DR. Mechpro Learning

DR. Mechpro Learning

แชร์

วิศวกรรมเครื่องกลเข้าใจง่าย | CNC | PLC | แขนกลเชื่อม | การถ่ายเทความร้อน | AI เพื่อการสอน การเขียนหนังสือ คอร์สออนไลน์ และการสร้างรายได้จากความรู้จริง

Photos from DR. Mechpro Learning's post 15/09/2026

ผมลองทำให้ดูจริง — ใช้ AI คัดตำราอ้างอิงสำหรับเอกสารประกอบการสอน ใช้เวลา 2 นาที 34 วินาที
โพสต์ที่แล้วผมเล่าวิธีการไว้ วันนี้ขอเอาของจริงมาให้ดูครับ
ผมขอนำเสนอตัวอย่างวิธีการคัดกรองอ้างอิงสำหรับจัดทำเอกสารประกอบการสอนรายวิชา เทคโนโลยีงานกลึงซีเอ็นซี
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 1 — สร้างพื้นที่ทำงานแยก
ผมใช้ฟีเจอร์ Project แยกงานนี้ออกมาเป็นห้องของตัวเอง
ข้อดีคือทุกไฟล์ที่อัปโหลดจะอยู่ในนี้ถาวร ไม่ปนกับงานอื่น และไม่ต้องอัปโหลดซ้ำทุกครั้งที่เปิดคุยใหม่
ใครที่ทำหลายรายวิชาพร้อมกัน ขั้นนี้ช่วยชีวิตมากครับ
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 2 — ใส่แหล่งข้อมูลให้ครบ
ผมอัปโหลดเข้าไปสองกลุ่ม

กลุ่มที่ 1 — เอกสารหลักสูตร
ไฟล์หลักสูตร( # # )
ข้อนี้สำคัญที่สุดและคนมักลืม
เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้ AI รู้ว่ารายวิชานี้มีขอบเขตแค่ไหน ไม่ใช่ให้มันเดาเอง

กลุ่มที่ 2 — คู่มือและตำราอ้างอิง
คู่มือเครื่องจักรจากผู้ผลิตหลายค่าย คู่มือการเขียนโปรแกรมกลึง และคู่มือด้านงานเกลียว
รวมแล้วหลายเล่ม ทั้งหมดเป็นไฟล์จริงที่ผมมีอยู่ ไม่ได้ให้ AI ไปหาเอง
ตรงนี้คือหัวใจ
จำที่ผมเล่าเรื่อง AI สองแบบได้ไหมครับ — แบบที่ตอบจากความจำ กับแบบที่ค้นจากเอกสารจริง
พอผมป้อนเอกสารจริงเข้าไป มันก็ต้องอ่านจากของที่ผมให้ ไม่ใช่เดาจากความจำ
โอกาสที่มันจะสร้างชื่อหนังสือปลอมขึ้นมาจึงลดลงมาก
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 3 — สั่ง
ผมใช้ prompt เดียวกับที่แชร์ไว้เมื่อวาน
ในฐานะที่ท่านเชี่ยวชาญการเขียนตำรา เอกสารประกอบการสอน
ท่านโปรดช่วยเข้าไปอ่านข้อมูลในแหล่งข้อมูลทั้งหมด
เมื่ออ่านจบโปรดช่วยวิเคราะห์หนังสือที่เหมาะสำหรับนำมาอ้างอิง
สำหรับจัดทำเอกสารประกอบการสอนรายวิชา เทคโนโลยีงานกลึงซีเอ็นซี
โดยอ้างอิงคำอธิบายรายวิชาเทคโนโลยีซีเอ็นซี ในหลักสูตรอุตสาหกรรมศาสตรบัณฑิต
━━━━━━━━━━
ผลที่ได้ — ระบบใช้เวลาประมวลผล 2 นาที 34 วินาที
สิ่งแรกที่มันทำ คือเข้าไปหาคำอธิบายรายวิชาจากไฟล์หลักสูตรมาก่อน
แล้วดึงออกมาว่ารายวิชานี้ครอบคลุมอะไรบ้าง ตั้งแต่การทำงานของเครื่องจักร ระบบควบคุม การตัดเฉือน เรขาคณิตสำหรับการทำโปรแกรม ไปจนถึงคำสั่งวัฏจักรและการตั้งค่าเครื่อง
สิ่งที่สอง คือจัดอันดับเอกสารอ้างอิงออกมาเป็นตาราง
แต่ละเล่มมีระดับความเหมาะสม และระบุชัดว่าควรใช้กับหัวข้อไหน
เล่มหนึ่งใช้กับการเขียนโปรแกรมและคำสั่งวัฏจักร
อีกเล่มใช้กับภาพรวม ความปลอดภัย และเงื่อนไขการตัด
อีกเล่มใช้กับทฤษฎีงานตัดเฉือนและงานเกลียวโดยเฉพาะ
คือได้แผนที่มาว่าเปิดเล่มไหนตอนเขียนบทไหน
━━━━━━━━━━
สิ่งที่ผมไม่ได้คาดคิด และเป็นส่วนที่ชอบที่สุด
มันเตือนผมกลับมาด้วย
ว่าเอกสารเล่มนี้ ไม่ควรกลายเป็นหนังสือที่มีแต่ G-code อย่างเดียว
เพราะคำอธิบายรายวิชาครอบคลุมกว้างกว่านั้น ทั้งเรื่องระบบควบคุม การตั้งค่าเครื่อง และเงื่อนไขการตัดเฉือน
ข้อนี้ตรงกับที่ผมเห็นบ่อยครับ
เอกสารสอน CNC จำนวนมากเทน้ำหนักไปที่การเขียนโปรแกรมจนหมด แล้วเรื่องอื่นเหลือไม่กี่หน้า
AI ไม่ได้บอกอะไรใหม่ที่ผมไม่รู้
แต่มันเห็นภาพรวมทั้งหมดพร้อมกันได้ ในขณะที่ผมจมอยู่กับรายละเอียด
━━━━━━━━━━
สิ่งที่ยังต้องทำเองต่อ
ตารางนี้ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายครับ
ผมต้องเปิดเล่มจริงไปตรวจว่าเนื้อหาที่มันบอกอยู่ในบทนั้นจริงหรือเปล่า
และต้องตัดสินเองว่าเล่มไหนเหมาะกับพื้นฐานนักศึกษาของผม
เพราะคู่มือบางเล่มเขียนให้ช่างที่ทำงานแล้ว ไม่ใช่นักศึกษาที่เพิ่งเริ่ม
AI จัดระเบียบให้ แต่คนตัดสินยังเป็นเรา
━━━━━━━━━━
สรุปสิ่งที่ประหยัดไป
งานนี้ถ้าทำมือ ต้องเปิดคู่มือทีละเล่ม จดว่าบทไหนตรงกับหัวข้ออะไร ทำเป็นวัน ๆ
รอบนี้ได้ร่างตารางมาใน 2 นาทีครึ่ง เหลือแค่ขั้นตรวจ
และร่างตารางนี้แหละ ที่จะกลายเป็นสารบัญของเอกสารเล่มนี้
━━━━━━━━━━
โพสต์หน้าผมจะเล่าต่อว่า จากตารางนี้ แปลงเป็นสารบัญจริงยังไง
ใครกำลังทำเอกสารประกอบการสอนอยู่ ลองทำตามดูได้เลยครับ เซฟไว้ก่อน
#เขียนตำรา #เอกสารประกอบการสอน #เขียนหนังสือด้วยAI #อาจารย์นักเขียน #ผลงานทางวิชาการ #งานกลึงซีเอ็นซี #เทคโนโลยีซีเอ็นซี

