Maipatana

Maipatana

แชร์

Blog เกี่ยวกับสถาปัตยกรรม และใดๆที่ผมคิดว่าน่าสนใจ

ผมชอบเขียนโน่นนี่ แล้วคิดว่ามันคงน่าเสียดายถ้ามันจมหายไป เลยทำ website และ เพจ ขึ้นมา ที่เขียนส่วนมากเป็นเรื่องอาคารประหยัดพลังงาน (ผมเป็นผู้ช่วยวิจัยและเรียนป.เอกด้านอาคารประหยัดพลังงาน) และก็สถาปัตยกรรมทั่วๆไป และก็มีแปลโน่นนี่ ส่วนมากเป็นทฤษฎี
น่าจะประมาณนี้แหละครับ
นี่เวบ http://maipatana.me/

17/06/2026

ไม่มีอะไรดีไปกว่าคำชมของลูกค้าหลังจากที่ได้อยู่บ้านที่สร้างเสร็จแล้ว
ข้อความจากลูกค้าโครงการนี้ https://www.facebook.com/maipatanapage/posts/pfbid0383aJ3j2ZjMAmL3dXTXaEPQXXoqLLfwVrPpSnt76Ji3fD1PdrpN73yNn3EmsqASbEl

Photos from Maipatana's post 17/06/2026

"ข้างนอกร้อน แต่ข้างในบ้านเย็นสบาย พัดลม แอร์ ไม่ต้องใช้ แสงธรรมชาติเข้าถึงทุกส่วน โปร่งโล่งลมดี" , "อุนภูมิ ข้างนอก 32 ข้างใน 27"
คือคำพูดของลูกค้าชาวต่างชาติที่บอกหลังจากบ้านก่อสร้างเสร็จและเข้าอยู่ไปแล้ว
ปี 2016 มีชาวต่างชาติที่จะทำบ้านที่เชียงใหม่ให้บริษัท Anghin Architecture ออกแบบ และให้ผมช่วยดูเรื่อง Passive Design เรื่องทำให้บ้านประหยัดพลังงาน ทำให้บ้านไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ
โครงการนี้ดีตรงที่ผมมีโอกาสเข้าไปตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถแนะนำการปรับทิศทางการวางอาคารได้ เพิ่ม ลด กระจก แผงบังแดด และปรับเปลี่ยนวัสดุได้
จึงทำให้งานออกมาค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกับที่คิดไว้ในช่วงออกแบบ
ที่สำคัญคือเจ้าของโครงการตั้งใจเรื่องของการประหยัดพลังงาน
ดูรูปเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/anghinarchitecture/posts/pfbid023R2bCb2vJTecxQ5oiJfrDAm2ibp4a4Ka36G1WUyJ54LfhYAsY3tShVCmxELXrnx6l

16/06/2026

มันแค่นั้นเลยจริงๆ
"องค์กรยังไม่มี ‘รากฐานข้อมูล’ ที่พร้อมพอจะทำให้ AI สร้างคุณค่าได้"
ก่อนจะมาดูเรื่อง AI ต้องดูเรื่องข้อมูลก่อน

ทำไมหลายองค์กรลงทุนกับ AI แล้ว แต่ยังสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจไม่ได้จริง?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ AI ไม่เก่งพอ แต่อยู่ที่องค์กรยังไม่มี ‘รากฐานข้อมูล’ ที่พร้อมพอจะทำให้ AI สร้างคุณค่าได้
ในมุมของคุณแดนพบ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้จัดการอาวุโสของบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จํากัดหลายองค์กรยังเริ่มโครงการ AI จากมุมของเทคโนโลยี หรือ IT Project มากกว่าจะเริ่มจากโจทย์ทางธุรกิจ ทำให้ Business Use Case ไม่ชัด ข้อมูลไม่พร้อม และไม่สามารถขยายผลจาก Pilot หรือ PoC ไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กรได้
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเป็น Data-Driven Organization ไม่ได้วัดจากการมีข้อมูลมาก แต่วัดจากความสามารถในการใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพ เข้าถึงได้ และนำไปตัดสินใจเพื่อสร้าง Business Value ได้จริง
เพราะหากองค์กรยังตอบไม่ได้ว่า ข้อมูลมาจากไหน ใครเป็นเจ้าของ นิยามตรงกันหรือไม่ และธุรกิจต้องการใช้ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาอะไร ต่อให้มี AI ที่ล้ำแค่ไหน ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจยังไม่สร้าง Impact จริง
Techsauce ชวนเปิดมุมมองจาก ABeam Consulting ว่า ก่อน AI จะเปลี่ยนธุรกิจได้ องค์กรต้องเปลี่ยนวิธีมอง Data อย่างไร
อ่านบทความเต็มต่อได้ที่ลิงก์ใต้คอมเมนต์

