
When Breath Becomes Air: Takeaways Dying surely have the most to teach us about life. ‘When Breath becomes air” delineates the transition of Paul Kalanithi from an ambitious…
08/07/2026
🌿 Amor Fati: เมื่อชีวิตไม่ได้ต้องการให้เราหนีทุกข์ แต่ให้เราเข้าใจมัน 🖤
🌧️ บางครั้งชีวิตไม่ได้ถามว่า “เราพร้อมไหม” แต่มันโยนความยากลำบากมาให้ก่อนเสมอ
🧘♂️ บทความนี้ชวนอ่านแนวคิดของนีทเช่เรื่อง Amor Fati — การรักชะตากรรมของตัวเอง ไม่ใช่การฝืนทน แต่คือการมองทุกข์ให้ลึกขึ้น และใช้ชีวิตต่ออย่างเป็นอิสระมากกว่าเดิม
🙏: วินทร์ เลียววาริณ
ในปี ค.ศ. 1868 เมื่ออายุ 24 นักปรัชญาชาวเยอรมัน ฟรีดริค นีทเช่ ได้รับเสนอตำแหน่งศาสตราจารย์ ตอนนั้นเขาขายหนังสือไม่ได้ เพราะแนวคิดของเขาสวนทางกับขนบความคิดความเชื่อเดิม นีทเช่ประสบปัญหาครอบครัว ปัญหาเงิน ปัญหางาน
ณ จุดนั้นนีทเช่มีทางเลือกสองทาง ทางแรกคือทำงานประจำด้านวิชาการ มีรายได้ทุกเดือน มีคนนับถือ ทางหลังคือทำงานเขียนหนังสืออย่างโดดเดี่ยว เสนอความคิดที่ขายยากและไม่มีคนอ่าน
นีทเช่เลือกทางหลัง
หากเราเป็นนีทเช่ เราคงรีบรับตำแหน่งศาสตราจารย์ ทำงานวิชาการ เขียนหนังสือที่อ่านง่ายกว่านี้ ชีวิตจะไม่ต้องทุกข์แบบนั้น
แต่สำหรับนีทเช่ เขาไม่ได้มองว่ามันเป็นทุกข์ เขาเลือกที่จะโอบรับชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหาของเขา เขาเขียนว่า “ข้าฯเชื่อในชีวิต ร่างกาย ความคิดสร้างสรรค์ และความจริงของโลกใบที่เราอาศัยอยู่ มากกว่าที่จะเป็นชีวิตในโลกอื่นใด”
นีทเช่เขียนในหนังสือเล่มหนึ่งว่า “มีแต่ความเจ็บปวดสาหัสจึงปลดปล่อยจิตวิญญาณเป็นอิสระ ข้าฯสงสัยว่าความเจ็บปวดนั้นทำให้เราดีขึ้น แต่ข้าฯรู้ว่ามันทำให้เรารู้ลึกซึ้งมากขึ้น”
นีทเช่เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องหนีจาก ‘เรื่องไม่ดี’ แล้วแสวงหา ‘โลกที่ดี’ ความสามารถที่จะยอมรับสิ่งดีและไม่ดีในชีวิตน่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง มันอาจช่วยลดทุกข์
นี่ตรงกับแนวคิด ‘โอบกอดทุกข์’ ของตะวันออก แต่กรีกโบราณเรียกมันว่า Amor fati แปลตรงตัวว่า รักชะตากรรม หรือรักชะตาของตนเอง
ไม่หนีความทุกข์ ยอมรับมันอย่างสงบ
Amor fati เป็นวิธีมองชีวิต โดยไม่บ่น ไม่สาปแช่งโชคชะตา ยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เพราะมองว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในชีวิตเรา ทั้งสุขและทุกข์ เราจึงโอบรับมันได้ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์
คนไทยสมัยก่อนก็มีวิธีมองโลกคล้ายกัน มักพูดปลอบใจเมื่อเจอเรื่องร้ายว่า “ถือว่าชดใช้กรรมเก่าก็แล้วกัน”
บางคนว่า “อะไรที่เกิดขึ้นย่อมเป็นสิ่งดี”
แนวคิด Amor fati เห็นว่าอิสรภาพทางใจจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรายอมรับส่วนที่เราหนีไม่พ้น เมื่อยอมรับโลกที่เป็นอยู่ ก็จะเป็นอิสระ แล้วจึงสามารถใช้ชีวิตอย่างเต็มที่
แม้ Amor fati บอกว่าเราควรยอมรับมัน ถึงขั้น ‘รัก’ มัน (amor แปลว่ารัก) แต่ไม่ได้สอนให้เราต้องฝืนทนกับมัน
‘ยอมรับมัน’ ไม่เหมือน ‘ฝืนทนกับมัน’
‘ยอมรับมัน’ คือเข้าใจมัน ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าชีวิตมิได้มีแค่ความทุกข์ มันมีความสุขด้วย สุขทุกข์มาเป็นแพ็คเกจ เหมือนกินมะระยัดไส้หมู มีทั้งส่วนขมและส่วนหวาน
จะเห็นว่าทั้งปรัชญาพุทธ เซน และกรีกโบราณ มองตรงกันว่า เมื่อเกิดทุกข์ อย่าวิ่งหนีความทุกข์
วินทร์ เลียววาริณ
7-7-26
ท่อนหนึ่งจาก กอดหนาม
51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนาม
โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/qUBWxp70F
Shopee โปรโมชั่น https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-(S11)-กอดหนาม-ผ่าสมองไอน์สไตน์-MiniTao-ราคาปก-825.-พิเศษ-640.-พร้อมลายเซ็นนักเขียน-i.90206829.25115927514?sp_atk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f8650520&xptdk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f8650520
คลิกที่นี่เพื่อรับประกาศแบบสปอนเซอร์ของคุณ
หมวดหมู่
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
267/2-3 Ladprao Soi 101 Khlong Chaokhun Sing, Wangthonglang
Bangkok
10310
เวลาทำการ
| จันทร์ | 08:30 - 17:30 |
| อังคาร | 08:30 - 17:30 |
| พุธ | 08:30 - 17:30 |
| พฤหัสบดี | 08:30 - 17:30 |
| ศุกร์ | 08:30 - 17:30 |
แจ้งเตือน
เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ MBSA โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