11/09/2026

ใช้ AI อ่านคำอธิบายรายวิชา แล้วคัดตำราอ้างอิงให้เรา — ทำได้จริง
โพสต์ที่แล้วผมเล่าว่าก่อนเขียนตำรา ต้องไปหาหนังสือที่มีอยู่แล้วในตลาดมาดูก่อน
วันนี้มาถึงขั้นถัดไป
คุณมีตำราอ้างอิงอยู่ในมือหลายเล่ม แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเล่มไหนใช้กับหัวข้อไหน
ปกติขั้นนี้ต้องนั่งเปิดทีละเล่ม จดว่าบทไหนตรงกับหัวข้ออะไร ทำเป็นวัน ๆ
ผมใช้ AI ย่นเวลาตรงนี้เหลือไม่ถึงชั่วโมงครับ
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 1 — เตรียมไฟล์แนบ
ไฟล์ที่ต้องมีอย่างน้อย
— คำอธิบายรายวิชา
— ไฟล์หนังสืออ้างอิงของรายวิชา
— จำนวนชั่วโมงหรือสัปดาห์ที่สอน
ข้อสุดท้ายคนมักลืมใส่ แต่มันสำคัญมาก
เพราะมันบอก AI ว่าเนื้อหาควรมีน้ำหนักแค่ไหน หัวข้อที่ใช้เวลาสอนสามสัปดาห์ กับหัวข้อที่สอนชั่วโมงเดียว ไม่ควรได้พื้นที่เท่ากันในเล่ม
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 2 — สั่งให้ชัด
นี่คือ prompt ที่ผมใช้จริง
ในฐานะที่ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนตำรา เอกสารประกอบการสอน และเอกสารคำสอน
ท่านโปรดเข้าไปอ่านคำอธิบายรายวิชาและรายการตำราอ้างอิงในไฟล์แนบ
เมื่ออ่านจบแล้ว โปรดวิเคราะห์ว่าตำราอ้างอิงเล่มใดเกี่ยวข้องและเหมาะสมสำหรับนำมาใช้ในการเขียน [ระบุอย่างใดอย่างหนึ่ง: ตำรา / เอกสารประกอบการสอน / เอกสารคำสอน]
เมื่อเลือกแล้ว โปรดระบุว่าแต่ละเล่มเกี่ยวข้องกับหัวข้อใด โดยนำเสนอในรูปแบบตาราง
จุดที่ต้องระวังที่สุดคือคำว่า "ระบุอย่างใดอย่างหนึ่ง"
อย่าสั่งรวม ๆ ว่า "สำหรับเขียนตำราหรือเอกสารประกอบการสอน"
เพราะทั้งสามแบบมีความละเอียดของเนื้อหาไม่เท่ากัน และใช้ยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการคนละระดับกัน
ถ้าไม่ระบุ AI จะให้ผลลัพธ์ที่เป็นค่ากลาง ๆ ซึ่งไม่พอสำหรับตำรา และเกินความจำเป็นสำหรับเอกสารประกอบการสอน
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 3 — สั่งต่อให้หาช่องว่าง
ขั้นนี้ไม่มีในตำราไหนสอน แต่ผมว่ามีค่าที่สุด
จากตารางที่ทำมา โปรดระบุด้วยว่า
มีหัวข้อใดในคำอธิบายรายวิชา ที่ไม่มีตำราอ้างอิงเล่มใดครอบคลุมเลย
หรือครอบคลุมแต่ไม่เพียงพอ
หัวข้อที่ AI ตอบกลับมาตรงนี้ คือหัวใจของงานคุณ
เพราะมันคือส่วนที่คุณต้องเขียนขึ้นมาเองจากประสบการณ์ ไม่มีที่ให้ลอกจากใคร
และมันคือส่วนที่ทำให้ตำราของคุณมีคุณค่าต่างจากเล่มอื่น
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 4 — ตรวจของจริงทุกเล่ม
ข้อนี้ห้ามข้ามเด็ดขาด
ยังจำที่ผมเล่าเรื่อง AI สองแบบได้ไหมครับ — แบบที่ตอบจากความจำ กับแบบที่ค้นก่อนแล้วตอบ
AI สนทนาสร้างชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง และเลขบทที่ไม่มีอยู่จริงได้
มันจะบอกคุณอย่างมั่นใจว่า "เรื่องนี้อยู่ในบทที่ 7 ของเล่มนี้"
คุณต้องเปิดเล่มจริงไปดูว่าบทที่ 7 คือเรื่องนั้นจริงหรือเปล่า
ตำราที่มีการอ้างอิงผิด เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด โดยเฉพาะงานที่จะยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ
ตารางที่ AI ทำให้ คือร่างที่ต้องตรวจ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
━━━━━━━━━━
สิ่งที่คุณจะได้เมื่อจบสี่ขั้นตอนนี้
ตารางที่บอกว่าหัวข้อไหน ใช้ตำราเล่มไหนอ้างอิง
รายการหัวข้อที่ต้องเขียนเองทั้งหมด
และภาพรวมว่าเล่มนี้ควรมีกี่บท เรียงอย่างไร
นี่คือโครงร่างสารบัญของคุณ
จากที่เคยนั่งจ้องไฟล์เปล่า กลายเป็นมีตารางอยู่ตรงหน้าที่บอกว่าต้องทำอะไรบ้าง
━━━━━━━━━━
ข้อที่อยากย้ำ
AI ไม่ได้เลือกตำราแทนคุณ
มันแค่จัดระเบียบข้อมูลที่คุณให้ไปให้เร็วขึ้น
คนที่ตัดสินว่าเล่มไหนควรอยู่ควรตัด ยังเป็นคุณเหมือนเดิม
เพราะคุณคือคนเดียวที่รู้ว่านักศึกษาของคุณเป็นใคร และเขาติดตรงไหน
━━━━━━━━━━
เซฟไว้ครับ ใครกำลังทำเอกสารประกอบการสอนอยู่ ลองเอาไปใช้ดูได้เลย
#เขียนตำรา #เอกสารประกอบการสอน #เอกสารคำสอน #เขียนหนังสือด้วยAI #อาจารย์นักเขียน #ผลงานทางวิชาการ #เขียนหนังสือ

