CaiCha

CaiCha

แชร์

ชาผลไม้สด สูตรพรีเมียม + บุกคริสตัล + ครีมชีสพรีเมียม

Photos from CaiCha's post 03/08/2026

มาแล้วๆ‼️🔥 โปรเดือดโปรจุกๆ ลดกระหน่ำตลอดทั้งเดือน 49฿ ทุกแก้ว

#ชาผลไม้

Photos from CaiCha's post 29/07/2026

ยังขายอยุ่นะครับ #กาฬสินธุ์

17/07/2026

อยากขึ้นทะเบียน Organic Thailand ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
หลายแปลงเริ่มหันมาผลิตพืชแบบอินทรีย์ เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การขอรับรอง Organic Thailand จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลผลิต และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่ต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ ก่อนยื่นขอรับรอง ควรเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. ตรวจสอบพื้นที่ปลูก
พื้นที่ที่จะขอรับรองควรมีการจัดการที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนสารเคมีจากแปลงข้างเคียง หากอยู่ติดพื้นที่ที่ใช้สารเคมี ควรมีแนวกันชนหรือมาตรการป้องกันที่ชัดเจน
2. ปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรอินทรีย์
แปลงปลูกควรใช้วิธีการผลิตตามหลักเกษตรอินทรีย์ เช่น ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือชีวภัณฑ์ที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ที่มาตรฐานไม่อนุญาต และจัดการศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสาน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของมาตรฐาน Organic Thailand
3. จัดทำบันทึกข้อมูลการผลิต
การบันทึกข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญของการขอรับรอง ควรจดรายละเอียดอย่างต่อเนื่อง เช่น วันที่ปลูก พันธุ์พืช การใส่ปุ๋ย การให้น้ำ การใช้ชีวภัณฑ์ การเก็บเกี่ยว และปริมาณผลผลิต เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
4. เตรียมแผนผังแปลงและเอกสารประกอบ
ควรจัดเตรียมแผนผังแปลงปลูก ขอบเขตพื้นที่ แหล่งน้ำ รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาบัตรประชาชน เอกสารสิทธิ์หรือเอกสารแสดงการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแบบคำขอรับรองตามที่หน่วยงานกำหนด
5. ศึกษาหลักเกณฑ์การยื่นคำขอให้ตรงกับขนาดพื้นที่
ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป มีการปรับหลักเกณฑ์การยื่นขอรับรอง Organic Thailand และ GAP สำหรับแปลงผลิตพืช โดยแปลงที่มีพื้นที่ ตั้งแต่ 50 ไร่ขึ้นไป จะต้องยื่นคำขอผ่าน หน่วยรับรองเอกชน (Certification Body : CB) เท่านั้น เนื่องจากกรมวิชาการเกษตรจะงดรับ คำขอใหม่ สำหรับแปลงที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว ตามแผนยกระดับระบบการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร
อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์นี้ ไม่ครอบคลุม แปลงผลิตที่มีพื้นที่ไม่เกิน 50 ไร่ เกษตรแปลงใหญ่ การรับรองแบบกลุ่ม แปลงที่มีข้อตกลง MOU แปลงที่มีหนังสือรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งยังสามารถดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้ได้
6. พร้อมรับการตรวจประเมินแปลง
หลังยื่นคำขอ จะมีการนัดหมายเพื่อตรวจประเมินพื้นที่จริง โดยพิจารณาทั้งวิธีการผลิต การจัดการแปลง และเอกสารประกอบ หากเป็นไปตามข้อกำหนด จึงเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณารับรองมาตรฐาน
ข้อแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น
การเตรียมความพร้อมตั้งแต่การจัดการแปลง การบันทึกข้อมูล และการศึกษาหลักเกณฑ์ล่าสุด จะช่วยให้การยื่นขอรับรองเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความผิดพลาดด้านเอกสาร และช่วยวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หมายเหตุ หลักเกณฑ์การยื่นคำขออาจมีการปรับปรุงตามประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมวิชาการเกษตรหรือหน่วยรับรองก่อนดำเนินการ
#เกษตรอินทรีย์ #มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ #เกษตรสัญจร
……………………………………
เกษตรสัญจร ศูนย์รวมความรู้และเทคนิคการทำเกษตร