16/06/2026

ช่วงนี้ข่าวเรื่องซูเปอร์เอลนีโญ ว่อนไปหมด แต่มันจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเรายังไง?
"บ้านแบบเดิมๆ" ที่เราเคยอยู่จะสะสมความร้อนจนแอร์เอาไม่อยู่ ค่าไฟจะพุ่งกระฉูด การออกแบบบ้านด้วย Passive Design จะเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาได้ (นอกเสียจากว่าเปิดแอร์แรงๆไม่สนค่าไฟ ก็เป็นอีกทางหนึ่ง)
ผมมี 8 ข้อ (คาถา) ที่จะช่วยกันร้อนได้
1. Layout & Orientation (การจัดวางทิศทางบ้าน)
-- แนวคิด: หลบแดดตัวร้าย เปิดรับลมดี แดดเมืองไทยที่ร้อนรุนแรงที่สุดจะมาจาก ทิศตะวันตกและทิศใต้

-- แนวทางทำบ้าน: วางห้องที่ไม่ค่อยใช้งาน หรือห้องที่ต้องการความแห้ง เช่น ห้องน้ำ ห้องแต่งตัว หรือโรงจอดรถ ไว้ในทิศใต้และตะวันตกเพื่อเป็น "กันชน" บังความร้อน ส่วนห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นให้หลบไปอยู่ทิศเหนือหรือตะวันออกแทน
2. Shading (การบังแดด)
-- แนวคิด: อย่าให้แดดส่องโดนผนังหรือกระจกโดยตรง เพราะถ้าความร้อนซึมเข้าเนื้อปูนแล้ว มันจะแผ่ความร้อนอบอ้าวอยู่ในบ้านตลอดทั้งคืน

-- แนวทางทำบ้าน: ทำชายคายื่นให้ยาวขึ้น ติดตั้งระแนงบังแดด (Louver) นอกบ้าน หรือปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาฝั่งทิศตะวันตก
3. Cool Roof (หลังคาเย็น)
-- แนวคิด: หลังคาคือส่วนที่รับแดดตรงๆ และยาวนานที่สุดในแต่ละวัน ถ้าหลังคาเย็น บ้านก็เย็นไปกว่าครึ่ง

-- แนวทางทำบ้าน: ใช้กระเบื้องหลังคาโทนสีอ่อนเพื่อสะท้อนความร้อน, ทาสีสะท้อนความร้อน (Thermal Reflective Paint), เลือกวัสดุ Solar Reflective Index (ค่าการสะท้อนความร้อนของวัสดุ ยิ่งสูงยิ่งสะท้อนดี) สูง และติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อนใต้หลังคา, ใส่ฉนวนด้วย, หรือทำ Double Roof ก็ช่วย
4. Fenestration (ระบบช่องเปิดและหน้าต่าง)
-- แนวคิด: การเลือกขนาดและตำแหน่งของหน้าต่างอย่างฉลาด ไม่ใช่บ้านกระจกเยอะแล้วจะดีเสมอไป

-- แนวทางทำบ้าน: ลดขนาดกระจกในทิศที่แดดส่อง เลือกใช้กระจกตัดแสง (Tinted Glass) หรือกระจกฉนวน (Double Glazing) ที่มีช่องว่างตรงกลางช่วยบล็อกความร้อนเข้าบ้าน
5. Insulation (ฉนวนกันความร้อน)
-- แนวคิด: เสื้อกันหนาวช่วยเก็บความร้อนฉันใด ฉนวนกันความร้อนก็ช่วย "กั้นความร้อน" ไม่ให้ซึมข้ามจากนอกบ้านเข้ามาในบ้านฉันนั้น