08/09/2026

เริ่มเขียนหนังสือวิชาการ — ขั้นแรกไม่ใช่การเขียน แต่คือการอ่าน
สองโพสต์ที่ผ่านมาผมเล่าเรื่องการเลือกใช้ AI ให้ถูกประเภท และการตัดสินใจว่าจะเขียนหนังสือแบบไหน
วันนี้มาถึงขั้นที่มือใหม่ติดกันมากที่สุด
การได้มาซึ่งโครงร่างของเล่ม
คนส่วนใหญ่พอตัดสินใจได้ว่าจะเขียนตำราสักเล่ม ก็เปิดไฟล์เปล่าขึ้นมาแล้วนั่งคิดว่าบทที่ 1 ควรมีอะไร
นั่งอยู่สองชั่วโมง ได้มาสามบท แล้วก็ไม่แน่ใจว่ามันถูกหรือเปล่า
วันรุ่งขึ้นกลับมาอ่าน ก็ลบทิ้ง
วนแบบนี้จนเลิกไปเอง
━━━━━━━━━━
ขั้นแรกที่ถูกต้องคือ ไปดูว่ามีใครเขียนเรื่องนี้ไว้แล้วบ้าง
ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
ฟังดูเหมือนขั้นตอนที่ข้ามได้ แต่ผมยืนยันว่านี่คือขั้นที่สำคัญที่สุดของทั้งกระบวนการ
เหตุผลข้อที่ 1 — คุณจะรู้ว่าตลาดมีที่ว่างตรงไหน
ถ้าค้นแล้วเจอว่าเรื่องนี้มีตำราภาษาไทยอยู่แล้ว 5 เล่ม คุณต้องตอบให้ได้ว่าเล่มที่ 6 ของคุณต่างจากเขายังไง
ถ้าค้นแล้วไม่เจอเลยสักเล่ม มีสองความเป็นไปได้
หนึ่งคือคุณเจอช่องว่างจริง
สองคือมันไม่มีคนอ่าน
ต้องแยกให้ออกก่อนจะลงแรงเป็นปี
เหตุผลข้อที่ 2 — โครงร่างที่ดีที่สุด อยู่ในหนังสือที่เขียนไปแล้ว
นี่คือประโยชน์ที่ผมว่าคนมองข้ามมากที่สุด
ตำราที่ตีพิมพ์แล้ว ผ่านการตรวจของบรรณาธิการ ผ่านการใช้จริงในห้องเรียนมาแล้วหลายรุ่น
ลำดับเนื้อหาในเล่มนั้นไม่ได้มาลอย ๆ มันผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว
คุณไม่ได้จะไปลอกเขานะครับ
แต่คุณจะได้เห็นว่า คนที่รู้เรื่องนี้ดี เขาคิดว่าอะไรควรมาก่อนอะไร
━━━━━━━━━━
วิธีทำจริง
ขั้นที่ 1 — ค้นให้ครบทั้งสองภาษา
ภาษาไทย ค้นจากร้านหนังสือออนไลน์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย และฐานข้อมูลห้องสมุด
ภาษาอังกฤษ ค้นจากร้านหนังสือต่างประเทศและฐานข้อมูลวิชาการ
ค้นด้วยคำหลายแบบ ทั้งชื่อเรื่องแบบวิชาการและแบบที่คนทั่วไปเรียก
คำที่คุณใช้ในวงการ อาจไม่ใช่คำที่คนตั้งเป็นชื่อหนังสือ
ขั้นที่ 2 — หามาให้ได้จริง
ซื้อ ยืมจากห้องสมุด หรือเข้าผ่านฐานข้อมูลที่สถาบันของคุณบอกรับไว้
ถ้าคุณอยู่ในมหาวิทยาลัย ตรงนี้ได้เปรียบมาก เพราะสิทธิ์เข้าถึงฐานข้อมูลตำราต่างประเทศที่สถาบันจ่ายไว้ให้ มีมูลค่าสูงมากและคนใช้กันน้อยเกินไป
ลองถามบรรณารักษ์ดูครับ หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไรอยู่บ้าง
ขั้นที่ 3 — อ่านสารบัญก่อน อย่าเพิ่งอ่านเนื้อหา
เปิดไปที่สารบัญของทุกเล่มที่หามาได้ แล้วเอามาวางเทียบกัน
จดสามอย่าง
— บทไหนที่ทุกเล่มมีเหมือนกัน (นี่คือแกนที่ขาดไม่ได้)
— บทไหนที่มีแค่บางเล่ม (นี่คือจุดที่แต่ละคนเลือกต่างกัน)
— ลำดับการเรียงเหมือนหรือต่างกันตรงไหน
ขั้นที่ 4 — หาว่าเขาขาดอะไร
ตรงนี้แหละที่หนังสือของคุณจะเกิด
อ่านแล้วถามตัวเองว่า
เรื่องไหนที่คุณสอนแล้วนักศึกษาถามซ้ำทุกปี แต่ในตำราพวกนี้อธิบายสั้นเกินไป
มีเคสหน้างานจริงอะไรที่คุณเจอมา แต่ไม่มีในเล่มไหนเลย
มีวิธีอธิบายแบบไหนที่คุณใช้แล้วนักศึกษาเข้าใจเร็วกว่า
คำตอบของสามคำถามนี้ คือเหตุผลที่หนังสือของคุณควรมีอยู่
━━━━━━━━━━
ขั้นตอนนี้ใช้เวลาเท่าไหร่
ประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ถ้าทำจริงจัง
ฟังดูนาน แต่เทียบกับการนั่งเดาโครงร่างเองเป็นเดือนแล้วรื้อใหม่ อันไหนคุ้มกว่ากันครับ
และพอผ่านขั้นนี้ไปแล้ว คุณจะเปิดไฟล์เปล่าโดยไม่กลัวอีกต่อไป
เพราะคุณไม่ได้เริ่มจากศูนย์แล้ว คุณเริ่มจากแผนที่ที่มีคนเดินมาก่อน
━━━━━━━━━━
แล้วขั้นตอนไหนที่ AI ช่วยได้
ช่วยได้ตอนขั้นที่ 3 กับ 4 ครับ
พอคุณมีสารบัญของหลายเล่มอยู่ในมือแล้ว ให้ AI ช่วยเทียบว่าเนื้อหาส่วนไหนซ้ำกัน ส่วนไหนต่างกัน และจัดกลุ่มให้
แต่ ขั้นที่ 1 กับ 2 คุณต้องทำเอง
เพราะคุณคือคนเดียวที่รู้ว่าตำราเล่มไหนที่คนในสาขาของคุณใช้กันจริง
━━━━━━━━━━
โพสต์หน้าผมจะเล่าต่อว่า พอได้ข้อมูลตรงนี้แล้ว จะแปลงเป็นโครงร่างของเล่มตัวเองยังไง
เซฟไว้ก่อนครับ แล้วลองเริ่มจากการค้นดูว่าเรื่องที่คุณอยากเขียน มีใครเขียนไว้แล้วบ้าง
#เขียนหนังสือ #เขียนหนังสือด้วยAI #เขียนตำรา #อาจารย์นักเขียน #งานเขียน #วิศวกรรม