12/07/2026

รายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ไม่รู้วิธีจัดการภาษี = เสียเงินก้อนโต ควรทำอย่างไร สรุปให้ในโพสต์เดียว /โดย ลงทุนแมน

รู้หรือไม่ ? ถ้าเราไม่รู้วิธีจัดการภาษี ใช้เพียงการหักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท และลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทแล้ว

- มีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน จะเสียภาษีปีละ 2,500 บาท
- มีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน จะเสียภาษีปีละ 21,500 บาท
- มีรายได้ 70,000 บาทต่อเดือน จะเสียภาษีปีละ 54,500 บาท
- มีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน จะเสียภาษีปีละ 125,000 บาท

จะเห็นว่ายิ่งรายได้สูง ภาษีก็ยิ่งโตกระโดด ซึ่งถ้าไม่จัดการภาษี อาจทำให้เราเหมือนทำงานฟรีเป็นเดือนได้เลย

กลับกันหากเราจัดการภาษีเป็น ต่อให้มีรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน ภาษีก็อาจอยู่ที่เพียงหลักหมื่นบาทเท่านั้น

คนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี ควรรู้อะไรบ้าง และทำอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

การบริหารภาษีไม่ใช่เรื่องของการซิกแซ็กหรือหลบเลี่ยง แต่คือการใช้สิทธิประโยชน์ที่กฎหมายมอบให้อย่างชาญฉลาด ดังนั้นถ้าเราสามารถประหยัดภาษีได้ ก็ควรจะทำ เพื่อให้เซฟเงินได้มากที่สุด

ซึ่งวิธีจัดการภาษี เริ่มต้นได้จากการคำนวณหาเงินได้สุทธิต่อปี

ด้วยการคิดรายได้ทั้งปี หักกับค่าใช้จ่าย

ตัวอย่างเช่น เรามีเงินเดือน 70,000 บาท เราจะมีรายได้ต่อปี = 70,000 x 12 = 840,000 บาท

หักค่าใช้จ่าย 50% ของรายได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท จะเหลือ 840,000 - 100,000 = 740,000 บาท

ซึ่ง 740,000 บาท จะมีฐานภาษีที่ 15% ดูได้จากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

- เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ไม่เสียภาษี
- เงินได้สุทธิ 150,001 - 300,000 บาท อัตราภาษี 5%
- เงินได้สุทธิ 300,001 - 500,000 บาท อัตราภาษี 10%
- เงินได้สุทธิ 500,001 - 750,000 บาท อัตราภาษี 15%
- เงินได้สุทธิ 750,001 - 1,000,000 บาท อัตราภาษี 20%
- เงินได้สุทธิ 1,000,001 - 2,000,000 บาท อัตราภาษี 25%
- เงินได้สุทธิ 2,000,001 - 5,000,000 บาท อัตราภาษี 30%
- เงินได้สุทธิ 5,000,001 บาทขึ้นไป อัตราภาษี 35%

ทีนี้ ถ้าเราอยากเสียภาษีให้น้อยลง ก็จำเป็นต้องใช้ลดหย่อน

โดยสำรวจตัวเองก่อนว่า มีสิ่งใดบ้างที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษี ด้วยการดูในหมวดหมู่ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว

เช่น ถ้าเลี้ยงดูพ่อแม่ จะลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท

แต่ถ้าเรามีพี่หรือน้อง อาจจะต้องตกลงกันว่าให้คนที่มีรายได้สูงที่สุด ได้ใช้สิทธิส่วนนี้ไป เพื่อจะได้ประหยัดภาษีอย่างคุ้มค่าที่สุด

หรือถ้ามีลูก ก็สามารถลดหย่อนได้เช่นกัน คนแรก 30,000 บาท คนที่ 2 เป็นต้นไป 60,000 บาท

ส่วนใครซื้อประกันสุขภาพให้พ่อแม่อยู่แล้ว ก็ได้ลดหย่อนเพิ่มอีก สูงสุด 15,000 บาท

ต่อมาคือการเปลี่ยนรายจ่าย เป็นค่าลดหย่อน

ทุกครั้งที่ต้องใช้เงิน ลองเช็กว่ารายจ่ายนั้นสามารถนำมาลดภาษีได้หรือไม่ เพราะทุก ๆ ปีจะมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เอามาลดหย่อนได้ อย่างปีล่าสุดก็มีทั้ง