-- แนวทางทำบ้าน: ปูฉนวนกันความร้อน (เช่น ใยแก้วหนา 6 นิ้ว) บนฝ้าเพดาน และกรุฉนวนในผนังบ้าน โดยเฉพาะผนังฝั่งทิศตะวันตก
6. Daylight (การใช้แสงธรรมชาติ)
-- แนวคิด: ดึงเอาแสงสว่างจากธรรมชาติเข้ามาใช้ในบ้านให้พอดี เพื่อจะได้ไม่ต้องเปิดไฟในบ้าน ช่วยประหยัดค่าไฟ และได้แสงที่สบายตา

-- แนวทางทำบ้าน: เจาะช่องแสงลอยชิดเพดาน (Clerestory) เพื่อให้แสงสะท้อนกับเพดานลงมาเป็นแสงนวลๆ โดยไม่มีความร้อนตรงๆ จากแดดวิ่งตามเข้ามา
7. Natural Ventilation (การระบายอากาศธรรมชาติ)
-- แนวคิด: ให้ลมพัดผ่านเพื่อหอบเอาความร้อนสะสมในบ้านออกไป และช่วยให้อากาศหมุนเวียนสดชื่น

-- แนวทางทำบ้าน: ออกแบบให้หน้าต่างมีทั้งฝั่ง "ลมเข้า" และ "ลมออก" (Cross Ventilation) ไม่ออกแบบห้องปิดทึบ และทำช่องเปิดสูงๆ ใต้หลังคาเพื่อให้ความร้อนลอยตัวออกไปทางด้านบน
8. Evaporative Cooling (การทำความเย็นด้วยการระเหยของน้ำ)
-- แนวคิด: ธรรมชาติน้ำเมื่อระเหยเป็นไอ จะดึงความร้อนจากอากาศรอบๆ ออกไป ทำให้อุณหภูมิลดลง

-- แนวทางทำบ้าน: ขุดบ่อเลี้ยงปลา ทำน้ำตก หรือวางอ่างน้ำไว้ในทิศที่ลมพัดเข้าบ้าน (ทิศใต้/ตะวันตกเฉียงใต้) เพื่อให้ลมกวาดเอาไอเย็นจากน้ำเข้าสู่ตัวบ้าน
---------------------------
สรุป
ความร้อนที่เกิดขึ้นในบ้าน เราสามารถแก้ปัญหาด้วยการออกแบบได้ เหลือเท่าไหร่เปิดพัดลม เปิดแอร์ช่วย แต่ถ้าไม่ออกแบบโดยคำนึงถึงเรื่องพวกนี้เลย ก็ต้องอัดแอร์เข้าไปเยอะๆ

Photos from Maipatana's post 16/06/2026

10 ปีแล้วงานนักศึกษากลุ่มนี้ผมก็ยังชอบอยู่

Photos from Maipatana's post 16/06/2026

10 ปีแล้ว คิดถึงบรรยากาศ

Photos 15/06/2026

"ศาสนาสร้างขึ้นจากคำสอน คำสอนไม่เปลี่ยน อารยธรรมเปลี่ยน ศาสนาพังทลายเป็นผุยผง บ้านไม่เคยเปลี่ยน ศาสนาของบ้านยังคงเป็นเช่นเดิมหลายศตวรรษ บ้านจะพังทลาย
คนที่ปฏิบัติตามศาสนาและไม่ได้เชื่อในศาสนาคือคนขี้ขลาด เขาไม่มีความสุข พวกเราทุกคนไม่มีความสุขที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่ไม่คู่ควร เพราะบ้านทำลายสุขภาพและธรรมะของเรา เรากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสถานที่ประจำ นี่คือพวกเรา บ้านกลืนกินเราด้วยความที่เราไม่หนีไป มันบริโภคเรา ในไม่ช้าเราก็ต้องการสิ่งบำบัดมากมาย เราไม่มีความสุข บ้านของเรามันน่ารังเกียจ บ่อยครั้งเราหนีจากมันไปคาเฟ่ ลานเต้นรำ หรือไม่เราก็หม่นหมองหมกตัวอยู่ในบ้านเหมือนสัตว์ที่น่าสมเพช เรากลายเป็นคนสูญเสียธรรมะ"