07/09/2026

AI ช่วยคุณได้เกือบทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องนี้
ก่อนจะลงมือเขียนหนังสือสักเล่ม มีคำถามหนึ่งที่คุณต้องตอบเองให้ได้ก่อน
"หนังสือของคุณเป็นหนังสือประเภทไหน"
ฟังดูง่าย แต่เป็นจุดที่คนข้ามกันมากที่สุด และเป็นสาเหตุที่ต้นฉบับหลายเล่มต้องรื้อใหม่ทั้งหมดตอนเขียนไปได้ครึ่งเรื่อง
━━━━━━━━━━
เพราะประเภทหนังสือ เป็นตัวกำหนดทุกอย่างที่ตามมา
ตำราหรือหนังสือเรียน
ต้องเรียงเนื้อหาจากง่ายไปยาก มีแบบฝึกหัด มีการอ้างอิงที่ตรวจสอบได้
ผิดพลาดไม่ได้เลย เพราะคนอ่านเอาไปใช้สอบ
เอกสารประกอบการสอน
เน้นใช้คู่กับการบรรยาย ไม่ต้องอธิบายละเอียดเท่าตำรา แต่ต้องมีที่ว่างให้จดเพิ่ม
หนังสือความรู้ทั่วไป
คนอ่านไม่ได้ถูกบังคับให้อ่าน ต้องมีเรื่องเล่า มีตัวอย่าง ต้องสนุกพอที่เขาจะอ่านต่อ
นิยาย
ขับด้วยตัวละครและความขัดแย้ง คนละโลกกับสามแบบข้างบน
ชีวประวัติ
ขับด้วยเส้นเวลาและจุดเปลี่ยนของชีวิต ต้องมีข้อมูลจริงรองรับ
━━━━━━━━━━
เรื่องเดียวกัน เขียนคนละประเภท ได้หนังสือคนละเล่ม
สมมติคุณจะเขียนเรื่องระบบทำความเย็น
เขียนเป็นตำรา — จะได้สมการ ตัวอย่างโจทย์ แบบฝึกหัดท้ายบท
เขียนเป็นหนังสือความรู้ทั่วไป — จะได้เรื่องเล่าว่าทำไมตู้เย็นถึงเปลี่ยนวิถีชีวิตคนทั้งโลก
เนื้อหาต้นทางเดียวกัน แต่โครงสร้าง ภาษา ความยาว และคนอ่าน ต่างกันหมด
ถ้าไม่ตัดสินใจข้อนี้ก่อน คุณจะเขียนแบบผสมกันไปมา
บทแรกเหมือนตำรา บทสามเหมือนบทความ อ่านแล้วไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้คืออะไร
━━━━━━━━━━
แล้วทำไม AI ช่วยตรงนี้ไม่ได้
เพราะการเลือกประเภทหนังสือ ไม่ใช่คำถามเชิงข้อมูล
มันคือคำถามว่า คุณอยากใช้เวลาปีถัดไปของชีวิตทำอะไร
คุณอยากเป็นคนที่เขียนตำราที่นักศึกษาใช้ไปอีกสิบปี
หรืออยากเป็นคนที่เขียนหนังสือที่คนทั่วไปอ่านแล้วเปลี่ยนวิธีคิด
AI ตอบแทนคุณไม่ได้ เพราะมันไม่รู้ว่าคุณอยากถูกจดจำในฐานะอะไร
และถ้าคุณให้มันเลือกให้ มันจะเลือกสิ่งที่เป็นค่าเฉลี่ยของคนทั้งโลก
ซึ่งไม่ใช่คุณ
━━━━━━━━━━
สิ่งที่ AI ช่วยได้ คือหลังจากคุณตัดสินใจแล้ว
พอคุณบอกมันว่า "ผมจะเขียนตำราสำหรับนักศึกษาปี 3"
ทุกอย่างที่มันช่วยจะเปลี่ยนไปทันที — โครงสร้าง ระดับภาษา ความละเอียด แบบฝึกหัด
แต่ประโยคนั้นต้องออกมาจากปากคุณก่อน
━━━━━━━━━━
วันนี้ยังไม่ต้องเปิด AI ครับ
เปิดโน้ตแล้วเขียนคำเดียวก็พอ ว่าหนังสือของคุณเป็นประเภทไหน
เซฟไว้ครับ นี่คือขั้นที่ข้ามไม่ได้จริง ๆ
#เขียนหนังสือ #เขียนหนังสือด้วยAI