- Easy E-Receipt ที่ให้สิทธิเรานำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือบริการ มาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 50,000 บาท
- เที่ยวดีมีคืน ที่ให้เรานำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวมาลดหย่อน โดยเมืองหลักลดหย่อนสูงสุด 20,000 บาท เมืองรองลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท
- ค่าสร้างบ้านใหม่ ใช้ลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท

ดังนั้นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรทำคือ การขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบให้เป็นนิสัย เพราะจะช่วยให้เรามีเงินคืนบางส่วนตอนสิ้นปี

จากตัวอย่าง แค่เราใช้ Easy E-Receipt และเที่ยวดีมีคืนในเมืองหลัก ก็มีค่าลดหย่อนถึง 70,000 บาทแล้ว

สุดท้ายคือการลงทุน ที่นอกจากสามารถสร้างความมั่งคั่งได้แล้ว ยังลดหย่อนภาษีได้ด้วย

แต่ก่อนที่เราจะซื้อกองทุน RMF และกองทุน ThaiESG ให้ลองดูสวัสดิการของบริษัทตัวเองก่อนว่า มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD อยู่หรือไม่

เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง

และถ้าเป็นรูปแบบที่เงินสมทบจากบริษัทเท่ากับที่เราจ่าย

เช่น เราออม 3% บริษัทสมทบ 3%
เราออม 5% บริษัทสมทบ 5%
เราออม 10% บริษัทสมทบ 10%

ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้ เราควรจะออมให้เท่ากับเพดานที่กำหนดไว้ เพื่อจะได้รับประโยชน์สูงสุด

จะเห็นได้ว่า เป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่ากองทุน RMF และกองทุน ThaiESG ตรงที่ได้เงินสมทบจากบริษัทด้วย ทำให้มีโอกาสสร้างความมั่งคั่งได้เร็วขึ้น

สำหรับข้าราชการ ถึงแม้จะไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ก็มีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ที่รัฐฯ จ่ายสมทบให้ถึง 5% และนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 500,000 บาท

แต่ถ้าใครไม่มีทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ก็ยังมีทางเลือกอื่นนั่นคือ กองทุนลดหย่อนภาษีอย่างกองทุน RMF และกองทุน ThaiESG

นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีในการล็อกเงินไว้ไม่ให้เราเผลอใช้ เพราะมีเงื่อนไขห้ามขายออกภายในระยะเวลาที่กำหนด ส่งผลให้พลังของดอกเบี้ยทบต้นทำงาน ไปพร้อมกับการประหยัดภาษี โดยลดหย่อนได้สูงสุด 800,000 บาทต่อปี

แต่เมื่อพูดถึงกองทุนแล้ว คนจำนวนไม่น้อยมักเข้าใจผิดว่า กองทุนจะลงทุนเฉพาะหุ้นไทยหรือหุ้นกู้ไทยเท่านั้น

ซึ่งเป็นเรื่องจริงสำหรับกองทุน ThaiESG แต่กองทุน RMF จะมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายกว่านั้น มีทั้งลงทุนในทองคำ, หุ้นสหรัฐฯ, หุ้นจีน, หุ้นญี่ปุ่น, กองอสังหาฯ, ตลาดเงินและตราสารหนี้ต่างประเทศ

ดังนั้นใครที่ชื่นชอบ S&P 500, Nasdaq 100 หรือดัชนีหุ้นโลก ก็สามารถลงทุนผ่านกองทุน RMF ได้ทั้งหมด

ข้อดีอีกอย่าง นอกจากสร้างผลตอบแทนตามดัชนีที่เราสนใจและใช้ลดหย่อนภาษีได้แล้ว ยังมีเรื่องของการได้รับการยกเว้นภาษีลงทุนนอก 35% อีก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนลงทุนผ่านกองทุน RMF และกองทุน ThaiESG มักจะพลาดคือ ซื้อช่วงสิ้นปีทีเดียว