Le Corbusier เปรียบบ้านเหมือนวัตรปฏิบัติ/คำสอนของศาสนา ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงไปตามอารยธรรม มันก็ต้องล่มสลาย (พังตึกทิ้ง) บ้านแย่ๆทำให้เราไม่อยากอยู่บ้าน เราจึงต้องออกไปข้างนอกบ้าน ไปร้านอาหาร ไปผับ บาร์
"ศาสนาสร้างขึ้นจากคำสอน คำสอนไม่เปลี่ยน อารยธรรมเปลี่ยน ศาสนาพังทลายเป็นผุยผง บ้านไม่เคยเปลี่ยน ศาสนาของบ้านยังคงเป็นเช่นเดิมหลายศตวรรษ บ้านจะพังทลาย

คนที่ปฏิบัติตามศาสนาและไม่ได้เชื่อในศาสนาคือคนขี้ขลาด เขาไม่มีความสุข พวกเราทุกคนไม่มีความสุขที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่ไม่คู่ควร เพราะบ้านทำลายสุขภาพและธรรมะของเรา เรากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสถานที่ประจำ นี่คือพวกเรา บ้านกลืนกินเราด้วยความที่เราไม่หนีไป มันบริโภคเรา ในไม่ช้าเราก็ต้องการสิ่งบำบัดมากมาย เราไม่มีความสุข บ้านของเรามันน่ารังเกียจ บ่อยครั้งเราหนีจากมันไปคาเฟ่ ลานเต้นรำ หรือไม่เราก็หม่นหมองหมกตัวอยู่ในบ้านเหมือนสัตว์ที่น่าสมเพช เรากลายเป็นคนสูญเสียธรรมะ"
Le Corbusier ปูทางมาว่า ในแต่ละยุคมนุษย์เราก็มีเครื่องมือต่างๆ เครื่องมือก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อันไหนใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ดีก็เปลี่ยน โยนทิ้งไป บ้านก็ควรทำหน้าที่ตามที่มันควรจะทำ
ส่วนธรรมะของบุคคลก็คือความเป็นตัวของตัวเอง ความมีชีวิตชีวา
การที่บอกว่าบ้านควรทำหน้าที่ของตัวเอง ก็เหมือนคำที่บอกว่า is a machine for living in. เค้าก็ยังมีความเห็นนี้กับสิ่งอื่นๆเช่น เก้าอี้ คือ machine for sitting on. อะไรประมาณนี้ ก็คือต้องดูบริบทในยุคนั้นด้วยที่ Le Corbusier พยายามจะอธิบายอย่างมากว่าวิศวกรรมเค้าไปไกล เค้าประสบความสำเร็จ สถาปัตยกรรมควรดูเอาไว้
เรื่องไม่ชอบอยู่บ้าน Le Corbusier ยังเล่าถึงคนรวยๆ พวกนายธนาคาร เจ้าของธุรกิจ ว่าพวกนี้ออฟฟิตดูดี แต่บ้านดูแย่มาก มีของที่ไม่เข้ากันวางเรียงกัน furniture ที่ใหญ่ไม่เหมาะ วางถัดจากรูปภาพราคาแพงที่ไม่เหมาะกัน คนพวกนั้นเลยชอบอยู่ที่ทำงานมากกว่า

แนบ: https://www.facebook.com/maipatanapage/posts/1072831129430246

Photos 15/06/2026

"ร่างกายทำให้โลกปรากฏ ในขณะเดียวกันร่างกายก็ถูกทำให้ปรากฏโดยโลก เมื่อ 'ฉัน' รับรู้คอนกรีตว่าเป็นบางอย่างที่เย็นและแข็ง 'ฉัน' ก็หมายรู้ร่างกายว่าเป็นบางอย่างที่อุ่นและนุ่ม ในลักษณะนี้ ร่างกายอยู่ในลักษณะความสัมพันธ์ที่เป็นพลวัตกับโลกได้กลายเป็น shintai มันคือ shintai เดียวในความหมายของการสร้าง หรือเข้าใจสถาปัตยกรรม shintai เป็นสิ่งมีชีวิตที่รับรู้รู้สึกได้ที่ตอบสนองต่อโลก"

สำหรับ Tadao Ando แล้ว สถาปัตยกรรมไม่ใช่เพียงสิ่งก่อสร้างเฉยๆ แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนรู้สึกถึงความเป็นคน หรือรู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่บนโลกได้