06/09/2026

AI ฝั่งวิชาการครับ

Google Scholar vs. Scopus ทำงานต่างกันอย่างไร

เคยพิมพ์คำค้นในฐานข้อมูลงานวิจัย แล้วผลออกมาเป็นพันแต่ไม่ค่อยตรงกันไหมครับ? ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คุณ แต่เป็นเพราะแต่ละเครื่องมือมัน "พูดคนละภาษา“ พ่อบ้านเลยลองนั่งเทียบ 2 เครื่องมือที่เราใช้กันบ่อย Google Scholar, Scopus แถมน้องใหม่ OpenAlex ว่าคำสั่งค้นแบบเดียวกันต้องพิมพ์ต่างกันยังไง ปรากฏว่าไวยากรณ์ต่างกันพอสมควร ใช้ผิดเครื่องมือทีนึง ผลลัพธ์เพี้ยนได้เลย

จุดที่คนพลาดกันบ่อย:
🔹 อยากจับ psychology / psychologist / psychological พร้อมกัน Scopus พิมพ์ psycholog* จบ, OpenAlex เปิด stemming ให้อัตโนมัติ แต่ Google Scholar ไม่มีเครื่องหมาย * ต้องพิมพ์ทุกรูปเอง
🔹 อยากได้คำที่อยู่ใกล้กัน (เช่น self-explanation กับ programming ห่างกันไม่เกิน 5 คำ) Scopus ใช้ W/5, OpenAlex ใช้ "..."~5 ส่วน Google Scholar ทำไม่ได้ ได้แค่ AND เฉยๆ
🔹 ตัดคำที่ไม่อยากได้ออก Google Scholar ใช้ -"K-12" (ต้องติดกัน ห้ามเว้นวรรค!), Scopus ใช้ AND NOT, OpenAlex ใช้ NOT

ส่วนเรื่องความแตกต่างในภาพรวมนั้นมีดังนี้
🔹Google Scholar ฟรีครอบคลุมกว้างมาก (รวมงานที่ไม่อยู่ในวารสาร) ใช้ง่าย เหมาะกวาดเร็วตอนเริ่มหา แต่คำสั่งจำกัด ไม่มี wildcard/proximity และค้นซ้ำให้ได้ผลเป๊ะๆ ยาก
🔹 Scopus เสียเงินเป็นระบบ subscription ปกติเข้าผ่านมหาวิทยาลัย (มี Scopus Preview ให้ใช้ฟรีแบบจำกัดฟีเจอร์) คำสั่งครบและแม่นที่สุด เหมาะทำ systematic review แต่ครอบคลุมเฉพาะวารสารที่ index ไว้
🔹 OpenAlex ฟรีเปิดเป็น open data ข้อมูลเยอะ คำสั่งค่อนข้างครบ (มี proximity, NOT) เหมาะงานปริมาณมาก แต่หน้าเว็บยังใช้ลื่นน้อยกว่า Scopus บาง feature ต้องทดลองใช้จนคุ้น

สรุปสั้นๆ ในมุมพ่อบ้าน Google Scholar สะดวก เหมาะกวาดเร็วๆ ตอนเริ่มหา แต่ถ้าคุณกำลังทำ literature review หรือ systematic review ที่ต้องการความแม่นและทำซ้ำได้ Scopus กับ OpenAlex ให้คุณคุมได้ละเอียดกว่ากันเยอะ