ด้วยจำนวนเงินก้อนที่ใหญ่ เลยอาจทำให้ลงทุนไม่ได้เท่าที่ควรจะเป็น

วิธีแก้ปัญหาง่าย ๆ คือบริหารเงินออมให้เหมือนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่จะหักเงินจากเงินเดือนทุกเดือน เข้ากองทุนทันที หรือก็คือสิ่งที่เรียกว่า DCA นั่นเอง

โดย DCA ดีตรงที่สร้างวินัยทางการเงินและยังทำให้เราไม่ต้องติดตามการลงทุนตลอดเวลา ไม่ต้องหาจังหวะเข้าซื้อ

พอถึงตรงนี้แล้ว เรามาลองคำนวณภาษีอีกครั้ง โดยเรามีเงินเดือน 70,000 บาท แต่ครั้งนี้ใช้ลดหย่อนต่าง ๆ เช่น

- ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- เลี้ยงดูพ่อแม่ รวม 2 คน 60,000 บาท
- Easy E-Receipt และเที่ยวดีมีคืนรวม 70,000 บาท
- มีกองทุนลดหย่อนภาษี 100,000 บาท

ภาษีที่จะเสียเหลือ 22,500 บาท จากเดิมที่ 54,500 บาท

จะเห็นได้ว่า ขนาดยังไม่ใช้ลดหย่อนแบบเต็มที่ ภาษีก็ลดลงแล้วถึง 32,000 บาท ซึ่งเงินก้อนนี้สามารถเอาไปทำอะไรได้หลายอย่างเลยทีเดียว

นี่เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงควรรู้เรื่องวิธีการจัดการภาษี เพราะถ้าไม่รู้เลย เราอาจพลาดทำเงินก้อนโตร่วงไปอย่างน่าเสียดาย แทนที่จะได้ใช้เงินอย่างคุ้มค่านั่นเอง..

Photos from CaiCha's post 10/07/2026

กินวันนี้ อร่อยวันนี้

#กาฬสิน

Photos from CaiCha's post 06/07/2026

แค่มาเป็นเพื่อนกัน ก็รับส่วนลดไปได้เลย….
#ครีมชีส

05/07/2026
27/06/2026

วันเสาร์สีม่วง 💜🍹🍇

แวะมาอุดหนุ่นกันได้นะคะ
📍พิกัด : โลตัสกาฬสินธุ์ ฝั่งศูนย์อาหาร
หรือทาง line man,grab,shoppee food📲
#ครีมชีสพรีเมี่ยม #องุ่นครีมชีส #โลตัสกาฬสินธุ์

21/06/2026

ไม่ไหวอย่าฝืน ถ้าไม่มีที่ยืนก็มานั่งดื่มชานมข้างๆเรา 🤭🧋
#ครีมชีสพรีเมี่ยม #โลตัสกาฬสินธุ์

14/06/2026

รู้จัก “กูราเซา” เกาะเล็กกว่าภูเก็ต ที่ได้เตะ บอลโลกรอบสุดท้าย ครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ประเทศ /โดย ลงทุนแมน
กูราเซา หรือ Curaçao คือประเทศที่ได้เข้ามาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ประเทศในปีนี้ และลงสนามนัดแรก เจอกับอดีตแชมป์โลกอย่าง เยอรมนี..

พูดชื่อมาหลายคน อาจไม่เคยได้ยินชื่อประเทศนี้
แถมประเทศนี้ยังเล็กมาก เล็กกว่าเกาะภูเก็ตบ้านเรา ประชากรก็มีแค่ 160,000 คน

คำถามคือ กูราเซา อยู่ตรงไหนของโลกนี้ ?
ลงทุนแมนลองหาข้อมูลดู ทำให้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว ประเทศนี้น่าสนใจไม่น้อย..

ถ้าเราเปิดแผนที่โลกดู กูราเซา เป็นประเทศเกาะในทวีปอเมริกาใต้ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทะเลแคริบเบียน ห่างจากชายฝั่งของประเทศเวเนซุเอลาไปทางเหนือ ประมาณ 65 กิโลเมตร
ประเทศนี้มีขนาดแค่ 444 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่าเกาะภูเก็ต ที่มีพื้นที่ประมาณ 543 ตารางกิโลเมตร

กูราเซา มีประชากรทั้งประเทศเพียงประมาณ 160,000 คน
เทียบให้เห็นภาพ คนทั้งประเทศนี้ มีจำนวนน้อยกว่า คนในจังหวัดระนอง หรือสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชากรน้อยสุดในไทย