ในขณะที่สถาปัตยกรรมปรากฏต่อเขา เขาก็ปรากฏขึ้นมาพร้อมๆกัน

Tadao Ando:
"คนเราเชื่อมต่อสื่อสารกับโลกใบนี้ผ่านทางร่างกายของเขา คนไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแบบทวิลักษณ์ที่จิตวิญญาณและร่างกายแยกออกจากกัน แต่ร่างและจิตวิญญาณที่รวบรวมอยู่ด้วยกันมีชีวิตและทำงานร่วมกันบนโลกนี้ 'ที่นี่และตอนนี้' (ที่ๆร่างกายเราปรากฏ) คือสิ่งที่เราได้มาโดยไม่ให้ความสำคัญในตอนแรก โดยต่อมา 'ที่นั่น' ปรากฏขึ้นในภายหลัง ผ่านการรับรู้ระยะห่าง หรือจะว่าไปก็คือการใช้ชีวิตอยู่กับระยะห่าง พื้นที่ว่างรอบๆเริ่มเผยออกมาเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยความหมายและคุณค่า เนื่องจากคนมีโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมมาตรกัน มีบนมีล่าง มีซ้ายมีขวา มีหน้ามีหลัง โลกที่เราสื่อสารด้วยกลายเป็นพื้นที่ว่าง (space) ที่หลากหลายไปโดยธรรมชาติ โลกที่ปรากฏต่อประสาทสัมผัสของคนและร่างกายของคนได้กลายเป็นบางอย่างที่มีอยู่อย่างสัมพันธ์กันกับโลก โลกที่ถูกทำให้ปรากฏชัดเจนโดยร่างกายนั้นมีชีวิตชีวา พื้นที่ว่างมีชีวิตอยู่
ร่างกายทำให้โลกปรากฏ ในขณะเดียวกันร่างกายก็ถูกทำให้ปรากฏโดยโลก เมื่อ 'ฉัน' รับรู้คอนกรีตว่าเป็นบางอย่างที่เย็นและแข็ง 'ฉัน' ก็หมายรู้ร่างกายว่าเป็นบางอย่างที่อุ่นและนุ่ม ในลักษณะนี้ ร่างกายอยู่ในลักษณะความสัมพันธ์ที่เป็นพลวัตกับโลกได้กลายเป็น shintai มันคือ shintai เดียวในความหมายของการสร้าง หรือเข้าใจสถาปัตยกรรม shintai เป็นสิ่งมีชีวิตที่รับรู้รู้สึกได้ที่ตอบสนองต่อโลก"

15/06/2026

สภาสถาปนิก + AI = ?
สถาปนิกอยากได้อะไร อยากให้วิชาชีพเราเป็นยังไง วานมาช่วยส่งเสียงหน่อยครับ
ในงานคือ 3 คนนี้จะแชร์เรื่อง AI ในแต่ละมุมประมาณคนละ 15-20 นาที
จากนั้นมาเป็น discussion และรับคำถามจาก Floor ครับ
สุดท้ายคือจะรวบรวมประเด็นแล้วทางสถา + party ที่เกี่ยวข้องไปดูว่าจะทำอะไรยังไงต่อครับ
----------------------------------
ACT TALK 2026 Series 02 จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569
ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 3 สภาสถาปนิก เวลา 12:30 – 16:30 น.
ลงทะเบียนและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.eventpop.me/e/155727
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: 064-973-3954
สมาชิกสภาสถาปนิก รับคะแนน พ.ว.ต. 3 หน่วย
----------------------------------
อ่านรายละเอียดเต็มๆที่
https://www.facebook.com/share/p/1H6NXDxCyQ/