06/09/2026

วันนี้เรามาลองดูวิธีเลือกใช้ AI สำหรับเขียนหนังสือกันครับ
หลายคนใช้ AI ตัวเดียวทำทุกอย่าง แล้วสรุปว่า "มันก็ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่"
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ AI ครับ แต่อยู่ที่เราหยิบเครื่องมือผิดประเภท
เหมือนใช้ไขควงตอกตะปู มันพอได้ แต่ไม่ใช่
AI ที่เราใช้กันอยู่ แบ่งตามหลักการทำงานได้ 5 ชนิด แต่ละชนิดเก่งคนละเรื่องกันคนละขั้ว
━━━━━━━━━━
1. AI สนทนา — ตอบจากสิ่งที่เรียนรู้มา
พวก ChatGPT, Claude, Gemini
หลักการคือมันทำนายคำถัดไปจากรูปแบบภาษาที่เรียนรู้มาตอนฝึก
มันไม่ได้ค้นหาอะไรตอนที่ตอบคุณ — มันตอบจากสิ่งที่จำมา
เก่งมากเรื่อง เรียบเรียง จัดโครงสร้าง เปลี่ยนสำนวน ระดมความคิด
จุดอ่อนคือมันสร้างข้อมูลที่ฟังดูน่าเชื่อถือแต่ไม่มีอยู่จริงได้
โดยเฉพาะชื่อคน ปี ตัวเลข และชื่อบทความวิจัย
ใช้ตอน: คิดโครง เขียนร่างแรก เกลาสำนวน ตรวจภาษา
━━━━━━━━━━
2. AI ค้นคว้า — ค้นก่อน แล้วค่อยสรุป
พวก Consensus, Elicit, Perplexity, NotebookLM
หลักการต่างจากข้อ 1 โดยสิ้นเชิง
มันค้นเอกสารจริงก่อน แล้วค่อยให้ AI อ่านและสรุปสิ่งที่เจอ พร้อมโยงทุกประเด็นกลับไปยังต้นทาง
ยกตัวอย่าง Consensus ที่ผมใช้บ่อย มันไม่ใช่แชตบอต แต่เป็นเครื่องมือค้นหางานวิจัย
ทุกครั้งที่ถาม มันจะค้นฐานข้อมูลงานวิจัยก่อน แล้วสรุปพร้อมอ้างอิงที่ตามไปอ่านต่อได้
ใช้ตอน: หาข้อมูลอ้างอิง ตรวจสอบข้อเท็จจริง ทบทวนวรรณกรรม
━━━━━━━━━━
3. AI แบบคิดเป็นขั้น
โหมด reasoning หรือ thinking ที่มีในโมเดลรุ่นใหม่
มันจะใช้เวลาคิดก่อนตอบ เหมาะกับโจทย์ที่มีหลายขั้นตอน
ใช้ตอน: ตรวจว่าเนื้อหาแต่ละบทขัดแย้งกันเองไหม ตรวจการคำนวณในตัวอย่างโจทย์
━━━━━━━━━━
4. AI สร้างภาพ
พวก Midjourney, DALL·E, Stable Diffusion
คนละหลักการกับข้อ 1-3 เลย มันสร้างภาพจากการค่อย ๆ ลดสัญญาณรบกวนออกจนได้ภาพ
ใช้ตอน: ปกหนังสือ ภาพประกอบเชิงแนวคิด
ข้อควรระวัง: วาดไดอะแกรมเชิงเทคนิคที่ต้องถูกต้องแม่นยำไม่ได้ ตัวเลขและตัวอักษรในภาพมักผิด
━━━━━━━━━━
5. AI ด้านเสียง
แบ่งเป็นสองทาง — เสียงเป็นตัวหนังสือ กับตัวหนังสือเป็นเสียง
ใช้ตอน: อัดเสียงตัวเองเล่าเนื้อหาแล้วถอดเป็นต้นฉบับ หรือทำเป็นหนังสือเสียง
ตัวนี้คนใช้น้อยที่สุด แต่ผมว่ามีประโยชน์มากสำหรับอาจารย์และวิทยากร
เพราะเราพูดคล่องกว่าเขียนเสมอ
━━━━━━━━━━
เรื่องที่อยากให้จำจากโพสต์นี้ ถ้าจำได้ข้อเดียว
ความต่างที่สำคัญที่สุดคือระหว่างข้อ 1 กับข้อ 2
ข้อ 1 ตอบจากความจำ ข้อ 2 ค้นก่อนแล้วตอบ
คนเขียนหนังสือเจ็บตัวเพราะไม่รู้ข้อนี้มากที่สุดครับ
ไปถาม AI สนทนาว่า "มีงานวิจัยอะไรสนับสนุนเรื่องนี้บ้าง"
ได้ชื่อบทความมา ปีมา ชื่อผู้แต่งมา ดูน่าเชื่อถือทุกอย่าง
เอาไปใส่ในหนังสือ
สุดท้ายบทความนั้นไม่มีอยู่จริง
━━━━━━━━━━
หลักง่าย ๆ ที่ผมใช้
ข้อเท็จจริงและการอ้างอิง → ใช้ข้อ 2
การเรียบเรียงและสำนวน → ใช้ข้อ 1
อย่าสลับกันเด็ดขาด
หนังสือที่มีการอ้างอิงผิด แก้ยากกว่าหนังสือที่สำนวนไม่สวยมาก
เพราะอย่างแรกทำลายความน่าเชื่อถือถาวร ส่วนอย่างหลังแค่แก้คำ
เซฟไว้ครับ ตอนจะเริ่มใช้จริงจะได้หยิบถูกตัว
#เขียนหนังสือด้วยAI #เขียนหนังสือ

05/09/2026

สิ่งแรกที่ต้องทำ เมื่ออยากมีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่ม
ไม่ใช่การเปิด AI ขึ้นมาแล้วสั่งว่า "ช่วยเขียนหนังสือเรื่อง..."
ผมเห็นคนทำแบบนี้เยอะมาก และผลที่ได้ก็เหมือนกันหมดครับ
ได้เนื้อหาที่ถูกต้อง อ่านลื่น แต่ไม่มีใครอยากซื้อ
เพราะมันคือของที่หาอ่านฟรีได้ทั้งอินเทอร์เน็ต แค่เอามาเรียงใหม่
━━━━━━━━━━
ปัญหาที่แท้จริงคือ AI ไม่รู้ว่าคุณจะเขียนให้ใคร
พอไม่รู้ว่าคนอ่านเป็นใคร มันก็เขียนให้ "ทุกคน"
และงานที่เขียนให้ทุกคน สุดท้ายก็ไม่โดนใครเลย
นี่คือเหตุผลที่ขั้นตอนแรกไม่ใช่การสั่งให้เขียน
แต่คือการหาคำตอบให้ได้ว่า คนอ่านของคุณคือใคร และเขาติดอะไรอยู่
และตรงนี้แหละที่ AI ช่วยได้จริง ถ้าใช้ถูกวิธี
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 1 — ให้ AI ขุดของออกจากหัวคุณ
คนส่วนใหญ่ตอบคำถาม "คนอ่านคือใคร" ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่รู้
แต่เพราะมันอยู่ในหัวแบบกระจัดกระจาย
ให้ AI ช่วยจัดระเบียบให้ ลอง prompt นี้
ผมเป็น [อาชีพ] ประสบการณ์ [X] ปี ด้าน [ความเชี่ยวชาญ]
ผมอยากเขียนหนังสือ แต่ยังไม่รู้ว่าควรเขียนให้ใคร
ช่วยถามคำถามผมทีละข้อ เพื่อขุดหาว่าใครคือคนที่ผมช่วยได้ดีที่สุด
เน้นถามเรื่องคนที่เคยมาถามผมซ้ำ ๆ ปัญหาที่ผมเคยแก้ให้คนอื่น
และเรื่องที่ผมอธิบายได้โดยไม่ต้องเปิดตำรา
ถามทีละข้อ รอผมตอบก่อนถามข้อถัดไป
ตอบไปเรื่อย ๆ แบบพูดคุย ไม่ต้องเรียบเรียงให้สวย
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 2 — ให้มันสรุปกลับมาเป็นคนอ่าน 3 แบบ
จากที่คุยกันมา ช่วยสรุปว่าคนอ่านที่เป็นไปได้มี 3 กลุ่มไหนบ้าง
แต่ละกลุ่ม บอกด้วยว่าเขากำลังติดอะไร
และผมมีอะไรที่คนอื่นให้เขาไม่ได้
เขียนให้เห็นเป็นคนจริง ๆ ไม่เอาคำกว้าง ๆ แบบ "คนที่สนใจเรื่องนี้"
คุณจะได้ตัวเลือก 3 แบบมาเทียบ แทนที่จะต้องคิดเองจากศูนย์
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 3 — ให้มันเถียงกับคุณ
ขั้นนี้สำคัญที่สุด และเป็นขั้นที่แทบไม่มีใครทำ
เลือกกลุ่มที่ชอบที่สุดมา 1 กลุ่ม แล้วสั่งว่า
ผมเลือกกลุ่มนี้
ตอนนี้ให้คุณเป็นคนที่ไม่เห็นด้วย
บอกผมมาตรง ๆ ว่าทำไมหนังสือสำหรับกลุ่มนี้อาจไม่มีคนอ่าน
มีหนังสือแบบนี้อยู่แล้วหรือเปล่า และของผมต่างจากเขายังไง
ถ้าคิดว่าผมกำลังจะเสียเวลาเปล่า ให้บอกเลย
AI จะเออออตามคุณตลอด ถ้าคุณไม่สั่งให้มันค้าน
และการเออออตามนี่แหละที่ทำให้คนเสียเวลาเป็นปีกับหนังสือที่ไม่มีคนอยากอ่าน
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 4 — สรุปเป็นประโยคเดียว
ช่วยสรุปทุกอย่างเป็นประโยคเดียวในรูปแบบนี้
"หนังสือเล่มนี้เขียนให้ [ใคร] ที่กำลัง [ปัญหา] อ่านจบแล้วจะ [ทำอะไรได้]"
ข้อสุดท้ายต้องเป็นสิ่งที่ทำได้จริง วัดได้ ห้ามใช้คำว่า "เข้าใจมากขึ้น"
━━━━━━━━━━
ประโยคเดียวนี้มีค่ามากกว่าที่คุณคิด
มันคือสิ่งที่คุณจะเอาไปวางไว้ต้นบทสนทนาทุกครั้งที่คุยกับ AI ต่อจากนี้
ตอนร่างโครง ตอนเขียนแต่ละบท ตอนตั้งชื่อเรื่อง
ทุกครั้งที่ AI รู้ประโยคนี้ คุณภาพของสิ่งที่ได้จะต่างกันคนละเรื่อง
จากที่เคยได้เนื้อหากลาง ๆ จะกลายเป็นเนื้อหาที่ตรงกับคนอ่านของคุณจริง ๆ
━━━━━━━━━━
ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง
แต่มันคือชั่วโมงที่ประหยัดเวลาคุณไปเป็นเดือน
เพราะคนที่เขียนไม่จบ ส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้เพราะเขียนไม่เก่ง
แต่แพ้เพราะเริ่มเขียนตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าเขียนให้ใคร
เซฟไว้ครับ ทำจริงแค่ชั่วโมงเดียวก็เห็นผลแล้ว
#เขียนหนังสือด้วยAI #เขียนหนังสือ