แต่ที่น่าสนใจคือ ขนาดเศรษฐกิจที่เล็ก แต่รวยต่อหัว
ขนาดเศรษฐกิจตาม GDP ของกูราเซา อยู่ที่ประมาณ 120,000 ล้านบาท
พอหารจำนวนประชากรออกมา ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร หรือ GDP per Capita สูงถึงประมาณ 750,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 62,500 บาทต่อเดือน

ซึ่งถ้าเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทย ที่อยู่ที่ราว ๆ 265,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 22,100 บาทต่อเดือน
ก็จะเห็นว่า คนกูราเซา มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว มากเป็นเกือบ 3 เท่า ของคนไทย

ทำให้ กูราเซา ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง ใกล้เคียงกับประเทศในแถบยุโรปตะวันออกอย่าง โครเอเชีย หรือลัตเวีย

คำถามคือ ทำไมกูราเซา ถึงมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเยอะ ?

ประเทศเกาะแห่งนี้ แม้จะเป็นประเทศเกาะที่มีเอกราชในการบริหารตนเอง
แต่ในทางนิตินัย กูราเซา เป็นหนึ่งในประเทศองค์ประกอบของ Kingdom of the Netherlands หรือ ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
ซึ่งจำข้อมูลตรงนี้ไว้ดี ๆ เพราะตอนท้ายมันจะเฉลยว่า ทำไมประเทศนี้ถึงได้ไปบอลโลก

ในอดีต กูราเซา เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวอินเดียนแดงเผ่าหนึ่ง จนกระทั่งสเปนออกเดินเรือมาเจอ และยึดครองในปี 1499

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1634 เมื่อบริษัท Dutch West India Company ได้เข้ามาขับไล่สเปนและยึดครองเกาะนี้แทน

ถึงตรงนี้หลายคนจะคุ้นชื่อ Dutch East India Company ที่เป็นบริษัทการค้าขนาดยักษ์ของเนเธอร์แลนด์ในยุคนั้น ที่ระดมทุนไปทำการค้า ไปสร้างอาณานิคมในทวีปใหม่ โดยเน้นโลกฝั่งตะวันออก อย่างทวีปเอเชีย

ซึ่ง Dutch West India Company ก็คล้าย ๆ กัน
แต่จะโฟกัสที่ทำการผูกขาดการค้าระหว่างยุโรป แอฟริกาตะวันตก และทวีปอเมริกา

Dutch West India Company มองว่า กูราเซา มีชัยภูมิการค้าทางทะเลที่ยอดเยี่ยมมาก มีอ่าวธรรมชาติที่ลึกและปลอดภัยอย่าง ชื่อว่า อ่าววิลเลมสตัด

จึงเข้ามาพัฒนาเกาะแห่งนี้ ให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายทางเรือที่สำคัญ ของภูมิภาคแคริบเบียนและอเมริกาใต้
รวมถึงเป็นจุดขนถ่ายสินค้าโภคภัณฑ์ และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางตลาดค้าทาส ที่ใหญ่ที่สุดในยุคอาณานิคม

มรดกการเข้ามาพัฒนาของ Dutch West India Company ของเนเธอร์แลนด์ในตอนนั้น ยังส่งผลมาถึงทุกวันนี้

โดยโครงสร้างเศรษฐกิจของกูราเซา ในปัจจุบันคือ
- ภาคบริการ โดยเฉพาะท่องเที่ยวและการเงิน ประมาณ 84% ของ GDP
- ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการกลั่นน้ำมัน ประมาณ 15% ของ GDP
- ภาคเกษตร ประมาณ 1% ของ GDP

ภาคการท่องเที่ยว คือเส้นเลือดใหญ่ของเกาะ
ด้วยความเป็นเกาะในทะเลแคริบเบียน การท่องเที่ยวจึงเป็นแรงหลักในการหาเงิน กูราเซามีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใครคือ กรุงวิลเลมสตัด เมืองหลวงที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO

ความสวยงามของเมืองนี้คือ ตึกรามบ้านช่องสไตล์สถาปัตยกรรมดัตช์ ทาด้วยสีสันฉูดฉาดพาสเทลริมอ่าว ถือเป็นจุดขายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก
(ลองดูภาพปกบทความนี้ นี่คือภาพของ กรุงวิลเลมสตัด)