15/06/2026

เราจะเห็นยุคสมัยของบริษัทสถาปนิกที่เปลี่ยนผ่านไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ยุคเขียนมือ, ยุค CAD มาจนถึงยุค BIM ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดกระบวนการและวิธีการทำงานของบริษัทในแต่ละยุค
แม้บริษัทเดิมๆ จะพยายามเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีใหม่ แต่มันก็ไม่ง่ายเท่ากับการเริ่มใช้เทคโนโลยีนั้นตั้งแต่วันแรก (ลองนึกภาพบริษัทที่เกิดมาพร้อมระบบ BIM ตั้งแต่วันแรก กับบริษัทดั้งเดิมที่ต้องรื้อระบบเพื่อเปลี่ยนมาใช้ BIM ดู)
นั่นแปลว่าในปัจจุบัน บริษัทใหม่ๆ หรือบริษัทรุ่นใหม่ สามารถวางรากฐานการทำงานด้วยเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ได้เปรียบกว่า
เหมือนอย่าง Studio Tim Fu (STF) ของTim Fu ที่เดิมทีเชี่ยวชาญด้าน Computational Design อยู่แล้ว พอ AI เข้ามา เลยทำความเข้าใจได้เร็วมาก จนสร้างกระบวนการทำงานแบบใหม่ รวบรวมทีมงานที่สนใจวิธีกระบวนการคิดคล้ายกัน แล้วตั้งเป็นสตูดิโอขึ้นมา
"Designing at the Speed of AI" คือ talk ในงาน ATN Summit 2026 ที่ Tim Fu ได้มาเล่าถึงกระบวนการทำงานในปัจจุบัน ว่ามันต่างจากเมื่อก่อนอย่างไร
สิ่งที่เคยต้องใช้เวลานานหลายวัน ตอนนี้สามารถทำให้เสร็จได้ในพริบตาหรือภายในวันเดียว
กระบวนการทำงานที่เปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ระหว่างสถาปนิกกับเครื่องมือ และวิธีคิดในแต่ละขั้นตอนที่เปลี่ยนไป ทำให้ STF สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วในแบบที่อดีตไม่เคยทำได้มาก่อน
แต่แน่นอนว่า ในกระบวนการทำงานจริง ไม่ใช่การปล่อยให้ AI ทำงานทุกอย่างแบบกดปุ่มเดียวแล้วจบ แต่มันคือ "การทำงานร่วมกัน" สถาปนิกยังต้องตัดสินใจ ต้องให้แนวทาง (Direction) และยังต้องขึ้นโมเดลบางส่วนอยู่ดี
สถาปนิกยุคนี้ต้องมีความรู้ ต้องตั้งคำถามเก่งขึ้น สร้างการพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียกับลูกค้าได้เร็วขึ้น (เหมือนพาลูกค้าไป Window Shopping ไอเดียตั้งแต่วันแรก) ตัดสินใจเร็วขึ้น พัฒนาแบบและออกแบบได้เร็วขึ้น เรื่องพวกนี้มนุษย์ยังต้องคิดและออกแบบ โดยมี AI เป็นเครื่องมือทุ่นแรงที่คอยช่วย
Tim Fu มองว่า ปัจจุบันสิ่งที่เราเห็นเป็นแค่จุดเริ่มต้น (แค่ระดับ Image-Based เท่านั้น) แต่คลื่นความเปลี่ยนแปลงลูกถัดๆ ไปกำลังจะมาดิสรัปต์วงการอีกเพียบ:
--- Agentic AI และ Spatial AI
--- Reasoning AI + BIM
--- AI Construction Documentation (เคลียร์แบบและเอกสารก่อสร้างอัตโนมัติ)
--- Autonomous Construction (การก่อสร้างอัตโนมัติ เช่น ใช้โดรนสร้างตึก)
--- ไปจนถึง Fully Autonomous End-to-End Design Intelligence (ระบบอัจฉริยะที่ออกแบบและจัดการตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ)
ซึ่งทั้งหมดนี้คือเรื่องในอนาคตที่กำลังจะมาถึง ไม่มีใครรู้คำตอบแม่นยำ 100% ว่าหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ และจะเปลี่ยนวิถีชีวิตกับวิธีการทำงานของสถาปนิกไปตลอดกาล
อนาคตจะเป็นอย่างไร? เราจะเตรียมตัวอย่างไร? และเราจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ยังไง? จะเป็นคำถามสำคัญที่สถาปนิกยุคนี้ต้องคอยถามตัวเองอยู่เรื่อยๆ
---------------------
ไปฟัง talk ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=uYffGLGOfzw

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ บุคคลสาธารณะ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บุคคลสาธารณะ ใน Rangsit?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


99 Moo 18 Phahonyothin Road
Rangsit
12121