31/08/2026

เทคนิคการเขียนโครงหนังสือทั้งเล่ม เสร็จใน 20 นาที

เมื่อก่อนขั้นตอนนี้กินเวลาผมเป็นเดือน
นั่งคิดว่าควรมีกี่บท บทไหนควรมาก่อน เขียนลงกระดาษ ขีดฆ่า เขียนใหม่ ผ่านไปสองสัปดาห์ก็ยังไม่พอใจ แล้วก็เลื่อนออกไปอีก
ตอนนี้ผมใช้ 4 ขั้นตอนนี้ครับ ลอกไปใช้ได้เลย
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 1 — บอกก่อนว่าคุณเป็นใคร
คนส่วนใหญ่พิมพ์ไปตรง ๆ ว่า "ช่วยร่างโครงหนังสือเรื่อง..."
ผลที่ได้คือโครงกลาง ๆ ที่ใครก็เขียนได้ เพราะ AI ไม่รู้จักคุณ มันเลยให้ของที่เป็นค่าเฉลี่ยของทั้งอินเทอร์เน็ตมา
ใส่บริบทก่อนเสมอ:
ผมเป็น [อาชีพ] ประสบการณ์ [X] ปี ด้าน [ความเชี่ยวชาญ]
ผมจะเขียนหนังสือให้ [กลุ่มคนอ่าน] ที่กำลังเจอปัญหา [ปัญหาของเขา]
จุดแข็งที่ผมมีและคนอื่นไม่มีคือ [ประสบการณ์เฉพาะตัวของคุณ]
ยังไม่ต้องร่างอะไร รอผมบอกขั้นตอนถัดไป
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 2 — ให้มันถามคุณกลับ
ขั้นนี้แหละที่เปลี่ยนทุกอย่าง และเป็นขั้นที่คนข้ามกันมากที่สุด
ก่อนจะร่างโครง ขอให้คุณถามคำถามผม 10 ข้อ
เพื่อให้เข้าใจเนื้อหา มุมมอง และประสบการณ์ของผมมากพอ
ถามทีละข้อ รอผมตอบก่อนแล้วค่อยถามข้อถัดไป
ถามให้ลึก ถามเรื่องเคสจริงที่ผมเคยเจอ
ตอบไปเรื่อย ๆ ตอบแบบพูดคุยก็ได้ ไม่ต้องเรียบเรียง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันกำลังดึงของที่อยู่ในหัวคุณออกมา
ความรู้ที่คุณมีแต่นึกไม่ออกว่ามันสำคัญ มันจะโผล่มาตอนถูกถาม
20 นาทีที่ว่า ส่วนใหญ่หมดไปกับขั้นนี้ครับ และมันคุ้มที่สุด
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 3 — สั่งร่างโครง
จากทุกอย่างที่คุยกันมา ช่วยร่างโครงหนังสือให้ผม
ระบุชื่อบท หัวข้อย่อยในแต่ละบท
และอธิบายด้วยว่าทำไมต้องเรียงลำดับแบบนี้
ข้อสุดท้ายสำคัญ เพราะเหตุผลที่มันให้มา จะทำให้คุณเห็นเองว่าตรงไหนที่มันคิดผิด
━━━━━━━━━━
ขั้นที่ 4 — สั่งให้มันหาจุดอ่อน
ขั้นนี้คนไม่ค่อยทำ แต่ผมว่าได้ประโยชน์สูงสุด
ตอนนี้ให้คุณเปลี่ยนบทบาทเป็นบรรณาธิการที่เข้มงวด
วิจารณ์โครงนี้ตรง ๆ ไม่ต้องเกรงใจ
บทไหนอ่อน บทไหนซ้ำซ้อน ตรงไหนที่คนอ่านจะเลิกอ่านกลางคัน
และมีอะไรที่ควรมีแต่ยังขาดอยู่
━━━━━━━━━━
ที่ได้มาไม่ใช่โครงสมบูรณ์นะครับ
ผมยังต้องแก้อีกเยอะ ตัดทิ้งบางบท เพิ่มเองบางบท เรียงใหม่หมดก็มี
แต่มันเปลี่ยนสถานะงานจาก "หน้ากระดาษเปล่า" เป็น "มีอะไรให้แก้"
สองอย่างนี้ยากไม่เท่ากันเลยครับ
การมองหน้าจอเปล่าแล้วคิดไม่ออก คือสาเหตุที่คนเขียนหนังสือไม่จบมากที่สุด
ส่วนการเห็นของที่ไม่ถูกใจแล้วอยากแก้ อันนี้สมองคนทำได้เองอัตโนมัติ
━━━━━━━━━━
เซฟโพสต์นี้ไว้ครับ ตอนจะเริ่มเขียนจริงจะได้ไม่ต้องมานั่งหา
#เขียนหนังสือ #เขียนหนังสือด้วยAI #งานเขียน