กูราเซา ยังมีชื่อเสียงเรื่องชายหาดที่สวยงาม กิจกรรมดำน้ำลึก รวมถึงมีท่าเรือน้ำลึกที่สามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ยักษ์ นำนักท่องเที่ยวต่างชาติมาจับจ่ายใช้สอยบนเกาะ วันละหลายพันคน

อีกอุตสาหกรรมสำคัญ คือการกลั่นน้ำมัน
ข้อได้เปรียบที่สำคัญของกูราเซาคือ การตั้งอยู่ใกล้กับประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก

กูราเซา ทำหน้าที่เป็นผู้รับน้ำมันดิบมากลั่น แล้วส่งออกไปยังตลาดใหญ่อย่าง ฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา และประเทศในอเมริกาใต้

เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ ยังเคยเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า Isla Refinery ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1918 โดยบริษัท Royal Dutch Shell

โรงกลั่นแห่งนี้มีกำลังการกลั่นสูงประมาณ 335,000 - 350,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือว่ามหาศาลมาก เมื่อเทียบกับขนาดประเทศ
และเคยเป็นแหล่งรายได้หลักรวมถึงแหล่งจ้างงานอันดับต้น ๆ ของเกาะ

อีกส่วนที่น่าสนใจ และเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ
คือการเป็นผู้บุกเบิกระดับโลกในการออกใบอนุญาต ธุรกิจเกมและพนันออนไลน์ มาตั้งแต่ปี 1996

กูราเซา ใช้โมเดลการออกใบอนุญาตแบบ One-size-fits-all คือใบอนุญาตใบเดียวครอบคลุมการพนันออนไลน์ทุกประเภท ทั้งกาสิโน และกีฬา มีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่คิดภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำ

ทำให้แพลตฟอร์มการพนันออนไลน์ในประเทศ ที่ทำได้ถูกกฎหมาย และกาสิโนระดับโลกมากมาย แห่กันมาขอใบอนุญาตที่นี่ สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ

อีกมุมน่าสนใจคือการเข้ารอบบอลโลกรอบสุดท้าย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ

อย่างที่บอกว่า ประเทศเกาะแห่งนี้ แม้จะมีอำนาจปกครองตนเอง แต่ในทางนิตินัย ยังเป็นหนึ่งในประเทศองค์ประกอบของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์

ผลพวงจากความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับเนเธอร์แลนด์ ทำให้คนกูราเซาจำนวนมาก อาศัยอยู่ในเนเธอร์แลนด์และเติบโตในอคาเดมีฟุตบอลที่นั่น

โดยกฎของ FIFA อนุญาตให้ผู้เล่นที่มีสายเลือดจากประเทศใดประเทศหนึ่ง แม้ไม่ได้เกิดหรือเติบโตที่นั่น สามารถเลือกเป็นตัวแทนชาตินั้นได้

กูราเซาใช้จุดนี้ โดยคัดเลือกผู้เล่นที่มีเชื้อสายกูราเซา แต่เติบโตและฝึกฝนในเนเธอร์แลนด์ หรือตามอคาเดมีดัง ๆ ในยุโรป และได้ผู้เล่นระดับเก่ง ๆ จากลีกยุโรปหลายคน
อย่างเช่น Tahith Chong อดีตเด็กปั้นของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ทำให้ความน่าสนใจของทีมชาติ กูราเซา ชุดที่มาลุยบอลโลกในครั้งนี้
คือการมีผู้เล่นเกือบทั้งหมดในทีม เล่นอยู่ในลีกในยุโรป โดยเฉพาะในเนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ นั่นเอง

ต้องการให้ธุรกิจของคุณขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในหมวด บริษัทสื่อ ที่ Kalasin หรือไม่?
คลิกที่นี่เพื่อรับประกาศแบบสปอนเซอร์ของคุณ

หมวดหมู่

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


โลตัสกาฬสินธ์
Kalasin
46000

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ CaiCha โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

สมัครรับข่าวสาร

เราจะแจ้งให้คุณทราบเมื่อมีความเคลื่อนไหวใน Kalasin