30/08/2026

5 เหตุผลที่คนอยากเขียนหนังสือ แต่ไม่จบสักเล่ม

เมื่อก่อน สมัยตอนที่ผมเริ่มเขียนหนังสือใหม่ๆ จะเจอปัญหานี้ประจำบ่อย
"ผมอยากเขียนหนังสือ แต่เขียนไปได้ 2 บทแล้วก็ค้างอยู่แบบนั้นมา 3 ปี"

ตอนนี้ผมกลับเจอคนถามเมื่อผมไปบรรยาย
"ผู้เข้าร่วมอบรม: อาจารย์ครับ ผมอยากเขียนหนังสือ แต่เขียนไปได้ 2 บทแล้วก็ค้างอยู่แบบนั้นมา 3 ปี"
จากที่ผมเขียนมาแล้ว 5 เล่ม ปัญหาแทบทั้งหมดอยู่ใน 5 ข้อนี้
1. เริ่มจากบทที่ 1
ฟังดูสมเหตุสมผล แต่มันคือกับดัก
บทที่ 1 คือบทที่ยากที่สุดเสมอ เพราะคุณยังไม่รู้ว่าทั้งเล่มจะไปทางไหน
คนที่เขียนจบ มักเริ่มจากบทที่ตัวเองถนัดที่สุดก่อน

2. ไม่มีโครงเรื่อง เขียนไปคิดไป
เหมือนสร้างบ้านโดยไม่มีแบบ
พอเขียนไปถึงบทที่ 4 ก็พบว่าเนื้อหาซ้ำกับบทที่ 2 แล้วก็ท้อ

3. ตั้งใจให้ดีตั้งแต่ร่างแรก ← ข้อนี้ฆ่าคนมากที่สุด
เขียนย่อหน้าเดียวแล้วอ่านซ้ำ 10 รอบ แก้คำ เปลี่ยนประโยค
ผ่านไป 2 ชั่วโมง ได้ครึ่งหน้า
ร่างแรกมีหน้าที่เดียวคือ "มีอยู่" ไม่ใช่ "ดี"

4. รอให้มีเวลาว่างเป็นก้อน
รอวันหยุดยาว รอปิดเทอม รอเกษียณ
ความจริงคือวันนั้นไม่มาถึง คนที่เขียนจบคือคนที่เขียนวันละ 30 นาที

5. ไม่มีเส้นตาย
งานที่ไม่มีเส้นตาย คืองานที่ไม่มีวันเสร็จ
ข้อไหนโดนคุณที่สุดครับ? พิมพ์เลขมาในคอมเมนต์ได้เลย

#เขียนหนังสือ #งานเขียน

30/08/2026

AI เขียนหนังสือแทนคุณไม่ได้ครับ
ผมพูดแบบนี้ในงานบรรยายทุกครั้ง แล้วคนก็งงว่าอ้าว... แล้วอาจารย์มาสอนใช้ AI ทำไม
เพราะ AI ไม่ได้มีหน้าที่ "เขียนแทน"

มันมีหน้าที่ทำ 3 อย่างนี้ ซึ่งมันทำได้ดีกว่าเรามาก
1. เป็นคนช่วยคิดโครงร่าง ตอนตี 2
ตอนคุณคิดไม่ออกว่าบทนี้ควรมีหัวข้อย่อยอะไรบ้าง
AI ให้คุณ 15 หัวข้อ ใน 30 วินาที
คุณเลือกมา 5 หัวข้อที่ใช่ ตัดทิ้ง 10
งานคิดไม่ได้หายไป แต่มันเปลี่ยนจาก "คิดจากศูนย์" เป็น "เลือกและตัด" ซึ่งสมองคนทำได้เร็วกว่ามาก

2. เป็นบรรณาธิการที่ไม่เกรงใจคุณ
ให้มันอ่านบทที่คุณเขียน แล้วถามว่า "ตรงไหนที่คนอ่านจะงง" "ย่อหน้านี้ยาวเกินไปไหม"
มันจะบอกตรงๆ โดยไม่กลัวคุณโกรธ

3. เป็นคนแปลงภาษาวิชาการให้เป็นภาษาคน
อันนี้ผมใช้บ่อยที่สุด งานวิชาการที่ผมเขียน บางย่อหน้าคนทั่วไปอ่านไม่รู้เรื่อง
AI ช่วยหาว่าประโยคไหนที่ควรมีตัวอย่างประกอบ
😃 สิ่งที่ AI ทำแทนคุณไม่ได้เลย คือ ประสบการณ์ตรง
😃 เคสหน้างานที่คุณเจอมา ความผิดพลาดที่คุณเคยทำ วิธีคิดที่คุณตกผลึกมา 20 ปี
สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่ในข้อมูลที่ AI เรียนรู้มา และมันคือ 80% ของคุณค่าในหนังสือของคุณ
AI ช่วยให้อีก 20% ที่เหลือเสร็จเร็วขึ้น 5 เท่า แค่นั้นเองครับ แต่มันเปลี่ยนจาก "ไม่มีวันเสร็จ" เป็น "เสร็จได้"
#เขียนหนังสือด้วยAI

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Lop Buri?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
Lop Buri
15000